“อินโนฟอร์ฟาร์มเมอร์” เวทีจับคู่10 สตาร์ทอัพเกษตร Deep Tech กับเอกชนรายใหญ่ ยกระดับการผลิต


“อินโนฟอร์ฟาร์มเมอร์” เวทีจับคู่10 สตาร์ทอัพเกษตร Deep Tech กับเอกชนรายใหญ่ ยกระดับการผลิต

กรุงเทพฯ – 2 ตุลาคม 2563 : สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เผยผลสำเร็จจากการดำเนินโครงการ Inno4Farmers จับคู่สตาร์ทอัพสาย Deep Tech หรือผู้พัฒนาเทคโนโลยีด้านการเกษตรเชิงลึกกับบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ 10 ราย เพื่อส่งต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ตอบโจทย์ให้กับกลุ่มเกษตรกร และแก้ปัญหาของธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร อาทิ การลดความสูญเสีย การยกระดับการผลิต พร้อมขยายโมเดลธุรกิจดังกล่าวให้เติบโตในอนาคต

นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นส่งเสริม Deep Technology ซึ่งมีความสำคัญของการทำเกษตรกรรมในประเทศไทย อาทิ เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligent) หรือ AI การใช้ BigData ,IoT (Internet of Things)และ Sensors รวมถึง ระบบโดรน (Drone) และหุ่นยนต์ (Robotics)

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า โครงการ Inno4Farmers เป็นโครงการที่ NIA ต้องการที่จะพัฒนาสตาร์ทอัพด้านการเกษตรที่อยู่ในประเทศไทยให้มีความแข็งแกร่ง และมุ่งยกระดับเทคโนโลยีที่กำลังดำเนินการอยู่ไปสู่เทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) โดยขณะนี้มีสตาร์ทอัพที่ผ่านการพัฒนาโครงการ 10 ราย ซึ่ง NIA ได้เตรียมผลักดันให้สตาร์อัพเหล่านี้ให้มีการขยายโมเดลการทำธุรกิจแบบ B2C ไปสู่ B2B ด้วยการจับคู่กับสตาร์ทอัพกับบริษัทพันธมิตรที่เข้าร่วมโครงการ 10 แห่ง เพื่อให้มีโอกาสทำงานร่วมทำงานกันอย่างเข้มข้น พร้อมหาแนวทางแก้ไขปัญหา (Pain Points) ของภาคเกษตร

ทั้งนี้ สตาร์ทอัพทั้งหมดได้รับคำแนะนำจากบริษัทพันธมิตรที่ร่วมโครงการและเสริมกำลังความรู้ทั้งทางด้านเทคนิค กลยุทธ์ทางธุรกิจจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมั่นใจว่าหลังจากนี้จะทำให้สตาร์ทอัพทั้ง 10 ทีมสามารถตอบโจทย์ Pain Points ในภาคเกษตรได้อย่างตรงจุด เกิดโมเดลธุรกิจที่เป็นรูปธรรมและต่อยอดได้จริง และทำให้สตาร์ทอัพในกลุ่มนี้มีความเข้าใจในธุรกิจเกษตรตรงตามความต้องการของตลาด รวมถึงสามารถนำโมเดลที่ได้ไปต่อยอดขยายธุรกิจได้จริง

ระบบโดรน (Drone)

“การดำเนินโครงการนี้ NIA มุ่งเน้นส่งเสริมดีฟเทคโนโลยีที่ยากต่อการลอกเลียนแบบ ได้แก่ เทคโนโลยี Artificial Intelligent หรือ AI การใช้ BigData ,IoT และ Sensors รวมถึง ระบบโดรน (Drone) และหุ่นยนต์ (Robotics) ซึ่งเทคโนโนโลยีดังกล่าวถือว่ามีความเหมาะสมต่อบริบทการเกษตรในประเทศไทย เนื่องจากไทยมีความพร้อมทั้งในการนำเอาฐานข้อมูลด้านเกษตรกรรมที่มีอยู่จำนวนมากมาพัฒนา ส่วน AI ก็สามารถต่อยอดได้จากฐานข้อมูลที่มีอยู่ ยิ่งถ้ามีการป้อนข้อมูลให้ระบบเรียนรู้มากขึ้นเท่าไหร่ จะยิ่งทำให้ระบบมีความฉลาดและแม่นยำเท่านั้น ถัดมาที่ Sensors ถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาให้ควบคู่ไปกับการเกิดขึ้นของ 5G ระบบคลาวด์ สังคม – ธุรกิจที่ต้องการความแม่นยำ และการรายงานผลแบบเรียลไทม์ รวมถึงสภาพดินฟ้าอากาศในประเทศไทยที่ไม่สามารถควบคุมได้และไม่มีความแน่นอน และในส่วนสุดท้ายคือหุ่นยนต์ก็มีความจำเป็นอย่างมากในมิติของการทำงานแทนมนุษย์โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงและมนุษย์ไม่สามารถเข้าถึงได้ รวมถึงรองรับการลดลงของแรงงานภาคเกษตรที่คาดว่าจะมีจำนวนไม่มากเท่ากับในปัจจุบัน” รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าว

