เอ็มเทค สวทช. ส่งมอบเปลปกป้อง “PETE” ให้รพ. 5 แห่ง ลดการแพร่เชื้อ สู้ภัย COVID-19


ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)โดย ทีมออกแบบและแก้ปัญหาอุตสาหกรรม สร้างนวัตกรรมเปลความดันลบสำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วย COVID-19 หรือ “PETE (พีท) เปลปกป้อง” ซึ่งออกแบบส่วนแคปซูลไร้โลหะ แข็งแรง ปลอดภัย ช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อ COVID-19 สามารถนำผู้ป่วยเข้าเครื่องเอกซเรย์และเครื่องซีที สแกน ปอด ขณะอยู่บนเปล เพื่อคัดกรองอาการในสถานพยาบาล หรือเคลื่อนย้ายผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลด้วยรถพยาบาล โดยเบื้องต้นนำร่องมอบให้แก่ 5 โรงพยาบาล ได้แก่ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช, โรงพยาบาลสนามเอราวัณ 2 ของโรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ กรุงเทพฯ, มูลนิธิรวมน้ำใจ (คลองเตย) กรุงเทพฯ, โรงพยาบาลวิภาวดี กรุงเทพฯ และโรงพยาบาลเซนต์เมรี่ จังหวัดนครราชสีมา

กุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า  อุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์ถือเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมย่อยของอุตสาหกรรมการแพทย์ ในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) เพื่อตอบโจทย์การผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติและการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub) ในอาเซียน ซึ่งต้องใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นกลไกในการยกระดับความสามารถ ในอุตสาหกรรมทางการแพทย์ของประเทศ  โดยที่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ต้องไม่มีความซับซ้อนมากนัก แต่มีความปลอดภัยสูง ซึ่ง สวทช. มีเป้าหมายที่จะใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสร้างนวัตกรรมที่สามารถนำไปต่อยอดและขยายผลไปสู่การใช้ประโยชน์ได้จริงทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ทั้งยังมีการวางรากฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศให้มีความเข้มแข็ง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมทางด้านสุขภาพและการแพทย์ ที่สำคัญช่วยลดการนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีราคาแพงจากต่างประเทศ ตามเป้าหมายของอว. และนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบาย BCG Economy Model ที่มุ่งสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความยั่งยืนทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงความยั่งยืนภาคอุตสาหกรรมด้วย

ที่ผ่านมา สวทช. ได้เร่งพัฒนาผลงานวิจัยและนวัตกรรม สำหรับรองรับการระบาดของโรค COVID-19 ซึ่งได้ส่งมอบผลงานมากกว่า 20 ผลงาน ครอบคลุมทั้งด้านการป้องกัน การลดการแพร่กระจายและฆ่าเชื้อโรค รวมทั้งการตรวจคัดกรองและการตรวจวินิจฉัยโรคเบื้องต้น ให้กับหน่วยงานที่มีความเสี่ยงและมีความต้องการใช้อุปกรณ์ อีกทั้งหลายผลงานที่มีความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีการผลิตได้ถูกนำไปต่อยอดและเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการภายในประเทศเรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกันกับ “เปลความดันลบ” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่ สวทช. โดยเอ็มเทค คิดค้นพัฒนาและผลิตได้เองในประเทศ ใช้ยาวนานกว่า 5 ปี

“สวทช.ตั้งเป้าว่า “เปลความดันลบ” จะเป็นอีก 1 นวัตกรรมที่ช่วยสนับสนุนและป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ COVID-19 ในการระบาดระลอกใหม่นี้รวมถึงสถานการณ์วิกฤตที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ในอนาคต โดยเฉพาะ โรคติดเชื้อ เช่น วัณโรคและโรคอุบัติใหม่ เป็นต้น” ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว

เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเซนต์เมรี่ ทดลองใช้ PETE เปลปกป้องในโรงพยาบาล
เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเซนต์เมรี่ ทดลองใช้ PETE เปลปกป้องในโรงพยาบาล

