รศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ ภูมิกิตติพิชญ์ รองอธิการบดี ด้านวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี

THW 2024

คิดต่างอย่างสร้างสรรค์ สร้างงานวิจัยขายได้เชิงพาณิชย์

รศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ ภูมิกิตติพิชญ์ รองอธิการบดี ด้านวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี

หากเอ่ยถึงผลงานวิจัย “บ้านปราชญ์เปรื่อง ด้วยปัญญาประดิษฐ์ หรือ แนวคิดบ้านอัจฉริยะแบบใหม่ (New Smart Home Concept)” โดย รศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ ภูมิกิตติพิชญ์ เชื่อว่าหลายคนคงจะรู้จักและกำลังให้ความสนใจในผลงานวิจัยนี้ ด้วยเป็นผลงานที่สร้างประโยชน์ต่อสาธารณะทำให้การใช้ไฟฟ้าและการตรวจสอบความผิดปกติภายในบ้านปลอดภัย และยังช่วยประหยัดไฟฟ้าได้มากยิ่งขึ้น

นอกจากผลงานวิจัยชิ้นนี้แล้ว เส้นทางการศึกษาและการทำงาน รวมทั้งแนวคิดของรศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ มีความ น่าสนใจ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2563 รศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองอธิการบดี ด้านวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวน่าจะช่วยจุดประกายให้เกิดการสร้างสรรค์งานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆ ได้อย่างแพร่หลายและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

ทำความรู้จัก รศ.ดร.กฤษณ์ชนม์

รศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ จบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาจากอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ จากนั้นได้เข้าศึกษาต่อในระดับปวช.สาขาช่างไฟฟ้าที่วิทยาลัยเทคนิคสุรินทร์ ด้วยต้องการเรียนจบแล้วออกมามีอาชีพหารายได้ช่วยเหลือทางบ้าน แต่ขณะที่เรียนเกิดความชอบ ทำให้ได้เกรดที่ดี จึงทำให้ได้โควต้าในระดับปวส.ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดนครราชสีมา ในปีพ.ศ.2535 หลังจากเรียนจบในระดับปวส.ทางวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดนครราชสีมาได้ให้ทุนศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมไฟฟ้าเพื่อกลับมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ซึ่งขณะนั้น (มทร.) ธัญบุรี ถือเป็นศูนย์กลางของมหาวิทยาลัยราชมงคลทั้งหมดของประเทศ ด้วยผลการเรียนดี ทำให้ รศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ มีโอกาสศึกษาต่อในระดับปริญญาโทวิศวกรรมไฟฟ้าที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปีพ.ศ. 2539 ต่อมาในปีพ.ศ.2541 ได้มีโอกาสไปศึกษาในระดับปริญญาโท วิศวกรรมไฟฟ้าอีกใบที่ประเทศแคนาดา และเมื่อสำเร็จการศึกษาได้กลับมาใช้ทุนตามระบบ โดยเป็นอาจารย์สอนที่ มทร. ธัญบุรี จากนั้นในปีพ.ศ.2544 ได้รับทุนศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมไฟฟ้าที่ประเทศเยอรมนีจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อศึกษาจบในปีพ.ศ.2547 ได้กลับมาเป็นอาจารย์ใช้ทุนที่มทร.ธัญบุรี ในระหว่างทำหน้าที่เป็นอาจารย์สอนนิสิตนักศึกษาในระดับปริญญาตรี และปริญญาโทนั้น รศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ ก็ได้ทำงานวิจัยควบคู่กันไปด้วยโดยเฉพาะด้านไฟฟ้าที่ถนัดจนถึงปัจจุบัน

