ILINK โชว์รายได้ไตรมาส 3 ปี’62 พุ่ง 4.2 พันล้านบาท


ILINK โชว์รายได้ไตรมาส 3 ปี'62 พุ่ง 4.2 พันล้านบาท

ILINK เผยรายได้รวมสะสม 9 เดือน ปีพ.ศ. 2562 เติบโตถึง 4.2 พันล้านบาท มั่นใจไตรมาสสุดท้ายทะลุเป้า 5.4 พันล้านบาท รับอานิสงส์ธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณและธุรกิจโทรคมนาคมที่เติบโตต่อเนื่อง

สมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK กล่าวว่าผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ของปีพ.ศ.2562 (สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.62) บริษัทฯ มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,835.04 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิจากผลการดำเนินงาน อยู่ที่ 81.80 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้มาจาก 3 ธุรกิจหลัก ประกอบด้วย 1. ธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ ซึ่งเป็นการนำเข้าและจัดจำหน่ายสายสัญญาณคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร รวมทั้งอุปกรณ์เครือข่าย (Networking) และตู้ Rack ใส่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (19” Rack) 2. ธุรกิจโทรคมนาคม ซึ่งเป็นรายได้จากการให้เช่าวงจรสื่อสารความเร็วสูง และให้บริการเช่าพื้นที่ดาต้าเซ็นเตอร์ รวมทั้งการติดตั้งระบบโครงข่ายสายสัญญาณและระบบโทรคมนาคมให้ลูกค้าที่ใช้บริการเช่าวงจร การก่อสร้างโครงข่าย Fiber Optic ให้กับผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่ให้บริการโทรศัพท์มือถือ รวมทั้งโครงการอินเตอร์เน็ตชายขอบของ กสทช. อีกด้วย และ 3. ธุรกิจวิศวกรรมโครงการพิเศษ ซึ่งเป็นรายได้จากการรับเหมาโครงการวิศวกรรมระบบไฟฟ้าและโครงการพิเศษตามสัญญาจ้าง ที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

“สำหรับผลการดำเนินงานงวดสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2562 นั้น กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้รวมจำนวน 1,835.04 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้ร้อยละ 34.04 เป็นรายได้จากธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ ไม่ว่าจะเป็นสาย UTP และสายไฟเบอร์ซึ่งเป็นสินค้าทำเงินหลักให้กับบริษัทมาหลายทศวรรษ ในขณะที่สัดส่วนรายได้ร้อยละ 40.62 ของรายได้รวม เป็นรายได้ที่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดของธุรกิจโทรคมนาคม ซึ่งมีการติดตั้งโครงข่ายให้แก่ลูกค้าโครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ห่างไกล (USO Phase 2) เป็นจำนวน 412.49 ล้านบาทในไตรมาสนี้ แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการบัญชีตั้งแต่ไตรมาส 1 ที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทฯ ยังคงต้องบันทึกบัญชีของอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง ซึ่งบริษัทฯได้ทำการ Forward ล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยง ส่งผลให้ยอดกำไรสุทธิที่ควรมีผลการดำเนินงานที่ดี แต่ต้องไปหักขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจำนวน 49.70 ล้านบาท (สุทธิของภาษีเท่ากับ 39.76 ล้านบาท) จึงอาจสร้างความสับสน ให้เกิดความไม่เข้าใจในผลการดำเนินงานที่แท้จริงของบริษัทฯได้ โดยในปี พ.ศ.2562 นี้ ทางบริษัทฯ มั่นใจที่จะสร้างทั้งอัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นได้ เพราะสามารถควบคุมต้นทุนในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” สมบัติ กล่าว

ส่วนแนวโน้มผลประกอบการในปี พ.ศ. 2562 บริษัทฯ ได้ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 5,485 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ ซึ่งเป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้องค์กรทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนต้องลงทุนพัฒนาระบบไอทีให้มีประสิทธิภาพเพื่อรองรับขีดความสามารถในการแข่งขัน ILINK จึงพร้อมเดินหน้าลุยตามแผนการธุรกิจ ล่าสุดได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ Access Network Products เพื่อแชร์ส่วนแบ่งการตลาดอุปกรณ์ส่งสัญญาณ (Networking Equipment) ที่ปัจจุบันมีมูลค่าตลาดถึง 9,000 ล้านบาท หลังงบประมาณรัฐบาลประกาศใช้จะเป็นปัจจัยหนุนให้ ILINK สามารถแชร์ส่วนแบ่งทางการตลาดได้ไม่น้อยกว่า 10% ภายในปี พ.ศ.2563 นี้

สำหรับธุรกิจโทรคมนาคม ยังคงการเติบโตที่โดดเด่น เนื่องจากมีรายได้ในการให้เช่าวงจรสื่อสารความเร็วสูง ซึ่งมีทั้งลูกค้าในกลุ่มธนาคาร บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ และบริษัทขนาดใหญ่ทีมีสาขาทั่วประเทศ และเมื่อ 19 กันยายนที่ผ่านมา บริษัทฯได้ลงนามสัญญาร่วมกับ บมจ. อินฟอร์เมชั่น แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น เน็ทเวิร์คส (ICN) ในนามกิจการร่วมค้าอินเตอร์ลิ้งค์และไอซีเอ็น ในงานจัดซื้อพร้อมติดตั้งเคเบิลใยแก้วนำแสง แบบ Figure-8 Corrugated Steel Type Amour ชนิด G.652D ขนาด 24 Cores ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) มูลค่างานทั้งสิ้น 213 ล้านบาท โดยแบ่งสัดส่วนการดำเนินโครงการของบริษัทฯ มูลค่ารวม 127.80 ล้านบาท และสัดส่วนการดำเนินโครงการของ ICN มูลค่างาน 85.20 ล้านบาท

นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมีรายได้คงที่จากการให้เช่าพื้นที่ดาต้าเซ็นเตอร์ และลูกค้าเดิมที่ต่อสัญญามาโดยตลอด ทำให้ธุรกิจโทรคมนาคมสามารถทำกำไรและทยอยรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่อง

ด้านธุรกิจวิศวกรรมโครงการพิเศษที่นอกจากจะพยายามเร่งรัดและสร้างกำไรจากการดำเนินงานก่อสร้างโครงการ Satellite Terminal ของสนามบินสุวรรณภูมิให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลา บริษัทฯ ยังได้ยื่นประกวดราคาโครงการก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้า 115 เควี (วงจร 4) เพื่อทดแทนและเพิ่มความสามารถในการจ่ายไฟไปยังเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี งบประมาณ 1,767 ล้านบาท และเกาะปันหยี จ.พังงา มูลค่า 188 ล้านบาท โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาคุณสมบัติทางด้านเทคนิคของผู้ยื่นเสนอราคาทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะทราบผลการประกวดอย่างเป็นทางการได้ภายในสิ้นปีนี้