สวทช. จับมือทีเซลส์พัฒนานวัตกรรมและงานวิจัยทางการแพทย์ ใช้ประโยชน์จริงในเชิงพาณิชย์ทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ


สวทช. จับมือทีเซลส์พัฒนานวัตกรรมและงานวิจัยทางการแพทย์ ใช้ประโยชน์จริงในเชิงพาณิชย์ทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “ด้านการเพิ่มศักยภาพการพัฒนานวัตกรรมและงานวิจัยทางการแพทย์ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ในประเทศไทย” กับ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (ทีเซลส์) เพื่อพัฒนาส่งเสริมและขับเคลื่อนให้เกิดงานวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์สมัยใหม่ให้นำไปต่อยอดใช้ได้จริงในเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์ยาและเครื่องมือทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง ช่วยรักษาโรคที่มีอยู่เดิมและอุบัติใหม่ในประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. มีผู้เชี่ยวชาญ, มีนักวิจัย และมีงานวิจัยด้าน การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์มากมาย ภายใต้ศูนย์วิจัยหลัก 4 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค), ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค), ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) และศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) และยังมีการวิจัยและคิดค้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางด้านการแพทย์สมัยใหม่รองรับโรคดังเดิมที่มีอยู่และอุบัติใหม่ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในประเทศไทยและต่างประเทศอีกหลากหลายงานวิจัยเกี่ยวข้องร่วมกันพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อให้ประเทศไทยเป็น Hub ทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ในภูมิภาคอาเซียน

สำหรับความร่วมมือ “ด้านการเพิ่มศักยภาพการพัฒนานวัตกรรมและงานวิจัยทางการแพทย์ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ในประเทศไทย” ระหว่าง สวทช. กับ ทีเซลส์ ในครั้งนี้ เพื่อบูรณาการในการเพิ่มศักยภาพการพัฒนานวัตกรรมและงานวิจัยการแพทย์ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ในประเทศไทยพร้อมต่อยอดนำไปใช้จริงในเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์ยาและเครื่องมือแพทย์ในการตอบโจทย์โรคที่มีอยู่เดิมและโรคอุบัติใหม่ๆที่กำลังเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสทางการเข้าถึงเวชภัณฑ์ยาและเครื่องมือที่ทันสมัยเทียบเคียงกับต่างประเทศในราคาที่ไม่สูงมากนัก เช่น ยานวัตกรรม (Modified Drug) ยาสามัญที่ใช้เทคโนโลยีสูง เช่น ยามะเร็ง, ยาชีววัตถุ, ยาสมุนไพร, เครื่องมือ ซอฟต์แวร์ทางการแพทย์, การแพทย์แม่นยำ, เครื่องสำอาง, อาหารฟังก์ชั่น, อาหารมีวัตถุประสงค์พิเศษ และอื่น รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการแพทย์ พร้อมทั้งผลักดันการทดสอบเครื่องมือแพทย์และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลและได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ซึ่งการพัฒนากระบวนการวิจัยและพัฒนานี้ จะเสริมความเข้มแข็งของการวิจัยขั้นสูงทางด้านการแพทย์ และผลักดันการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อนำไปสู่ธุรกิจเทคโนโลยีใหม่ๆ ในประเทศ เพื่อสุขภาพคนไทยโดยคนไทย รวมถึงเพิ่มโอกาสพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย และ Startup ทางการแพทย์ของไทยให้มีโอกาสในการแข่งขันทางการค้าในระดับสากลต่อไปได้

ในระยะแรกของความร่วมมือจะเร่งผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยีการพัฒนายาเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยาไทยในรูปแบบใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่เรียกว่า Technology Based Medicine โดยมีเป้าหมายสนับสนุนผู้ประกอบให้พัฒนายาที่มีมูลค่าสูง ที่ประเทศไทยต้องนำเข้ามาใช้ในประเทศและมีราคาแพงโดยเฉพาะในสถานการณ์ COVID-19 ที่ยาหลายชนิดค่อนข้างแคลน อีกทั้งอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่นำเข้ามานั้นไม่สามารถที่จะนำเข้ามาใช้ให้เพียงพอต่อความต้องการของแพทย์ที่ต้องใช้ในการทำการรักษาและผู้ป่วยที่รอรับการรักษา เช่น หน้ากากอนามัย N95 และเครื่องช่วยหายใจ เป็นต้น โดยมีผู้เชี่ยวชาญร่วมกันวิจัยและพัฒนาให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

