ซิสโก้ชูโซลูชั่น 3 กลุ่ม รองรับการ Recover และ Transform ธุรกิจรับ New Normal ใหม่ เผยเทรนด์การทำงาน หลังจาก COVID-19 มีพนักงานทำงานที่บ้าน 65 %


ซิสโก้ชูโซลูชั่น 3 กลุ่ม รองรับการ Recover และ Transform ธุรกิจรับ New Normal ใหม่ เผยเทรนด์การทำงาน หลังจาก COVID-19 มีพนักงานทำงานที่บ้าน 65 %

วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ได้สร้างความท้าทายในการดำรงชีวิตในหลายมิติ ซึ่งมีทั้งด้านบวกและลบ รวมทั้งสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ แน่นอนว่า SME และธุรกิจต่างได้รับผลกระทบ คาดว่าน่าจะเห็นผลกระทบเต็มที่ ทั้งในระดับเศรษฐกิจ Macro ในไตรมาสที่ 3 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง

วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน
วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน

เตรียมความพร้อมการทำงาน รับมือป้องกันโควิด

ผลจากการคลายล็อก ซึ่งปัจจุบันเฟส 5 ทำให้หลายธุรกิจเริ่มกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ สำหรับซิสโก้ได้เปิดเฟส 2 ให้พนักงานกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ 50% พร้อมทั้งได้เตรียมความพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งนี้เมื่อธุรกิจกลับมาขับเคลื่อนอีกครั้ง องค์กรจะต้องเน้นการ Protect ให้พนักงานที่เข้ามาทำงานมีความปลอดภัย และให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน หากจะต้องให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน (Work From Home :WFH) ซึ่งทุกองค์กรจะเริ่มกลับมา Recover ในกิจกรรมต่างๆ เช่น ทำงาน เรียน และ Transform หลายองค์กรเริ่มขับเคลื่อนแนวทาง Recover และ Transform โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ต้อง Transform กับ New Normal ใหม่ ๆที่จะเกิดขึ้น ซิสโก้ก็เช่นกัน โดยซิสโก้มีโซลูชั่น 3 กลุ่ม ที่รองรับ Recover และ Transform หลังจากที่พนักงานกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ ประกอบด้วย 1. DNA Spaces 2. Webex และ 3. Security

DNA Spaces เป็น Cloud Solutionทำให้ระบบ Network เป็นเซนเซอร์ โดยเฉพาะ WiFi ช่วยให้สามารถนำข้อมูลจากระบบ Network ไปต่อยอดได้ เช่น 1. มีแอพที่สามารถตรวจเช็คว่าพนักงานที่เข้าออฟฟิศมีความปลอดภัย พร้อมทั้งตั้งเงื่อนไขว่าในพื้นที่ประมาณ 10 ตารางเมตร หากมีจำนวนคนมากเกินไป อาจให้เปิดพื้นที่เฟสอื่น โดยมีแอพเตือน (Alert) พนักงานและลูกค้าผ่านสมาร์ทโฟน ในเรื่อง Social Distancing มีระบบ Real Time Monitoring ว่าใครอยู่ตำแหน่งไหน ซึ่งสามารถทำได้อาศัย WiFi โดยไม่ต้องเข้าระบบ Check- in แต่อย่างใด2. ช่วยให้ธุรกิจสามารถวิเคราะห์ได้ว่าได้รับผลกระทบจาก COVID-19 มากน้อยเพียงใด เช่น ธุรกิจค้าปลีก ซึ่งได้รับผลกระทบ สามารถเก็บข้อมูลเพื่อทำการวิเคราะห์ว่าลูกค้าเข้าหรือไม่เข้าบริเวณไหนบ้าง เพื่อเป็นข้อมูลว่าแผนกไหนควรปิดหลัง COVID-19 ซึ่งสามารถทำเป็น Long Term Analysis 3. ช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ลูกค้า ในเรื่อง Social Distancing ให้ใกล้เคียงกับการบริการที่มีอยู่เดิม และ 4. พื้นที่ สถานที่ การจัดการทรัพยากรเชิงพื้นที่ทั้งหมด หลังวิกฤต COVID-19 ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก โดยดูพื้นที่ที่มีการใช้งานจริงในช่วงล็อกดาวน์ และหลังจากนั้น เพื่อประเมินพื้นที่การใช้งานให้ Optimize และมีประสิทธิภาพสูงสุด

