SCG เผยหลายปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ฉุดยอดขายปี’62 ลดลง 8% เร่งปรับกลยุทธ์นำโซลูชั่นและนวัตกรรม ตอบโจทย์ลูกค้า


บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG แถลงผลประกอบการปี 2562 มีรายได้จากการขาย 437,980 ล้านบาท ลดลง 8 % จากปี พ.ศ. 2561 เนื่องจากราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง โดยมีกำไรในปี พ.ศ. 2562 ก่อนรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน 34,049 ล้านบาท ลดลง 24% จากปี พ.ศ. 2561 เนื่องจากพบปัจจัยเสี่ยงจากความผันผวนทางเศรษฐกิจที่ควบคุมไม่ได้ทั้งจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน เช่น สงครามในตะวันออกกลาง, สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน, ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ปัญหาการเมืองภายในประเทศ, ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง, ปัญหาภัยแล้ง, ปัญหางบประมาณประจำปี 2563 และล่าสุดปัญหาไวรัสโคโรนา โรคอุบัติใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น ดังนั้น SCG จึงเร่งปรับธุรกิจในปี พ.ศ.2563 โดยเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ผลิตสินค้าเพียงอย่างเดียวมาเป็น ผู้ส่งมอบโซลูชั่นและนวัตกรรมสินค้าและบริการนำโซลูชั่นใหม่ๆ ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าแต่ละรายธุรกิจที่มีให้เติบโตตามแผนการดำเนินงานอย่างยั่งยืน

รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส

รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG กล่าวว่า งบการเงินรวมก่อนตรวจสอบของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG ประจำปี พ.ศ. 2562 มีรายได้จากการขาย 437,980 ล้านบาท ลดลง 8 % จากปี พ.ศ. 2561 เนื่องจากราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง โดยมีกำไรสำหรับปี พ.ศ. 2562 ก่อนรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน 34,049 ล้านบาท ลดลง 24 % จากปี พ.ศ. 2561 ซึ่งหากรวมรายการดังกล่าวมูลค่า 2,035 ล้านบาท จะทำให้ SCG มีกำไรสำหรับปี พ.ศ. 2562 จำนวน 32,014 ล้านบาท ลดลง 28 % จากปี พ.ศ. 2561 เนื่องจากผลประกอบการของธุรกิจเคมิคอลส์ที่ลดลง โดยปี พ.ศ. 2562 SCG มียอดขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products & Services : HVA) 179,181 ล้านบาท คิดเป็น 41% ของยอดขายรวม ลดลง 3 % จากปี พ.ศ. 2561 โดยใช้งบลงทุนด้านวิจัยและพัฒนานวัตกรรมกว่า 5,663 ล้านบาท คิดเป็น 1% ของยอดขายรวม

สำหรับไตรมาสที่ 4 ปี พ.ศ. 2562 SCG มีรายได้จากการขาย 106,177 ล้านบาท ลดลง 4 % จากไตรมาสที่ 3 ปี พ.ศ. 2562 ด้วยราคาสินค้าเคมีภัณฑ์และกระดาษบรรจุภัณฑ์ปรับตัวลดลง 9 % จากช่วงเดียวกันของปี พ.ศ. 2561 แต่มีกำไรสำหรับงวด 7,104 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15 %จากไตรมาสที่ 3 ของปี พ.ศ. 2562 สาเหตุหลักเนื่องจากไตรมาสนี้มีเงินปันผลรับจากการลงทุนในธุรกิจอื่น แต่ภาพรวมลดลง 32 % จากช่วงเดียวกันของปี พ.ศ. 2561 เนื่องจากผลประกอบการที่ลดลงของธุรกิจเคมิคอลส์ จากความกังวลต่อสถานการณ์สงครามการค้าและความผันผวนของตลาดที่ส่งผลกระทบทำให้ส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ปรับตัวลดลง โดยไตรมาสนี้มีขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ 1,060 ล้านบาท

