NetApp เปิดตัว 3 โซลูชั่นเทคโนโลยี IoT, AI บริหารจัดการ Cloud รับความท้าทายการทำธุรกิจยุค 5G


NetApp เปิดตัว 3 โซลูชั่นเทคโนโลยี IoT, AI บริหารจัดการ Cloud รับความท้าทายการทำธุรกิจยุค 5G

บริษัท เน็ตแอพ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ NetApp ผู้ให้บริการการข้อมูลระดับโลก นำเสนอทางเลือกในการเข้าถึงการบริการข้อมูลแบบ Hybrid Cloud ช่วยให้การบริหารจัดการข้อมูลบนสภาพแวดล้อมที่ต่างกันเป็นไปอย่างง่ายดาย นำเสนอโซลูชั่นที่เป็นความท้าทายในการทำธุรกิจในยุค 5G ซึ่งจำเป็นที่จะต้องนำเทคโนโลยี โซลูชั่น IoT, AI, AR และ VR เข้ามาช่วยการทำงานในหลายอุตสาหกรรม เพื่อปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีให้สามารถจัดการข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

วีระ อารีรัตนศักดิ์

วีระ อารีรัตนศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็ตแอพ ประจำประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย และภูมิภาคอินโดจีน กล่าวว่า ทุกวันนี้ทุกองค์กรต่างมุ่งสร้างระบบ IT Infrastructure ที่ง่ายต่อการใช้งาน มีความคล่องตัว และมีประสิทธิภาพ ซึ่งล้วนเป็นความสามารถที่ระบบ Hyper Converged ในยุคแรก ๆ นั้นไม่สามารถที่ตอบโจทย์ได้ ทั้งนี้องค์กรต้องการความคล่องตัว ความสามารถในการเพิ่มขยายและบริการในรูปแบบเดียวกับการบริการ Public Cloud ในขณะเดียวกันยังคงต้องนำเสนอความหลากหลายของบริการและประสบการณ์ใช้งานที่เคยมีในระบบ On-Premises แบบเดิมให้ได้ ด้วยโซลูชั่นที่มีอยู่ในตลาดปัจจุบันนั้น ส่วนใหญ่ตอบโจทย์เพียงแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น อีกทั้งการเลือกใช้ Public Cloud อย่างเต็มตัวนั้นหมายถึงการเลิกใช้งานในระบบแอพพลิเคชั่นที่มีอยู่เดิม อาจจะส่งผลให้บางบริษัท หรือบางองค์กรเกิดปัญหาด้านกฎหมายในจัดการเก็บข้อมูลได้

“ในทางกลับกัน การใช้ Private Cloud เพียงอย่างเดียวก็จะไม่ได้รับความคล่องตัวในการบริหารจัดการใช้งานด้วยตนเอง และการใช้งานทรัพยากรได้อย่างอิสระที่มีอยู่บน Public Cloud จะอาศัยประโยชน์ของ Public Cloud เพียงอย่างเดียวไม่ได้ เนื่องจากแอพพลิเคชั่นส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาใช้งานบน Cloud ด้วยค่าใช้จ่ายในการรักษาข้อมูลให้มีประสิทธิภาพมีราคาที่สูงขึ้น ประกอบกับความคล่องตัวที่มีบริการ Public Cloud และความสามารถในการใช้บริหารทรัพยากรที่มีอยู่บน Private Cloud และ Public Cloud เป็นสิ่งที่ต้องมีพร้อม ๆ กัน” วีระ กล่าว

การทำงานให้ประสบความสำเร็จบน Cloud ให้สามารถใช้งานได้จริงนั้นต้องประกอบด้วย การใช้งานง่ายด้วยประสบการณ์เดียวกันทั้งระบบ Private Cloud และ Public Cloud เพื่อให้ทีม DevOps ของแต่ละบริษัทติดตั้งบริการใหม่ ๆ ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ลดความผิดพลาดและการทำงานที่เกิดขึ้นมีประสิทธิภาพ สะดวกในการใช้งานมากขึ้น และที่สำคัญการใช้ Cloud ของบริษัท องค์กรต่าง ๆ ที่ต้องการรักษาข้อมูล บริหารความเสี่ยงต่าง ๆ มักจะเลือกใช้บริการ Cloud จากบริษัทที่เชื่อถือได้มากกว่า 1 ราย