ทั้งนี้ทีมวิจัย เอ็มเทค สวทช. ได้ส่งมอบ PETE (พีท) เปลปกป้อง : เปลความดันลบเคลื่อนย้ายผู้ป่วย เพื่อใช้ในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ COVID-19 ระลอกใหม่ ตั้งแต่การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วยรถพยาบาลจนถึงการนำผู้ป่วยเข้าเครื่องเอกซเรย์ปอดและเครื่องซีที สแกน (CT scan) โดยไม่ต้องนำผู้ป่วยออกจากเปลความดันลบ ช่วยลดการแพร่เชื้อโรคบนอุปกรณ์ทางการแพทย์และสถานพยาบาล รวมจำนวน 5 ชุด  ได้แก่ 1. คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กรุงเทพฯ  2. โรงพยาบาลสนามเอราวัณ 2 ของโรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ กรุงเทพฯ  3. มูลนิธิรวมน้ำใจ (คลองเตย) กรุงเทพฯ 4. โรงพยาบาลวิภาวดี กรุงเทพฯ และ 5. โรงพยาบาลเซนต์เมรี่ จังหวัดนครราชสีมา

 

ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ หัวหน้าทีมวิจัยการออกแบบและแก้ปัญหาอุตสาหกรรม ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า เปลความดันลบ คือหนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อหยุดยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรคระหว่างการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย  ที่ผ่านมาเปลความดันลบทั่วไปในท้องตลาดยังมีข้อจำกัดในการใช้งานอยู่หลายประการและมีราคาที่สูง  ล่าสุดทีมวิจัยเอ็มเทค สวทช. ได้คิดค้น “PETE เปลปกป้อง (Patient Isolation and Transportation Chamber)” อุปกรณ์สำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อทางเดินหายใจ ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ เปลเคลื่อนย้ายผู้ป่วย (Chamber) มีลักษณะเป็นแคปซูลพลาสติกใสขนาดพอดีตัวคน และระบบสร้างความดันลบ (Negative Pressure Unit) เพื่อควบคุมการไหลเวียนอากาศภายในเปล เมื่อพาผู้ป่วยขึ้นนอนบนเปลและรูดซิปปิดเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะเปิดระบบปรับค่าความดันอัตโนมัติเพื่อให้อากาศจากภายนอกไหลเวียนเข้าสู่ตัวเปล ทำให้ผู้ป่วยหายใจได้สะดวก เมื่ออากาศไหลผ่านผู้ป่วยอาจมีเชื้อโรคที่ปนเปื้อนมาจากการหายใจ อากาศเหล่านั้นจะถูกดูดผ่านแผ่นกรองอากาศ (HEPA Filter) เพื่อกรองเชื้อโรค และทำการฆ่าเชื้อด้วยแสง UV-C ก่อนปล่อยออกสู่ภายนอก ทำให้มั่นใจได้ว่าอากาศเหล่านั้นปลอดเชื้อ นอกจากระบบฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพแล้ว ทีมวิจัยยังพัฒนาตัวเปลให้มีช่องสำหรับร้อยสายเครื่องช่วยหายใจและสายน้ำเกลือเข้าไปยังผู้ป่วย และมีถุงมือสำหรับทำหัตถการ 6 จุดรอบเปล เพื่ออำนวยความสะดวกในการรักษาให้กับบุคลากรทางการแพทย์

เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเซนต์เมรี่ ทดลองใช้ PETE เปลปกป้อง
เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเซนต์เมรี่ ทดลองใช้ PETE เปลปกป้อง

ที่สำคัญ PETE เปลปกป้อง  ยังช่วยทลายข้อจำกัดการใช้งานของเปลความดันลบเดิมที่มีทั่วไปในท้องตลาด ส่วนแรกคือระบบ Smart Controller ทำหน้าที่ควบคุมความดันภายในเปลจึงสามารถใช้งานได้ทั้งบนภาคพื้นและบนอากาศ สามารถตรวจสอบการรั่วไหลของอากาศสู่ภายนอก (Pressure Alarm) และแจ้งเตือนการเปลี่ยนแผ่นกรองอากาศ​ (Filter Reminder) เมื่อถึงกำหนด ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของผู้ป่วยและการควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อที่ซึ่งได้ทำการทดสอบตามมาตรฐานสากลแล้ว ส่วนที่ 2 คือ สามารถนำเปลเข้าเครื่องเอกซเรย์และเครื่องซีที สแกนได้ เนื่องจากไม่มีโลหะเป็นส่วนประกอบ จึงไม่ต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากเปลความดันลบเหมือนกับอุปกรณ์อื่น ช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อไปยังเครื่องมือต่าง ๆ และระบบปรับอากาศภายในโรงพยาบาล และลดภาระในการทำความสะอาด และส่วนที่ 3 คือ ตัวเปลสามารถพับเก็บลงกระเป๋าและมีน้ำหนักเบา ทำให้พกพาได้สะดวกและติดตั้งง่ายเหมาะกับการใช้งานในรถพยาบาล

