UOB แนะ SME ไทยทบทวนโมเดลธุรกิจ – พลิกฟื้นธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ


เณริศา อิศรางกูร ณ อยุธยา

จากการแพร่ระบาดของ COVID 19 ส่งผลให้องค์กรธุรกิจทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบ รวมไปถึงประเทศไทยโดยเฉพาะองค์กรธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ได้รับผลกระทบอย่างมากจากปัญหาระบบซัพพลายเชนที่หยุดชะงัก ความต้องการของลูกค้าที่ลดลง ยอดขายที่ชะลอตัวและแรงงานในระบบที่มีกว่า 10 ล้านคนในธุรกิจ SME

ด้วยเหตุนี้ ธนาคารยูโอบี (ไทย) (UOB) ซึ่ง ได้ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME มาโดยตลาดทั้งในเรื่องมาตรการทางการเงิน และการนำดิจิทัลและเทคโนโลยีไปใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ ได้แนะนำให้ผู้ประกอบการ SME ปรับตัวรับมือวิกฤต COVID-19 ทบทวนโมเดลธุรกิจที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อหาช่องโหว่และสร้างโอกาสเป็นไปได้สำหรับการปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการจะทำให้ธุรกิจให้พลิกฟื้นอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยในช่วงเดือนเมษายน 2562 SME ของไทยกว่า 80 บริษัทได้เข้าร่วมเวิร์กชอป Business Model Transformation (BMT) ที่ทางธนาคารร่วมกับเดอะ ฟินแล็บ (The FinLab) ซึ่งเป็นองค์กรที่ส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมในเครือธนาคารยูโอบีจัดขึ้นในระยะเวลา 2 วัน โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์กรพันธมิตร ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa), สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ซึ่งโครงการระยะเวลา 3 เดือนนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้ SME สามารถพัฒนาและยกระดับความรู้ความสามารถเกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัลและเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับอนาคตได้ดียิ่งขึ้น

สำหรับการจัดกิจกรรมเวิร์กชอปในครั้งนั้น SME ได้เรียนรู้การทบทวนโมเดลธุรกิจที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อหาช่องโหว่และระบุโอกาสเป็นไปได้สำหรับการปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการจะทำให้ธุรกิจเดินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีธุรกิจ SME 15 ราย ในการเวิร์กชอปในครั้งนั้นสามารถที่จะเดินหน้าไปต่อกับโครงการ Smart Business Transformation

ภายใต้ระยะเวลาการดำเนินการ 3 เดือนของโครงการดังกล่าว ธุรกิจ SME เหล่านี้ได้รับความรู้ ข้อมูลเชิงลึก และแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับแง่มุมต่างๆ ในการปรับเปลี่ยนธุรกิจ รวมถึงการได้จับคู่กับเจ้าของโซลูชั่นเทคโนโลยีที่เหมาะสม ตอบโจทย์การเข้ามาช่วยในการปรับใช้โซลูชันดิจิทัลและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ชี้ว่า ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 หากฟื้นตัวเร็วคือช่วงเดือนเมษายน พ.ศ. 2563 คาดว่าภาคธุรกิจ SME ของไทยจะสูญเสียรายได้ราว 120,000 ล้านบาท

จากปัญหาดังกล่าว ผู้ประกอบการจำนวนมากจึงตระหนักถึงความจำเป็นในการตอบสนองอย่างทันท่วงทีกับผลกระทบต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ตลอดจนการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และแผนงานเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

สำหรับ SME ไทย 3 บริษัทที่ได้เข้าร่วมโครงการ Smart Business Transformation ในปี พ.ศ. 2562 ได้มาแบ่งปันประสบการณ์ และแนวทางของการนำความรู้ที่ได้รับจากโครงการดังกล่าวที่ได้นำมาประยุกต์ใช้เพื่อฟันฝ่าสถานการณ์ที่ยากลำบากท่ามกลางวิกฤต COVID-19 ได้แก่ บริษัท อาร์ทตี้ กรุ๊ปส์ จำกัด บริษัท เอ ลิทเทิล ลัลลาบาย จำกัด และบริษัท วอริกซ์ สปอร์ต จำกัด บริษัท วอริกซ์ จำกัด