หุ่นยนต์

สำหรับความร่วมมือของเอกชนในครั้งนี้ถือว่าได้รับการตอบรับค่อนข้างดี เนื่องจากธุรกิจด้านการเกษตรขนาดใหญ่ในประเทศไทย ล้วนกำลังมองหาเทคโนโลยีเชิงลึกที่จะเข้ามาส่งเสริมระบบการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงมองหานวัตกรรมที่จะช่วยลดความสูญเสีย และการบริหารจัดการด้านต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าที่ผ่านมา

NIA

ฟาร์มไก่ไข่

ดังนั้น NIA จึงได้ทำการจับคู่ (Matching) สตาร์ทอัพกับธุรกิจนวัตกรรมเกษตรทั้ง 10 ราย ตอบโจทย์ปัญหาของแต่ละธุรกิจ ประกอบด้วย 1.บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด และบริษัท สุนทรธัญทรัพย์ จำกัด ผู้ประกอบธุรกิจข้าว กับทีมสตาร์ทอัพ EASY RICE ผู้พัฒนาเครื่องมือตรวจสอบคุณภาพข้าวด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ 2.บริษัทซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจปศุสัตว์ กับทีมสตาร์ทอัพ HyPerm&CheckMate ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม AI สำหรับการตรวจวัดคุณภาพของตัวอสุจิ และตรวจจับภาวะเป็นสัดในปศุสัตว์

ระบบโดรน (Drone)

3.บริษัท ทักษิณปาล์ม (2521) จำกัด ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มครบวงจร กับทีมสตาร์ทอัพ Novy Drone อากาศยานไร้คนขับสำหรับการตรวจสอบป้องกันโรคและศัตรูพืช 4.บริษัท สงวนวงษ์อุตสาหกรรม จำกัด ธุรกิจมันสำปะหลัง กับทีมสตาร์ทอัพ BSFR TECH เครื่องวัดปริมาณแป้งและคุณภาพของหัวมันสำปะหลังในแปลงปลูกแบบไม่ทำลายชนิดพกพา 5.บริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตน้ำตาล กับทีมสตาร์ทอัพ Rodai Smart Farm เซนเซอร์วัดความชื้นในดินที่มีความแม่นยำสูงและทนทานต่อการใช้งาน 6.บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตข้าวโพดหวาน กับสตาร์ทอัพทีม OZT Robotics ผู้พัฒนาระบบ AI เพื่อตอบโจทย์ทางการเกษตร 7.บริษัท มานิตย์เจเนติกส์ จำกัด ดำเนินธุรกิจฟาร์มสัตว์น้ำ กับทีมสตาร์ทอัพ Artificial anything เซนเซอร์แม่นยำสูงเพื่อตรวจสอบสารปนเปื้อนในของเหลวด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า 8.บริษัท เอซีเคไฮโดรฟาร์ม จำกัด ผู้ผลิตผักสลัด กับทีมสตาร์ทอัพ Energy of Thing ระบบประหยัดพลังงานไฟฟ้าสำหรับการเกษตร และ 9.บริษัท เกษมชัยฟู๊ดส์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจฟาร์มเป็ดและไก่ กับสตาร์ทอัพทีม UpSquare ระบบควบคุมการเลี้ยงไก่ไข่แบบอัตโนมัติ

ระบบประหยัดพลังงานไฟฟ้าสำหรับการเกษตร

“การบ่มเพาะสตาร์ทอัพในครั้งนี้จะเน้นไปที่การเชื่อมต่อทางธุรกิจที่จะเกิดการร่วมมือกันทำงานระหว่างสตาร์ทอัพและองค์กรพันธมิตรชั้นนำในภาคเกษตร ทำให้สตาร์ทอัพสายเกษตรได้พิสูจน์ผลงาน ได้ลงมือทำงานจริงกับลูกค้าหรือพันธมิตรทางธุรกิจ ในขณะเดียวกันองค์กรที่ร่วมโครงการก็จะได้นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์แก้ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ ซึ่งจะทำให้เกิดการเชื่อมโยงสร้างระบบนิเวศและต่อยอดธุรกิจ และที่สำคัญยิ่งคือ การสร้างนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาตอบโจทย์ให้กับเกษตรกร ก่อให้เกิดพลิกโฉมการเกษตรตามนโยบายของรัฐบาล” ดร.กริชผกา กล่าวทิ้งท้าย