“หากนำ PETE เปลปกป้อง มาใช้ตั้งแต่การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากที่พัก เจ้าหน้าที่จะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อได้เป็นอย่างดี ช่วยลดความเสี่ยงให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และผู้ใช้บริการสถานพยาบาลได้โดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาด” หัวหน้าทีมวิจัยการออกแบบและแก้ปัญหาอุตสาหกรรม  เอ็มเทค กล่าว

                สำหรับ PETE เปลปกป้อง ที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้น ได้รับการให้คำปรึกษาจากพันธมิตรซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ เช่น ผศ.นพ.อนุแสง จิตสมเกษม รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช โดยให้ความสำคัญในมุมของผู้ใช้งานที่ต้องทำความสะอาดเปลได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งทีมวิจัยได้ประยุกต์ใช้ปืนพ่นนาโนบรรจุน้ำยาฆ่าเชื้อเบนไซออน ที่พัฒนาโดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค)  สวทช. สามารถทำความสะอาดได้ภายใน 10 นาทีและทำงานต่อได้ทันที อีกทั้งยังได้ความเชี่ยวชาญจากอาจารย์กนกลักษณ์ ดูการณ์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาแพทเทิร์นอุตสาหกรรมและการออกแบบเสื้อผ้าสำเร็จรูป (PATTERN IT) ช่วยออกแบบการตัดเย็บและขึ้นรูปนวัตกรรมเปลปกป้องให้มีความแข็งแรงปลอดภัย ถือเป็นผลงานวิจัยไทยที่ผ่านการทดสอบคุณภาพ ISO 14644 และอยู่ในขั้นตอนการทำมาตรฐานความปลอดภัยทางไฟฟ้า IEC 60601-1 ซึ่งยืนยันถึงมาตรฐานความปลอดภัย โดยล่าสุดบริษัท สุพรีร่า อินโนเวชั่น จำกัด เป็นผู้รับอนุญาตให้สิทธิใช้ประโยชน์และรับถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเตรียมผลิตและจำหน่ายต่อไป

ผศ.นพ.อนุแสง จิตสมเกษม รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า การระบาดของโรค COVID-19 นั้น  ความสำคัญอยู่ที่การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย COVID-19 ไปในแต่ละจุดอย่างมาก การมีเปลความดันลบจะทำให้การฆ่าเชื้อลดลงไปได้มาก ทั้งยังช่วยลดเวลา ลดจำนวนคนที่ต้องใช้ในสถานการณ์การแพร่ระบาด ที่สำคัญ  ช่วยระวังเรื่องความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยโรค COVID-19 ซึ่งมีอยู่ค่อนข้างจำกัดและทำงานอย่างหนัก โดยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าหน้ากากอนามัยเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ทำให้ไม่เกิดการแพร่เชื้อ COVID-19 ซึ่งขณะนี้เปลความดันลบ ที่ เอ็มเทค สวทช. พัฒนาถือเป็นนวัตกรรมที่จะเป็นแรงผลักดันให้ผู้ผลิต และผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ทางการแพทย์ มีแรงผลักดันในการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ใช้เองในประเทศ

“การระบาดของโรค COVID-19 ช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยเจ็บปวดกับการที่ไม่สามารถซื้อหน้ากากอนามัยจากต่างประเทศมาใช้ได้ เนื่องจากความต้องการหน้ากากอนามัยสูงกว่าที่ผลิต เพื่อนำมาใช้ใส่ป้องกันเชื้อ COVID-19 เช่นเดียวกับเปลความดันลบ ซึ่งในวันที่เกิด COVID-19 ครั้งแรกมูลค่าเปลความดันลบ ราคาสูงถึง 650,000 – 700,000 บาท ทั้งๆ ที่ต้นทุนอยู่ที่ 100,000 กว่าบาท ดังนั้นประเทศไทยต้องเปลี่ยนแนวคิดว่า เราต้องช่วยเหลือประเทศตัวเองให้ได้ก่อน โดยใช้นวัตกรรมทางการแพทย์ที่คิดค้นได้เองภายในประเภท ที่สำคัญลดการนำเข้าจากต่างประเทศได้ปีละหลายล้านบาท” รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าว