รศ.ดร.กฤษณ์ชนม์

พัฒนาบ้านปราชญ์เปรื่องด้วยปัญญาประดิษฐ์เฟส 4 ประหยัดไฟได้ถึง 80-90%

สำหรับผลงานวิจัยเรื่อง “บ้านไร้เบรกเกอร์ 4.0 ปฏิวัติอุตสาหกรรมการใช้ไฟฟ้าและการป้องกันภัย” ซึ่งได้สร้างชื่อเสียงให้รศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ เป็นที่รู้จักและยอมรับอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้ รศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ ได้ย้อนรอยถึงที่มาของโครงการฯ ว่า เมื่อประมาณ 5 ปีที่ผ่านมาได้มีแนวคิดในการทำวิจัยเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะเรื่องไฟฟ้าเพื่อให้เข้ากับยุคที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ Smart Cityให้หัวข้อวิจัยเรื่อง “บ้านไร้เบรกเกอร์ 4.0 ปฏิวัติอุตสาหกรรมการใช้ไฟฟ้าและการป้องกันภัย” ขึ้น จนกระทั่งได้รับทุนวิจัยจากโครงการขอรับการส่งเสริมและสนับสนุนจากเงินกองทุนวิจัยและพัฒนา กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) โดยนำทุนวิจัยมาต่อยอดเป็นบ้านปราชญ์เปรื่องด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI : Artificial Intelligence) หรือ แนวคิดบ้านอัจฉริยะแบบใหม่ (New Smart Home Concept) ปัจจุบันได้พัฒนาถึงเฟส 3 คือ พัฒนาให้มีขนาดที่เล็กลงไม่ใหญ่จนเกินไป ใช้งานง่าย มีการจัดการรูปแบบที่ง่าย สามารถที่จะควบคุมได้ ช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ 50-70% โดยได้รับเงินทุนวิจัยเพิ่มเติมอีกจาก สวทช.ในการต่อยอดงานวิจัย และในกลางปีนี้ จะพัฒนาเฟส 4 สามารถประหยัดไฟฟ้าได้ถึง 80-90%

บ้านปราชญ์เปรื่องคำนวณการใช้ไฟ

บ้านปราชญ์เปรื่องคำนวณการใช้ไฟ แยกการใช้ไฟอย่างเป็นระบบ

ในช่วงแรกที่ได้รับทุนจาก กสทช. เพื่อคิดค้นและทดลองระบบเพียงบ้านเดียว แต่เมื่อศึกษาคิดค้นและทำงานอย่างต่อเนื่อง พบว่าควรที่จะสร้างระบบการทำงานในภาพใหญ่ขึ้น โดยผลงานวิจัยบ้านปราชญ์เปรื่องด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีการติดตั้งตู้รวมไฟฟ้าสมองกลอัจฉริยะทำหน้าที่คล้าย CPU (Central Processing Unit) หลักของบ้าน ทำหน้าที่จับตัวคลื่นไฟฟ้าโดยตรง พร้อมควบคุมป้องกัน และจัดการไฟฟ้า ที่จ่ายไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ทำให้การใช้ไฟฟ้าปลอดภัยเหนือกว่าบ้านอัจฉริยะ ที่สั่งงานอุปกรณ์ภายในบ้านผ่านระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ เนื่องจากระบบใหม่นี้จะเพิ่มเรื่องความปลอดภัยในการใช้ไฟฟ้าเข้าไปด้วย โดยตู้รวมไฟฟ้าจะเก็บข้อมูลการใช้พลังงานไว้ในระบบคลาวด์ (Cloud) เพื่อสังเคราะห์ ตรวจจับการใช้ไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้า และระบบยังช่วยตรวจสอบความผิดปกติการใช้ไฟฟ้าได้อีกด้วย คล้ายๆกับกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ จากแนวคิดบ้านหนึ่งหลังซื้อกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ 1 กล่องติดตั้งเฉพาะจุด เมื่อนำไปติดตั้งที่บ้านจะพบว่าจะมีการติดตั้งมากกว่า 1 กล่อง ทำให้การใช้ไฟฟ้าภายในบ้านเกิน แต่บ้านปราชญ์เปรื่องนี้จะดูแลไฟฟ้าครอบคลุมหมู่บ้าน มีมาตรวัดเป็นตัวคำนวณการใช้ไฟฟ้าทั้งหมู่บ้าน มีตัวล็อกติดตั้งในกล่องบ้านปราชญ์เปรื่องนี้ ในตัว Home Cloud และมีการจัดการเป็น Home Master ซึ่งจะคำนวณการใช้ไฟฟ้า เพื่อให้ทราบการใช้ไฟฟ้าแต่ละบ้าน การเก็บพลังงานเป็นอย่างไร และมีการรองรับการใช้งานนั้นอย่างไร

“การทำเป็นเซอร์กิตเบรกเกอร์ จะควบคุมทั้งแอร์ และไฟฟ้าในแต่ละจุด หากตู้หนึ่งมีเซอร์กิตเบรกเกอร์ควบคุม 10 จุด ก็จะควบคุมไฟฟ้าที่ใช้เกินในแต่ละจุดตามที่กำหนดได้ โดยระบบจะใช้ AI สังเคราะห์สัญญาณ ประมวลสัญญาณทุก ๆอย่างในบ้าน พยากรณ์ออกมาเป็นการใช้ไฟฟ้าในแต่ละวันว่าแต่ละจุดใช้ไปเท่าใด เดือนนี้ใช้ไฟฟ้าเกินบ้างหรือไม่อย่างไร ซึ่งระบบจะจัดเก็บข้อมูลไปเรื่อย ๆ แล้วประมวลผลไว้ในระบบเพื่อนำมาใช้ต่อไป