ในส่วนของรายได้จากการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ รวมการส่งออกจากประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2562 ทั้งสิ้น 180,004 ล้านบาท คิดเป็น 41 %ของยอดขายรวม ลดลง 12 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี พ.ศ. 2561 และมีรายได้จากการส่งออกจากประเทศไทย 102,152 ล้านบาท คิดเป็น 23% ของยอดขายรวม ลดลง 22 % จากช่วงเดียวกันของปี พ.ศ. 2561 ซึ่งเกิดจากปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจที่ไม่เป็นไปตามเป้าที่วางเอาไว้มาจากปัจจัยภายนอกประเทศต่าง ๆที่ควบคุมไม่ได้ เช่น สงครามในตะวันออกกลาง, สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนยังยากคาดเดาว่าจะยุติเมื่อใด, ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับปัญหาการเมืองภายในประเทศ, ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง, ปัญหาภัยแล้ง และปัญหาการส่งออกทำให้ผลประกอบการปี พ.ศ. 2562 ไม่เป็นไปตามเป้าที่วางเอาไว้ ซึ่งปัญหาดังกล่าวยังส่งผลต่อเนื่องการดำเนินธุรกิจในช่วงต้นปี พ.ศ. 2563 นอกจากจากนี้ยังมีปัญหางบประมาณประจำปี 2563 ที่ยังไม่แน่ชัดว่าจะเบิกจ่ายได้หรือไม่ ทำให้โครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลโดยเฉพาะโครงการก่อสร้างต้องชะลอ ส่งผลให้ยอดขายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องของ SCG ได้รับผลกระทบ

“ล่าสุดปัญหาไวรัสโคโรนา โรคอุบัติใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นส่งผลกระทบทางอ้อมในการทำธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ยังมีข่าวดีสำหรับโอกาสทางการค้าในช่วงต้นปี พ.ศ. 2563 นี้บ้างในเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่ได้มีการทำข้อตกลงการค้าเฟส 1 ช่วยให้ตลาดการค้าเริ่มคลายความกังวลลงในระดับหนึ่ง และตลาดการค้าในภูมิภาคอาเซียนยังเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ SCG จัดจำหน่ายในทุกกลุ่มธุรกิจ” รุ่งโรจน์ กล่าว

เพื่อให้การดำเนินธุรกิจในปี พ.ศ. 2563 เป็นไปตามแผนการดำเนินงาน รุ่งโรจน์ กล่าวว่า SCG ได้ปรับแผนการดำเนินธุรกิจรับมือความผันผวนต่างๆที่กำลังเกิดขึ้นและเตรียมรับมือความท้าทาย ข้อกังวลต่าง ๆที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ด้วยการเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ผลิตสินค้าเพียงอย่างเดียวมาเป็น ผู้ส่งมอบโซลูชั่นและนวัตกรรมสินค้าและบริการครบวงจร ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าแต่ละรายธุรกิจที่มีให้เติบโตตามแผนการดำเนินงานอย่างยั่งยืน

สำหรับกลยุทธ์ที่ SCG จะนำมาปรับใช้ใน 3 กลุ่มธุรกิจว่า ในส่วนของธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จะนำโซลูชั่นสินค้าพร้อมบริการและเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ ไม่ว่าจะเป็น Construction Solution ซึ่งจะช่วยให้ผู้รับเหมาทำงานได้รวดเร็วและประหยัดต้นทุนมากกว่าเดิม เช่น การพัฒนาเทคโนโลยี BIM (Building Information Modeling) เพื่อช่วยวางแผนการใช้วัสดุและเทคนิคในการก่อสร้างผ่านโมเดล 3 มิติ ลดการวัสดุก่อสร้างส่วนเกิน, Living Solution ช่วยประหยัดพลังงาน เพื่อมความสะดวกสบาย และความปลอดภัยสำหรับผู้อยู่อาศัยทุกเพศทุกวัย, สร้างเว็บไซต์ scghome.com รุกตลาดค้าปลีก เชื่อมต่อร้านค้ากับช่องทางออนไลน์ ให้ลูกค้าหรือผู้ที่ต้องการสร้างหรือปรับปรุงต่อเติมบ้าน สามารถเข้าถึงสินค้าวัสดุก่อสร้างชั้นนำได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมมีคำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง และรับประกันสินค้าจากเครือข่ายจัดส่งสินค้ากว่า 840 แห่งทั่วประเทศ และเร่งยกระดับกระบวนการผลิตให้เข้าสู่ Industry 4.0 โดยล่าสุดได้ร่วมกับ AIS ในการนำเครือข่าย 5G มาทดลองใช้ขับเคลื่อนรถยกระยะไกล ก่อนที่จะมีแผนต่อยอดไปใช้เพื่อความสามารถทางธุรกิจในด้านอื่น ๆต่อไป

