มจธ. ส่งเสริมคนพิการ ปั้นแบรนด์ “เฮ็ดดิ คราฟท์” ด้วยทุนพื้นถิ่น ผ่านหลักสูตรการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถกรรมท้องถิ่น

THW 2024

ปัจจุบันประเทศไทยมี “กลุ่มคนพิการ” ซึ่งถือเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  จะเป็นการดีไม่น้อย หากมีหน่วยงานที่เข้ามาช่วยพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพคนพิการให้สามารถช่วยเหลือตัวเองอย่างจริงจัง โดยไม่เป็นภาระแก่ลูกหลาน อย่าง โครงการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการเพื่อเตรียมความพร้อมให้คนพิการเข้าสู่การทำงานในสถานประกอบการ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)  ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 10 ปีแล้ว

หนึ่งในความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของโครงการดังกล่าว คือ การจัดตั้ง หลักสูตรการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถกรรมท้องถิ่น ในปี 2564  เพื่อเพิ่มศักยภาพคนพิการที่ต้องการทำงานอาชีพอิสระและอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งปัจจุบันเข้าสู่ปีที่3 สามารถยกระดับคนพิการสู่ผู้ประกอบการในพื้นที่ (Local Enterprise) ด้วยทุนของสมาชิกเองทั้งหมด  พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่แตกต่าง ภายใต้ “เฮ็ดดิ คราฟท์” แบรนด์สินค้าหัตถกรรมฝีมือคนพิการจากตำบลเต่างอย จังหวัดสกลนคร สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้คนพิการ พร้อมเป็นต้นแบบขยายผล “เฮ็ดดิ คราฟท์โมเดล” ให้มหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่สนใจ

 

 

มจธ.พัฒนา “หลักสูตรการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถกรรมท้องถิ่น”

โดยฝีมือคนพิการ เพิ่มศักยภาพคนพิการในพื้นที่ห่างไกล

รศ. ดร. สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)  กล่าวว่า ในปี 2557 คณะทำงานโครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพคนพิการ มจธ.ได้ดำเนินโครงการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการเพื่อเตรียมความพร้อมให้คนพิการเข้าสู่การทำงานในสถานประกอบการ (โดยใช้ พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพคนพิการ มาตรา 35 ในการขับเคลื่อน) จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 10 ปีแล้ว   จากข้อมูลการวิจัยพบว่า แม้ว่ามีคนพิการที่ได้รับการจ้างงานมากกว่าร้อยละ 50 ของผู้เข้าร่วมโครงการฯ แต่มีคนพิการส่วนหนึ่งมีความต้องการประกอบอาชีพอิสระ และมีข้อจำกัดต่อการทำงานในสถานประกอบการ เช่น การเดินทางไปทำงาน ไม่มีวุฒิการศึกษา หรืออายุที่มากเกินไป ฯลฯ รวมถึงสถานประกอบการส่วนใหญ่อยู่ในเมือง คนพิการที่อาศัยอยู่นอกเขตเมืองไม่สามารถเดินทางหรือย้ายถิ่นฐานไปทำงานได้

ด้วยเหตุนี้ มจธ.จึงพัฒนา “หลักสูตรการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถกรรมท้องถิ่น”โดยฝีมือคนพิการขึ้น ณ ศูนย์การเรียนรู้บ้านนางอย-โพนปลาโหล ตำบลเต่างอย จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่อยู่ในการกำกับดูแลของ มจธ. โดยหลักสูตรการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถกรรมท้องถิ่น เป็นหนึ่งในสามหลักสูตรที่จัดขึ้นภายใต้โครงการฯ ในรุ่นที่ 8 เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2564 เพื่อเพิ่มศักยภาพคนพิการที่ต้องการทำงานอาชีพอิสระและอยู่ในพื้นที่ห่างไกล และถือเป็นหลักสูตรนำร่องที่จัดอบรมขึ้นในพื้นที่ต่างจังหวัด และยังเป็นการทำงานร่วมกับชุมชนผ่านเครือข่ายต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน

หลักสูตรนี้จัดขึ้นเพื่อให้คนพิการที่ช่วยเหลือตัวเองได้ ทั้งที่มีทักษะการทำงานหัตถกรรมอยู่แล้ว และผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะเพิ่มเติม ได้รวมกลุ่มกันฝึกฝนและทำงานที่บ้านได้ สามารถสร้างคุณค่าทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สร้างรายได้ สร้างคุณค่าทางจิตใจและสังคมวัฒนธรรม ด้วยทุนที่มีอยู่ในพื้นที่  เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง

“มจธ.ทำงานที่ตำบลเต่างอยมานาน สังเกตว่าเด็กออกไปทำงานแล้วไม่กลับบ้าน เริ่มมีคนแก่ คนป่วยพิการมากขึ้น อยากให้คนพิการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์กลับมาเป็นรายได้ จึงเป็นที่มาของโครงการนี้ ช่วยให้คนพิการช่วยตัวเองได้ โดยไม่เป็นภาระให้ลูกหลาน ซึ่งโครงการนี้ได้มีการพูดคุยกับภาคเอกชน จากเดิมที่ส่งเงินให้กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแล้วไม่เกิดประโยชน์เต็มที่ ให้นำเงินให้มหาวิทยาลัยช่วยเหลือคนพิการ ถ้าโมเดลนี้ Work  จะช่วยลดปัญหาความเหลื่้อมล้ำ  และลดช่องว่างทางสังคม  ตอบโจทย์ Sustainable Development Goals (SDGs) ของประเทศ  ในส่วนของมหาวิทยาลัยฯ สามารถส่งนักศึกษาและอาจารย์มาเรียนรู้  พร้อมทั้งนำความรู้และเทคโนโลยีมาให้คนพิการใช้งานได้จริง  ถ้าบูรณาการได้ดี ทั้งนักศึกษาและบุคลากรจะเข้าใจสังคมไทยมากขึ้น ช่วยให้ประเทศชาติดีขึ้น” รศ.ดร.สุวิทย์ กล่าว

อาจารย์สุเมธ ท่านเจริญ  ประธานโครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพคนพิการ มจธ. กล่าวว่า หลังจากจัดงานครบรอบ 10 ปีโครงการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการเพื่อเตรียมความพร้อมให้คนพิการเข้าสู่การทำงานในสถานประกอบการ มีบริษัทหลายแห่งและบริษัทใหม่ รวมทั้งพันธมิตรจากมูลนิธินวัตกรรมเพื่อสังคมและมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการของศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ติดต่อเข้ามามากขึ้น    สำหรับรุ่นที่ 11 มีบริษัทเอกชนเพิ่มขึ้น 6-7 ราย   ทั้งนี้นโยบายของมจธ.คือ การเติบโตไปพร้อมกับผู้พิการ โดยการ Customize  คือจะต้องรดน้ำพรวนดิน พร้อมทั้งออกแบบความสุขและออกแบบชีวิตให้ผู้พิการ

 

กลุ่มคนพิการรุ่นที่ 3  สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น

มจธ.เตรียมขยายผลนำ “เฮ็ดดิโมเดล” สู่ชุมชนอื่นๆ ที่สนใจ

ผศ.วรนุช ชื่นฤดีมล อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มจธ. และหัวหน้าหลักสูตรฯ กล่าวว่า  การดำเนินงานของหลักสูตรฯ กลุ่มคนพิการจะได้รับการบ่มเพาะทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เป็นระยะเวลา 6 เดือน หรือ 600 ชั่วโมง โดยคนพิการจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ และได้รับเบี้ยเลี้ยง อาหารกลางวัน และค่าเดินทางตลอดระยะเวลาในการฝึกอบรม ซึ่งคนพิการที่เรียนในหลักสูตรนี้ จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับพื้นฐานความรู้ที่จำเป็น เช่น การออกแบบผลิตภัณฑ์เบื้องต้น การออกแบบชิ้นงาน การใช้สี การถ่ายภาพผลิตภัณฑ์ การสื่อสารกับลูกค้า การใช้สื่อสังคมออนไลน์ การทำตลาด การทำบัญชี การคำนวณต้นทุน การตั้งราคา การบริหารจัดการธุรกิจ ฯลฯ

นอกจากนี้กลุ่มคนพิการรุ่นที่ 3 ของหลักสูตร ยังได้โอกาสเรียนรู้ การต่อยอดด้านความคิดสร้างสรรค์จากกลุ่มศิลปิน อินฟลูเอนเซอร์ และผู้ประกอบธุรกิจด้านงานคราฟท์ ที่ได้นำความรู้มาแบ่งปันและถ่ายทอดให้กับคนพิการในหลักสูตร ทำให้ได้ผลงานที่มีความสวยงามและแปลกใหม่ แตกต่างจาก 2 รุ่นที่ผ่านมา ยกระดับจากผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาพื้นถิ่น ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น สามารถเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และตรงใจผู้บริโภคในวงกว้างยิ่งขึ้น และจากความสำเร็จนี้ มจธ.จึงเตรียมต่อยอดขยายผลนำ “เฮ็ดดิโมเดล” ออกไปสู่ชุมชนอื่นๆ ที่สนใจต่อไป

 