“ที่ใส่คำว่าปราชญ์เปรื่องลงไปนั้น เพราะเป็นสมองกลที่คิดค้นใส่ลงไปในบ้าน ทำให้เกิดบ้านปราชญ์เปรื่องคำนวณการใช้ไฟ แยกการใช้ไฟฟ้าอย่างเป็นระบบ หากต้องการใส่รายละเอียดอื่น ๆเพิ่มเติมลงไปในกล่อง”

สมองกล

คิดต่างอย่างสร้างสรรค์ สร้างงานวิจัยขายได้เชิงพาณิชย์

ขณะนี้มีการนำร่องติดตั้งไปมากกว่า 58 กล่อง ในหมู่บ้านจัดสรร โรงเรียน และสถานที่ราชการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดปทุมธานี หากสามารถขยายไปสู่ระดับประเทศจะช่วยให้ประหยัดพลังงานได้อย่างมหาศาล ซึ่งปัจจุบันนี้ได้รับทุนวิจัยจาก สวทช.นำมาต่อยอดในการคิดค้นงานวิจัยนี้ให้ก้าวหน้า เหมาะสำหรับการใช้งานในแต่ละบ้านมากยิ่งขึ้น เพราะบ้านแต่ละหลังมีการใช้ปริมาณไฟฟ้าที่แตกต่างกัน และช่วงการใช้งานที่ต่างกัน

“ผมจะไม่ทำวิจัยเรื่องที่มีอยู่แล้ว ผมจะทำเรื่องใหม่ โดยทำงานวิจัยร่วมกับนักศึกษา อันไหนที่นักศึกษาทำได้ก็ทำไป อันไหนที่นักศึกษาทำไม่ได้ก็จะไปทำร่วมกับบริษัท ส่วนใหญ่งานวิจัยที่ทำจะเป็นงานวิจัยที่ขายได้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับประเทศไทยที่จะสร้างงานวิจัยที่ขายได้มาช่วยยกระดับอุตสาหกรรมกลางน้ำและปลายน้ำ เพราะยังขาดองค์ความรู้ ขาดการสนับสนุน และที่สำคัญขาดบุคลากรที่จะมาทำงานวิจัยร่วมกัน”

รศ.ดร.กฤษณ์ชนม์

ตั้งใจทำงาน พร้อมเรียนรู้ สูตรของความสำเร็จ

รศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ มองว่าตนเองไม่ใช่นักปรัชญาแต่เป็นคนที่ตั้งใจทำงานหรือทำงานวิจัยใด ๆแล้วต้องทำให้ สำเร็จ โดยพยายามทำในสิ่งที่ยังขาด ขณะเดียวกันก็จะไม่ทำงานตามหลังคนอื่น สมมุติว่ามีโครงการใหม่ๆในองค์กรก็จะกำหนดกลยุทธ์ในการทำงานใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อองค์รวม เพื่อทำให้องค์กรดีขึ้น ก่อนขยายไปสู่ในระดับประเทศ ในการเรียนการสอนนั้นก็เช่นกันค่อยๆสอนร่วมทำงานกับนิสิตนักศึกษาที่พร้อมทำงานเป็นทีมทั้งในห้อง Lab และรายงานผลลัพธ์ที่ได้จากงานวิจัยต่าง ๆ นอกจากนี้จะพยายามสร้างเครือข่ายในกลุ่มเพื่อนๆที่เรียนด้านวิศวกรรมไฟฟ้ามาด้วยกัน งานวิจัยที่เคยทำร่วมกับสถาบันต่าง ๆ รวมทั้งเครือข่ายสถาบันไฟฟ้าที่เคยเข้าไปร่วมทำงาน หากมีปัญหา ข้อสงสัยจะได้ขอคำแนะนำปรึกษาได้