3 โซลูชั่นของเน็ตแอพ ช่วยบริหารจัดการข้อมูลบน Cloud

เน็ตแอพถือเป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นจัดการข้อมูลบน Multi Hybrid Cloud รายเดียวที่ให้บริการ Data Fabric บน 3 ผู้ให้บริการ Cloud ใหญ่ระดับโลกประกอบด้วย Azure, Google และ AWS การเข้าสู่ยุค 5G จำเป็นที่จะต้องนำเทคโนโลยี โซลูชั่น IoT, (Internet of Things) AI (Artificial Intelligence) , AR (Augmented Reality) และ VR (Virtual Reality) เข้ามาช่วยในหลายอุตสาหกรรม เพื่อปรับโครงสร้างที่ทำให้การจัดการข้อมูลขับเคลื่อนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้เน็ตแอพต้องปรับกลยุทธ์นำเสนอดิจิทัลรูปแบบใหม่ ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าบนฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุดและดีที่สุดให้ลูกค้าสามารถปรับเปลี่ยนโยกย้าย Cloud ได้โดยไม่มีผลกระทบในการทำงานทุกรูปแบบ เช่น 1.NetApp Keystone สำหรับลูกค้าที่ต้องการสร้างหรือจัดซื้อโครงสร้างพื้นฐาน Cloud 2.Data Fabric ช่วยบริหารจัดการเคลื่อนย้ายข้อมูลบน Multi Hybrid Could อย่างไม่มีข้อจำกัด และ 3.Cloud Compliance ช่วยการบริหารจัดการข้อมูลองค์กรบน Cloud อย่างมีประสิทธิภาพ และเลือกใช้บริการ Cloud ตามความจำเป็นเหมาะสำหรับการใช้งานจริง เพราะเมื่อใช้งานเต็มพื้นที่ให้บริการแล้ว ลูกค้าสามารถที่จะเลือกซื้อพื้นที่เพิ่มได้ตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องรีบซื้อพื้นที่และยังสามารถเลือกได้ว่าจะบริหารจัดการ Cloud เองทั้งหมด หรือจะให้ทางเน็ตแอพช่วยบริหารจัดการแบบเรียลไทม์ เป็นต้น

ภาพรวมการใช้ Cloud ในไทยสดใสยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

วีระ กล่าวถึงภาพรวมในการใช้ Cloud ในประเทศไทยว่า มีการใช้ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม การเงิน การธนาคาร รองรับนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล ที่ต้องการปกป้องข้อมูลในระดับความปลอดภัยสูงสุดในกระบวนการเก็บที่เฉพาะเจาะจงให้เฉพาะบุคคลที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นเข้าถึงข้อมูลที่มีความเสี่ยง เช่น ข้อมูลสุขภาพ ข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชน เป็นต้น
ในปี พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ดีของประเทศไทยในการทำธุรกิจ ด้วยเน็ตแอพมีการเติบโตสูงสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เนื่องจากแทบทุกองค์กรโดยเฉพาะภาครัฐมีการปรับตัวนำเทคโนโลยีของเน็ตแอพไปใช้เพื่อความปลอดภัย ทำให้คล่องตัวและสะดวกมากขึ้น ส่วนเป้าหมายทางธุรกิจในปี พ.ศ. 2563 นี้ เน็ตแอพพยายามที่จะดูแลฐานลูกค้าให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อสร้างความแตกต่างในธุรกิจ ให้มีบริการใหม่ ๆ ที่มีคุณภาพ มีความรับผิดชอบต่อผู้ใช้งานและพร้อมที่จะนำเสนอโซลูชั่นใหม่ ๆ แก่ลูกค้าตามความต้องการใช้งานจริงในราคาที่เหมาะสม

ชี้สตาร์ทอัพเสี่ยงละเมิดพ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) มากที่สุด

กิตติ์ ชสิธภนญ์

กิตติ์ ชสิธภนญ์ ผู้จัดการฝ่ายเทคนิค บริษัท เน็ตแอพ ประจำประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศไทย กล่าวว่า พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือที่เรียกว่า PDPA (Personal Data Protection Act) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบวันที่ 27 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้ ซึ่งมีบทลงโทษทุกองค์กรทั่วโลกที่เก็บข้อมูลของคนไทยและนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง ดังนี้ โทษทางแพ่ง จ่ายสินไหมไม่เกิน 2 เท่าของสินไหมที่แท้จริง โทษทางอาญา จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับสูงสุด 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และโทษทางปกครอง ปรับไม่เกิน 5 ล้านบาท
ส่วนใหญ่แล้ว พ.ร.บ.นี้องค์กรที่มีความเสี่ยงสูงสุดได้แก่ สตาร์ทอัพ เนื่องจากเพิ่งเริ่มทำธุรกิจและการเก็บข้อมูลรวบรวมเข้ามาช่วยทำธุรกิจนั้นอาจจะไปละเมิดข้อมูลของบุคคลอื่นโดยไม่ได้ตั้งใจ จึงต้องมีการตรวจสอบที่มาของข้อมูลที่นำมาใช้อย่างละเอียดและรอบคอบ รองลงมาคือบริษัทขนาดใหญ่ ที่มีข้อมูลจำนวนมากและการจัดเก็บข้อมูลอาจจะไม่มีความปลอดภัยมากเพียงพออาจจะทำให้ข้อมูลหลุดออกมาได้ จึงต้องจัดการข้อมูล หาบริษัทจัดเก็บข้อมูลที่ได้มาตรฐานน่าเชื่อถือช่วยเหลือโดยเร็ว และกลุ่มที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด คือกลุ่ม SME ที่มีความเสี่ยงน้อยเพราะฐานข้อมูลยังมีไม่มากนักและการได้มาซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่จะขอคำปรึกษาจากภาครัฐ ทำให้มั่นใจได้ว่าหากมีการกล่าวหาว่าละเมิดข้อมูลที่นำมาใช้ก็จะได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐเป็นลำดับแรก ๆ
“อย่างไรก็ตาม เพื่อความไม่ประมาทของการที่จะการที่จะไม่กระทำการละเมิดต่อ พ.ร.บ.ดังกล่าวนั้น ทุก ๆ หน่วยงานต้องระมัดระวังในเรื่องของการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของทุก ๆ คน ทั้งพนักงานในองค์กรของตนเอง และลูกค้า โดยเก็บข้อมูลนั้นไว้ในพื้นที่ปลอดภัยสูงสุด” กิตติ์ กล่าวทิ้งท้าย