พฤทธิดา ศรีสันติสุข

พฤทธิดา ศรีสันติสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์ทตี้ กรุ๊ปส์ จำกัด ผู้ผลิตและออกแบบเครื่องประดับแฟชั่นเกรดพรีเมียมจากวัสดุหนังคุณภาพสูง กล่าวว่า ภายใต้โครงการ Smart Business Transformation บริษัทฯ ได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของการมีทัศนคติหรือกรอบความคิดที่เปิดกว้าง ช่วยให้มองเห็นโอกาสและช่องทางใหม่ๆ สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม การแพร่ระบาดของไวรัสครั้งนี้ส่งผลให้บริษัทฯ มียอดขายที่ลดลงนานหลายสัปดาห์ ด้วยเหตุนี้บริษัทฯจึงได้ปรับเปลี่ยนสายการผลิต จากเดิมที่ผลิตเครื่องแบบสำหรับลูกค้าองค์กร มาเป็นการผลิตและจำหน่ายหน้ากากผ้าเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของตลาด นอกจากการมีทัศนคติหรือกรอบความคิดที่เปิดกว้างที่ช่วยให้เห็นโอกาสใหม่ๆ ในการทำธุรกิจของบริษัทฯ แล้ว บริษัทฯ ยังได้ให้ความช่วยเหลือแก่องค์กรธุรกิจอื่นๆ ในการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดในครั้งนี้ เช่น 1.ต่อยอดการใช้ช่องทางอี-คอมเมิร์ซของบริษัทฯ ให้เป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าและจัดส่งสินค้าให้กับธุรกิจ SME อื่นๆ เช่น ร่วมมือกับ บริษัท คิงด้อม ออร์แกนิค เนทเวิร์ค (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งใน SME ในโครงการ Smart Business Transformation ในการเป็นช่องทางการผู้จัดจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์และเจลล้างมือ, 2.ให้ความช่วยเหลือลูกค้าประเภทองค์กรที่ประสบปัญหาเรื่องข้อจำกัดการผลิตสินค้าในประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่นและจีน ให้สามารถย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยได้ และ3.ส่งต่อยอดคำสั่งซื้อสินค้าให้แก่ผู้ผลิตรายอื่นๆ ในประเทศไทยเพื่อช่วยให้ SME รายอื่นๆ สามารถต่อสู้และฟันฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยกัน

นอกจากนี้สถานการณ์ COVID-19 ทำให้เกิดความต้องการใช้บริการด้านดิจิทัลที่เพิ่มสูงขึ้นบริษัทฯ จึงได้ติดตั้งใช้งานโซลูชัน UOB BizSmart แอพพลิเคชั่นธุรกิจบนระบบคลาวด์ที่รองรับงานบัญชีแบบอัตโนมัติ ช่วยให้บริษัทฯ ใช้เวลาเพียงแค่วันเดียวในการสร้างและออกใบเสนอราคา จากที่เมื่อก่อนนี้ต้องใช้เวลานานถึง 7 วัน และสามารถบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างยืดหยุ่นทุกที่ทุกเวลาโดยใช้โทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต ด้วยการป้อนข้อมูลโดยตรงของ UOB BizSmart เข้าสู่บัญชีที่บริษัทมีอยู่กับธนาคารยูโอบี สามารถกระทบยอดธุรกรรมทางการเงิน เช่น ยอดขายรายวัน และการชำระเงินให้แก่ซัพพลายเออร์ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งการมีข้อมูลกระแสเงินสดที่ชัดเจนมากขึ้นยังช่วยให้ สามารถตรวจสอบการดำเนินงานในแต่ละวันได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพอีกด้วย