“ปัญหานั้นมีมาให้แก้ไขอยู่ตลอดเวลา ยิ่งในระดับผู้บริหารย่อมจะมีมากกว่าระดับปกติ ผมค่อนข้างโชคดีที่มีทีมงานมีลูกน้องที่ดีที่ร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ทั้งนี้สังคมไทยเป็นสังคมที่ชอบสบาย Comfort Zone วิธีการที่จะทำให้เกิดผ่อนคลายจาก Comfort Zone คือต้องฉีกออกมาจาก Comfort Zone แล้วหาทางทำอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ ถ้าเราไม่ทำ คนอื่นทำ เราก็จะสูญเสียโอกาสในการพัฒนาตนเอง พัฒนาผลงานให้ตนเอง ทีมงาน มหาวิทยาลัยและประเทศชาติ มีโอกาสในการแข่งขันในทุก ๆเรื่อง และเมื่อประสบความสำเร็จแล้วจะค่อยๆหาพันธมิตรเข้ามาร่วมทำงานที่ถนัดในเรื่องเดียวกัน ถ้าเป็นอาจารย์ก็แยกออกมาทำอะไรที่ไม่ใช่สอน เช่น ทำงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ งานบัญชีผมไม่เคยทำ ผมก็พยายามเรียนรู้ ส่วนงานด้านการเรียนหลักสูตรต่าง ๆคือผมจะลงมือทำแล้วนำมาทำให้คนอื่น ๆดูเป็นตัวอย่างเพื่อที่จะได้นำไปประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสม”

นอกจากนี้ยังนำหลัก Logic ในการเรียนวิศวกรรมศาสตร์เรื่องความมีเหตุมีผลมาใช้ในการทำงานและผสมผสานประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาสังเคราะห์ เพื่อใช้ทำงาน การใช้ชีวิต พร้อมทั้งหมั่นหาความรู้เพิ่มเติม สิ่งใดที่รู้จริงอยู่แล้วต้องศึกษาให้รู้ยิ่งขึ้นเพื่อที่จะถ่ายทอดให้คนอื่นๆนำไปใช้ประโยชน์ต่อ เช่น การที่เป็นอาจารย์สอนหนังสือ ที่ปรึกษาโครงการวิจัยต่าง ๆ จะมีอุปสรรคตรงที่การเป็นอาจารย์เขาจะให้ความเชื่อถือมั่นใจ หากทำอะไรออกไปเขาจะยอมรับ ฉะนั้นจำเป็นต้องมีการศึกษา คิดค้นจากตำราที่นำมาอ้างอิงงานวิจัยหลายๆครั้ง เพื่อให้ได้ผลสำเร็จที่แท้จริง

แนะรัฐบาลสร้างบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์พัฒนาประเทศ สอดรับนโยบาย Thailand 4.0

รศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ กล่าวว่า การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management) ให้ถูกต้องและเหมาะสมกับการทำงานในแต่ละส่วน ถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยพัฒนาบุคลากรรองรับในส่วนงานต่าง ๆ ควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์ของประเทศ พร้อมทั้งนำเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพมาลดค่าใช้จ่ายในการทำงาน สร้างผลิตผลในการทำงาน โดยเฉพาะสินค้าที่ละเอียดอ่อน รองรับช่วงชีวิตสังคมสูงวัย ทั้งนี้ คาดว่าตั้งแต่ปีพ.ศ. 2565 เป็นต้นไป ประเทศไทยและในหลายๆประเทศทั่วโลก จะมีผู้สูงวัยมากขึ้น ดังนั้นการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมสมัยใหม่จะช่วยตอบโจทย์ตลาด และสามารถจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้มากยิ่งขึ้น

ในส่วนของรัฐบาลไทยควรจัดการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์ให้มากยิ่งขึ้นเพื่อสร้างบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์มาช่วยพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ต้องการบุคลากรที่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เข้าไปพัฒนาพื้นที่ พัฒนาเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จะนำไปใช้ เป็นต้น สำหรับการขาดแคลนบุคลากร ไม่ใช่เฉพาะในระดับวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ และนักบริหารเท่านั้น แต่ประเทศไทยยังขาดกำลังคนในระดับช่างเทคนิค ปวช.และปวส. เยอะมาก จึงต้องนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศ ซึ่งสูญเสียงบประมาณในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก จึงต้องเร่งหาแนวทางและมาตรการฟื้นฟูส่งเสริมการศึกษาของไทยให้พร้อม