“ซิสโก้ร่วมมือกับ Third Party หลักๆ ประมาณ 100 ราย ซึ่งเป็นบริษัทต่างชาติ เพื่อ On Top ให้ API ได้พัฒนาแอพหลายๆ ประเภท และให้มีจำนวนมากขึ้น ทั้งนี้ซิสโก้ได้พยายามสร้างและให้นักพัฒนาแอพเข้าใจถึงการนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ โดยปลายปีนี้ซิสโก้จะพัฒนาหลักสูตร Devapp เพื่อให้นักพัฒนาแอพได้เข้าใจข้อมูลโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาแอพที่ดี” วัตสัน กล่าว

จากงานวิจัยของซิสโก้ ประเมินถึงเทรนด์การทำงานในอนาคตว่า หลังจาก COVID-19 จะมีพนักงานทำงานที่บ้าน 65 % ทำงานที่ออฟฟิศ 30% และทำงานที่ไหนก็ได้ 5%

วัตสัน กล่าวว่า สำหรับโซลูชั่นที่ 2 Webex ซึ่งในช่วง COVID-19 มีการใช้งานมากขึ้น โดยซิสโก้มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุด และมีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นลูกค้าองค์กร ทั้งนี้ซิสโก้ได้ประกาศผ่าน Cisco Live! Digital อีเว้นท์เสมือนจริง ที่มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 100,000 คนว่าจะมีการพัฒนาเพิ่มเติมใน 3 ส่วนหลักๆ คือ 1.ขยายประสิทธิภาพ เนื่องจากมีผู้ใช้งานมากขึ้น มีรายงานจำนวนคนเข้า-ออก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อคนดูแลระดับ Scale ขนาดใหญ่ โดยสามารถเซ็ตเป็นเงื่อนไขว่าในพื้นที่เท่านี้ควรมีคนกี่คน กล้องจะทำการตรวจจับหน้าแล้วแจ้งเตือน เป็นการนำโซลูชั่นไปช่วยในการบริหารการจัดการ ปัจจุบัน แพลตฟอร์ม Webex สามารถรองรับการใช้งานได้มากกว่าปกติถึง 3 เท่า

Webex

2. Webex เป็นแพลตฟอร์มร่วมกับหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมการผลิต โดยได้ทดสอบกับปตท.กับ Realware รวมทั้ง Healthcare ซึ่ง Webex ได้ผนวกรวมระบบเข้ากับซอฟต์แวร์เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ของ ระบบEpic ช่วยให้โรงพยาบาลสามารถใช้ Webex Teams เพื่อพูดคุยให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยผ่านระบบวิดีโอทางไกล รวมทั้งตรวจสอบประวัติการรักษา และอัพเดตเอกสารทางการแพทย์ โดยผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดซอฟต์แวร์หรือข้อมูลใดๆ เพียงแค่ล็อกอินเข้าสู่เซสชั่นการใช้งานที่มีความปลอดภัยสูงผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์และรับบริการทางการแพทย์ตามที่ต้องการ ปัจจุบันผู้ป่วยกว่า 250 ล้านรายมีเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์อยู่ในระบบ Epic นอกจากนี้ พันธมิตรรายอื่นๆ ของซิสโก้ก็กำลังพัฒนาและปรับใช้แอพพลิเคชั่นและโซลูชั่นด้าน Telehealth เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถดูแลรักษาผู้ป่วยทั่วโลกได้อย่างเหมาะสม