ดร.นเรศ ดำรงชัย

ด้าน ดร.นเรศ ดำรงชัย ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (ทีเซลส์) กล่าวว่า ทีเซลส์ มีการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเพิ่มศักยภาพการพัฒนานวัตกรรมและงานวิจัยทางการแพทย์ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ในประเทศไทย เช่น การพัฒนายาสามัญที่ใช้เทคโนโลยีสูงหรือยานวัตกรรม (Modified Drug) ช่วยให้มียาที่ออกฤทธิ์ที่ดี ช่วยให้ผู้ป่วยไม่เกิดอาการแพ้ และสามารถรับยาทางการซึมเข้าผิวหนังแทนการรับประทานหรือฉีดยา เป็นต้น โดยร่วมมือกับ KPBMA (The Korea Pharmaceutical and Bio-Pharma Manufacturers Association-สมาคมผู้ผลิตเภสัชภัณฑ์และชีววัตถุเกาหลี) ประเทศเกาหลี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ประเทศไทยสามารถผลิตยาสามัญ (generic drug) ที่ต้องใช้กระบวนการผลิตและเทคโนโลยีขั้นสูงได้เอง ซึ่งจะทำให้ราคายาที่ขายในประเทศไทยถูกลง ลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ และผู้ป่วยคนไทยเข้าถึงการรักษาด้วยยาที่มีประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น, มีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ National Quality Infrastructure (NQI) และ โครงการส่งเสริมการ Upskill-Reskill ด้านการทดสอบและการตรวจรับรองมาตรฐาน เพื่อสนับสนุนการสร้าง Ecosystem ขึ้นในประเทศ สำหรับการรับรองตามมาตรฐานในห่วงโซ่คุณค่าการพัฒนาและผลิตเครื่องมือแพทย์อย่างยั่งยืน ช่วยเพิ่มศักยภาพให้แก่หน่วยต่างๆ ในห่วงโซ่มูลค่าเครื่องมือแพทย์ เช่น ผู้เชี่ยวชาญที่ปรึกษาในภาคเอกชน, ผู้ให้บริการทดสอบและตรวจสอบ, ผู้ประกอบการ SME ด้านเครื่องมือแพทย์และStartup ทางการแพทย์ของไทย เป็นต้น และร่วมมือในการสนับสนุนทุนวิจัย เพื่อพัฒนาวัตถุดิบเครื่องสำอางแก่ผู้ประกอบการ ให้ประเทศไทยมีวัตถุดิบที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน และพัฒนาความรู้ผู้ประกอบการในการสร้างแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Design Thinking) และ Coaching การออกแบบงานวิจัยให้ความรู้กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องและเงื่อนไขการส่งออก ที่เกี่ยวข้องกับอาหารฟังก์ชั่นและเส้นทางสู่เชิงพาณิชย์ตามมาตรฐานในการที่จะใช้ทดสอบ ต่อยอดงานวิจัยที่ดีที่มีอยู่เดิมเพื่อให้เกิดการยอมรับในระดับสากลในอนาคตมากขึ้น

“สำหรับการร่วมลงนามความร่วมมือด้วยกันครั้งนี้ มุ่งหวังที่จะตอบโจทย์การพัฒนานวัตกรรมอุตสาหกรรมทางการแพทย์และสุขภาพที่เข้มแข็งอย่างเป็นรูปธรรมร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อน Bioeconomy Circular economy, และ Green economy (BCG) ที่มีเรื่องระบบสุขภาพไทย เครื่องมือทางการแพทย์ให้มีการเชื่อมโยงการพัฒนาด้วยนวัตกรรมในระดับที่สูงขึ้นเพื่อยกระดับนวัตกรรมการบริการทางการแพทย์และสุขภาพ 8 ด้าน ได้แก่ 1.Personalized Medicine, 2.Vaccines and New Medicines, 3.Medical Devices, 4.Telemedicine, 5. Clinical Research Infrastructure, 6.Herbal and Traditional Medicine, 7.Nutraceuticals และ 8.Medical Tourism” ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (ทีเซลส์) กล่าว