เณริศา อิศรางกูร ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ ลิทเทิล ลัลลาบาย จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กครบวงจร จากวัตถุดิบหลักของใยไผ่ ผลิตด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การแพร่ระบาดของ COVID-19 เป็นตัวเร่งส่งเสริมระบบเศรษฐกิจดิจิทัล เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่จำเป็นต้องเก็บตัวอยู่ที่บ้าน ส่งผลให้ยอดขายอี-คอมเมิร์ซของบริษัทเติบโตถึง 150% ในช่วงไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2563 นี้ ซึ่งนับเป็นการชดเชยกับยอดขายออฟไลน์ที่ลดลง ซึ่งต้องขอบคุณโครงการ Smart Business Transformation ที่ช่วยสร้างความมั่นใจและความสบายใจให้กับทีมงานของบริษัทในการก้าวไปข้างหน้าสู่ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งในตอนแรกไม่แน่ใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนย้ายไปสู่ธุรกิจออนไลน์ และไม่รู้ว่าควรจะเริ่มต้นที่ตรงไหน แต่ด้วยการเรียนรู้อย่างเป็นระบบภายใต้โครงการดังกล่าว ทำให้ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องมือการตลาดออนไลน์ ที่เข้ามาช่วยให้บริษัทฯ เข้าถึงตลาดในเซ็กเมนต์ต่างๆ ได้มากขึ้น และสามารถปรับใช้โซลูชั่นโลจิสติกส์สำหรับอี-คอมเมิร์ซ ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าได้ถึง 30 %

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ร่วมมือกับ บริษัท อีซี่ แพ็ค โปรดักส์ จำกัด ซึ่งเป็นอีกหนึ่ง SME ที่เข้าร่วมโครงการ Smart Business Transformation ในการสร้างสรรค์และผลิตบรรจุภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่มีพัฒนาการที่ดีขึ้นสำหรับสินค้าของบริษัทฯ และยังมีแผนที่จะขยายตลาดไปสู่ประเทศอื่นๆ เพิ่มเติมนอกเหนือจาก 6 ประเทศที่ทำตลาดอยู่ในปัจจุบัน

วิศัลย์ วนะศักดิ์ศรีสกุล

ด้านวิศัลย์ วนะศักดิ์ศรีสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วอริกซ์ สปอร์ต จำกัด บริษัท วอริกซ์ เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้ากีฬาและผู้สนับสนุนชุดกีฬาอย่างเป็นทางการสำหรับกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทย กล่าวว่า เนื่องจากคนส่วนใหญ่ต้องเก็บตัวอยู่ที่บ้านในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 บริษัทฯ จึงปิดร้านค้าที่มีอยู่ประมาณ 90 %

เป็นการชั่วคราว และเปลี่ยนสู่ธุรกิจออนไลน์เพิ่มมากขึ้น และพนักงานส่วนใหญ่ของบริษัทฯ ต้องทำงานจากที่บ้าน จึงใช้โอกาสนี้เพิ่มพูนทักษะการทำงานให้กับทีมงานของบริษัทฯ โดยจัดฝึกอบรม และเสริมการเรียนรู้ทางออนไลน์ให้แก่พนักงานมากขึ้น ซึ่งโครงการ Smart Business Transformation ช่วยให้บริษัทฯ มีความคล่องตัว, ยืดหยุ่นในการแก้ไขปัญหาและรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ได้เรียนรู้แนวทางการจัดการความเปลี่ยนแปลง ที่มุ่งเน้นความสำคัญไปที่การปรับเปลี่ยนและเตรียมความพร้อมให้แก่บุคลากรเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอีกได้ในอนาคต

“สิ่งเดียวที่แน่นอนคือความไม่แน่นอน เชื่อว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคจะเปลี่ยนไปหลังจากที่การแพร่ระบาดของ COVID-19 สิ้นสุดลง สิ่งที่เคยใช้การได้ดีในอดีตก็อาจกลายเป็นสิ่งล้าสมัยในอนาคต เพื่อที่ธุรกิจจะอยู่รอดและประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ท้าทาย บริษัทฯ จำเป็นที่จะต้องแสดงความเป็นผู้นำทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ขณะเดียวกันองค์กรธุรกิจต่างๆ จำเป็นที่จะต้องสร้างความยืดหยุ่น ให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมพนักงานเพิ่มมากขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับชีวิตวิถีใหม่อีกด้วย” วิศัลย์ กล่าว