3. ความปลอดภัยด้าน Collaboration ซึ่งซิสโก้ให้ความสำคัญมาโดยตลอด ขณะที่บุคลากรทั่วโลกทำงานจากที่บ้านกันมากขึ้น ส่งผลให้ “การรักษาความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัว” กลายเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ในฐานะบริษัทเทคโนโลยีการรักษาความปลอดภัยสำหรับองค์กรรายใหญ่ที่สุดในโลก ซิสโก้มุ่งมั่นที่จะคุ้มครอง “ความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และความโปร่งใส” ในทุกๆ ด้าน และนั่นคือเหตุผลที่โซลูชั่นการทำงานร่วมกัน (Collaboration) ของซิสโก้ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทชั้นนำ 95% ที่ติดอันดับ Fortune 500

ด้วยการพัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยีการรักษาความปลอดภัยที่ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับแพลตฟอร์ม Webex ทำให้เราสามารถขยายการให้บริการในส่วนของการจัดเก็บข้อมูลเพื่อป้องกันข้อมูลสูญหาย (Data Loss Prevention – DLP), การอายัดข้อมูลตามกฎหมาย (Legal Hold) และการสืบค้นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (eDiscovery)

นอกจากนี้ยังได้ขยายตัวเลือกการเข้ารหัสแบบครบวงจรเพื่อให้ครอบคลุมการเข้ารหัส AES 256 บิต พร้อมด้วยโหมด GCM ซึ่งจะช่วยเพิ่มการปกป้องสำหรับข้อมูลการประชุม และป้องกันการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูล

“ในส่วนของ Webex Assistant การจัดเก็บข้อมูลที่เป็นความลับ สามารถเลือกข้อมูลที่ฝ่าฝืนกฎหมายกลับคืนมาได้ ซึ่งซิสโก้นับเป็นบริษัทรายแรกและรายเดียวในอุตสาหกรรมที่ทำในไทยในเดือนสิงหาคมนี้” วัตสัน กล่าว

SecureX

โซลูชั่นที่ 3 SecureX แพลตฟอร์มการรักษาความปลอดภัยที่ครบถ้วนมากที่สุด ทำงานบนระบบคลาวด์ ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์การรักษาความปลอดภัยทั้งหมดของซิสโก้ ช่วยเพิ่มความสะดวกให้แก่ลูกค้า และปรับปรุงการจัดการระบบรักษาความปลอดภัยได้อย่างเหมาะสม โดยแพลตฟอร์ม SecureX จะเริ่มเปิดให้ใช้งานในวันที่ 30 มิถุนายน 2563 นี้

เพื่อแก้ไขปัญหาท้าทายที่มีอยู่ทั้งในปัจจุบันและอนาคต แพลตฟอร์ม SecureX จึงเชื่อมต่อผลิตภัณฑ์ด้านการรักษาความปลอดภัยที่หลากหลายของซิสโก้เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานด้านการรักษาความปลอดภัยทั้งหมดของลูกค้า เพื่อรองรับการใช้งานที่สะดวกและสอดคล้องกัน โดยผสานรวมระบบตรวจสอบ ระบบงานอัตโนมัติ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบรักษาความปลอดภัย ครอบคลุมทั่วทั้งเครือข่าย อุปกรณ์ลูกข่าย ระบบคลาวด์ และแอพพลิเคชั่นต่างๆ

“เมื่อสถานที่เริ่มเปิดกว้าง สามารถทำงานที่ไหนก็ได้ จึงมีการใช้งานบน Cloud เกิด Back Door ความเสี่ยงเกิดขึ้นมาก แม้ว่าจะมีระบบ Anti-virus แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที หากมีระบบ Intelligent ที่สามารถระบุวัตถุ สามารถหาจากกล้องทุกตัวว่าโจรไปไหน เป็นที่มาของ SecureX ในการนำความเป็น Intelligent ของปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อจะได้ทราบว่าช่องโหว่มาจากไหน และรวบรวมข้อมูลให้ป้องกัน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแต่อย่างใด พร้อมกันนี้ได้เปิดให้ Third Party เข้ามาทำงานร่วมกันได้” วัตสัน กล่าว