สำหรับกลุ่มธุรกิจแพคเกจจิ้ง ซึ่งมีการเติบโตและสร้างมูลค่าในภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง จะนำโซลูชั่นด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจรตอบโจทย์การใช้ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค พร้อมทั้งเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ให้กับลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีอัตราการเติบโตและความต้องการสูง เช่น อาหารและเครื่องดื่ม, อาหารแช่แข็งและอาหารกระป๋อง, สินค้าอุปโภค, สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ นอกจากนี้นำเสนอโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ความต้องการพิเศษที่แตกต่างกันของลูกค้าในธุรกิจต่างๆ เช่น โซลูชั่นด้านการออกแบบและการพิมพ์, โซลูชั่นบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ, โซลูชั่นสำหรับการจัดแสดงสินค้าและส่งเสริมการตลาด และโซลูชั่นสำหรับกลุ่มสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและรักษาความเป็นผู้นำตลาดบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในภูมิภาค

ด้านธุรกิจเคมิคอลส์ เน้นเพิ่มสัดส่วนสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสินค้าประเภทคงทน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันทางการตลาด เช่น เม็ดพลาสติก PE112 สำหรับท่อทนแรงดันสูงซึ่งผลิตจากเทคโนโลยีที่ได้ยื่นจดสิทธิบัตร นำไปผลิตท่อส่งน้ำประปาลอดใต้ทะเลจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ไปยังเกาะสมุย และ HDPE เกรดพิเศษ SMX™ Technology ที่ SCG คิดค้นขึ้น นำไปใช้งานหลากหลายชนิด เช่น การปรับปรุงคุณภาพพลาสติกรีไซเคิลให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ได้เชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือกับนักวิจัยและสถาบันชั้นนำระดับโลก เช่น Norner ประเทศนอร์เวย์ และมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด สหราชอาณาจักร พร้อมจัดตั้งศูนย์นวัตกรรม I2P (ไอทูพี : Ideas to Products) ที่จังหวัดระยอง เพื่อเร่งกระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงตอบโจทย์ลูกค้าได้ตรงจุดและรวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมทั้งนำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า เช่น ระบบการคาดการณ์ราคาสินค้าที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างมีประสิทธิภาพและโปรแกรมอัตโนมัติสำหรับการวางแผนกระบวนการผลิตของธุรกิจโอเลฟินส์ เพื่อใช้ในการจัดอันดับแหล่งวัตถุดิบที่ดีที่สุดตอบโจทย์ลูกค้าในประเทศและในภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมองหาตลาดการค้าใหม่ๆในภูมิภาคอื่น ๆสร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ SCG ในอนาคต

สำหรับการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2562 ทางคณะกรรมการบริษัทฯได้มีมติให้เสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2562 ในอัตราหุ้นละ 14 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 16,800 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 52% ของกำไรสำหรับปีตามงบการเงินรวม ทั้งนี้บริษัทฯได้จ่ายเป็นเงินปันผลระหว่างกาลงวดครึ่งปีแรกไปแล้วในอัตราหุ้นละ 7 บาท เป็นเงิน 8,400 ล้านบาท เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา และจะจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายในอัตราหุ้นละ 7 บาท รวมเป็นเงิน 8,400 ล้านบาท