“การเรียนรู้ตลอดชีวิต ทุกคนอาจจะมองว่าศิวิไลซ์ แต่จริงๆไม่ใช่ เพราะในสังคมไทย แยกออกเป็นหลายสังคมมาก จำเป็นต้องมีการจัดการความรู้ให้แต่ละสังคม ให้คนในแต่ละช่วงอายุได้มีโอกาสเรียนรู้ตามความเหมาะสมและสมควร เช่น ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในขณะนี้จบออกมาแล้ว ส่วนใหญ่จะทำงานโรงงานกันเกือบหมด มีน้อยมากที่จะเลือกเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย หรือสายอาชีพอื่น ๆ ซึ่งเมื่อเข้าไปทำงานในโรงงานแล้ว มีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะมีโอกาสหรือคิดที่จะศึกษาต่อเพราะไม่มีเวลา ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ต้องหาเลี้ยงชีพต้องมีรายได้จึงทำงานก่อนที่จะเรียน อยากให้ภาครัฐเข้ามาดูแลให้การศึกษาทั่วถึงเข้าถึงสำหรับกลุ่มคนในโรงงานและอื่น ๆ โดยปรับเปลี่ยนเป็นการเรียนในระดับที่เรียนที่ไหนก็ได้ เสริมทักษะที่ต้องใช้การประกอบอาชีพอย่างมั่นคง โดยให้มีการเรียนรู้ที่เป็น Transform มีประสบการณ์ ไม่จำกัดว่าจะต้องใช้เวลาจบกี่ปีเหมือนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในการเรียนไม่ควรกำหนดว่าจะต้องจบใน 8 ปี ต้องให้เขาจบออกมาไม่ว่าจะเกิน 8 ปี แต่ต้องจบออกมาแบบเป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพ และยิ่งสมัยนี้เด็กไทยเรียนสายวิทยาศาสตร์น้อยลงทำให้การคิดค้นสิ่งต่าง ๆน้อยลงตามไปด้วย เมื่อเทียบกับในต่างประเทศที่หลายๆประเทศที่มุ่งปลูกฝังการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งอายุ 15 ปี เพื่อใช้ความรู้วิทยาศาสตร์คิดค้นงานวิจัยใหม่ๆ ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศ เช่น สหภาพยุโรป เยอรมนี ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันมีเด็กที่สนใจด้านวิทยาศาสตร์ เทียบกับด้านบริหารประมาณ 50: 50 ”

จับตาเทรนด์ Smart Home และบทบาทของ AI ในอนาคต

รศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ ยอมรับว่า ในอนาคตจะมีการนำเทรนด์ Smart Home และ AI มาใช้และปรับเปลี่ยนตามช่วงอายุของบุคลากรในสินค้าแต่ละประเภทมากขึ้น โดยเฉพาะยิ่งประเทศไทยที่มีจำนวนประชากรเข้าสู่วัยสูงอายุมากขึ้น ดังนั้นประเทศไทยจึงจำเป็นต้องคิดค้นเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อรองรับผู้สูงอายุมากขึ้น ที่เน้นความปลอดภัย ใช้งานไม่ยุ่งยาก เช่น มีการควบคุมการเปิด-ปิดใช้ไฟฟ้าเฉพาะจุด การใช้ AI ในการดูแลผู้ป่วย เป็นต้น ซึ่งประเทศไทยจะต้อง คิดค้นเองไม่ใช่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เพราะจะเป็นการเสียเงินและเสียโอกาสมากกว่าจะได้ประโยชน์

“คนไทยเก่งๆมีเยอะแต่ขาดการสนับสนุน ดังนั้นภาครัฐต้องเข้ามามีบทบาทสนับสนุน ต้องเสริมการเรียนรู้ เพื่อเป็นผู้นำในกลุ่มประเทศอาเซียนให้ได้ อีกอย่างที่ประเทศไทยต้องเร่งทำคือ การเอาคนออกจาก Comfort Zone ให้ได้ โดยนำคนเรียนเก่งสอบได้อันดับที่หนึ่ง และอันดับที่สอง ไปเป็นครูหรือนักกฎหมายเพื่อสอนคนรุ่นต่อไปให้มีความรู้ เที่ยงธรรม มีความซื่อสัตย์ในการเรียนและการทำงานพัฒนาประเทศ ส่วนคนที่สอบได้อันดับที่ 3 และอันดับที่ 4 ควรไปเรียนแพทย์ เพราะการทำงานย่อมจะมีคนเก่งในหมู่คนไม่เก่งผสมผสานกัน จะให้มีเก่งทั้งกลุ่มเพื่อมาช่วยกันทำงานทำ Lab คงไม่ได้ ด้วยแต่ละคนมีพื้นฐานความรู้ที่ไม่เท่ากัน มีความเก่งความชำนาญเฉพาะด้านที่ไม่เหมือนกัน การสังเคราะห์ข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลจึงแตกต่างกัน ดังนั้น ต้องสนับสนุนคนให้เรียนรู้รอบด้านเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันจะต้องคำนึงถึงการทำงานให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม เพื่อพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป” รศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ กล่าวทิ้งท้าย


โดย กองบรรณาธิการ


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    คุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

Save