3 ปี ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ

ผ่านการฝึกอบรมในหลักสูตรถึง43 คน

จากระยะเวลาการดำเนินงานกว่า 3 ปี ตั้งแต่ปี 2564 – 2566 มีคนพิการที่เข้ารับการอบรมในหลักสูตรนี้ทั้งสิ้น 43 คน ส่วนใหญ่เป็นคนพิการด้านการเคลื่อนไหว แขนขาอ่อนแรง สายตาเลือนรางและพิการทางการได้ยิน แบ่งเป็น รุ่นที่ 1 จำนวน 19 คน ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รุ่นที่ 2 จำนวน 12 คน และรุ่นที่ 3 จำนวน 12 คน ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ตามพ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพคนพิการ มาตรา 35

การดำเนินงานของหลักสูตรมีกำหนดรูปแบบไว้ในแต่ละปี โดยปีที่ 1 จะเป็นการฝึกพื้นฐานความรู้ที่จำเป็นทุกอย่าง ปรับ Mindset การสร้างความมั่นใจในตนเอง การสื่อสาร และการเข้าสังคม รวมถึงสอนการออกแบบ การถักทอและการย้อมคราม  ปีที่ 2 เป็นการสอนทักษะงานฝีมือและเปลี่ยนจากครามเป็นการใช้สีธรรมชาติที่ได้จากท้องถิ่น เช่น ดอกฝักคูน ดาวเรือง ฝาง และพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกมาเป็นรูปต่างๆ ตามจินตนาการ เพื่อสร้างจุดเด่นให้กับผลิตภัณฑ์ของกลุ่มมากขึ้น อาทิ เห็ดนำโชค ไม้เท้า สายรุ้ง หรือเต่า เป็นของประดับตกแต่ง

“ที่สำคัญเริ่มให้ความรู้ในการเป็นผู้ประกอบการ จึงเน้นสอนเรื่องของการตลาดมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เขารู้ว่าตัวเองชอบหรือถนัดอะไร เพราะต้องยอมรับว่าไม่ใช่ทุกคนอยากเป็นผู้ประกอบการ บางคนชอบทำงานคนเดียว ไม่ชอบทำงานกลุ่ม หรือบางคนอยากเป็นแค่ผู้ผลิต ซึ่งก็สามารถนำความรู้ที่ได้รับจากหลักสูตรไปประกอบอาชีพเองที่บ้านได้ ซึ่งเขาสามารถเลือกได้” ผศ.วรนุช กล่าว

 

ยกระดับกลุ่มเป็น Local Enterprise

บริหารจัดการผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้น ภายใต้แบรนด์ “เฮ็ดดิ คราฟท์”

ส่วนปีที่ 3 นี้ นอกจากจะได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ไม่เหมือนใครในพื้นที่แล้ว ยังถือเป็นการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มที่สำคัญในการก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการด้วยทุนและการบริหารจัดการด้วยตนเอง โดยการคัดเลือกคนที่พร้อมมีทักษะสามารถจะเป็นผู้ประกอบการได้ด้วยตัวเองและสามารถทำงานร่วมกับคนอื่นได้สามารถทำงานระบบออฟฟิศได้ จากการพัฒนาต่อยอดใน 2 รุ่นที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดทางกลุ่มได้รวมตัวกันเป็นผู้ประกอบการในพื้นที่ หรือ Local Enterprise ด้วยทุนของสมาชิกเองทั้งหมด เพื่อบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นในพื้นที่ทั้ง ผงสีธรรมชาติจากพืช สีเทียน เทียนหอม เชือกถัก เสื้อ กระเป๋าผ้าย้อมสีธรรมชาติหรือแม้แต่ผ้าย้อมคราม ภายใต้แบรนด์“เฮ็ดดิ คราฟท์”

“ ปีแรกให้เริ่มทำหัตถกรรมย้อมผ้า  ซึ่งทำไปปรับไป  ปีที่สอง ให้ย้อมผ้าคราม และเริ่มคัดกรองและรับคนใหม่เข้ามา เพื่อจะได้ทราบว่าใครทำจริง โดยมีคนจากหัตถกรรมย้อมผ้ามาประมาณครึ่งหนึ่งของ 50 คน ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่  จึงต้องฝึกทีมเวิร์ค และระบบมาตรฐาน พอเข้าใจระบบมาตรฐาน ถึงมาเรื่องสเปค และความสวยงาม พอเข้าสู่ปีที่ 3 พัฒนาผงสีธรรมชาติ  ทำให้ผลิตภัณฑ์แตกต่างจากที่มีในจังหวัดสกลนคร จึงออกมาในรูปของเทียนหอม ซึ่งได้สมาชิกช่วยมองหาแหล่งผงสีจากธรรมชาติและสิ่งของต่างๆ” ผศ.วรนุช กล่าว

 

ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีกับภูมิปัญญาชาวบ้าน

จนเกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ให้กับชุมชน

ความน่าสนใจของหลักสูตรฯ นี้ คือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภูมิปัญญาชาวบ้านกับองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ การออกแบบผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม ของ มจธ. พัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพิ่มขึ้น ถือเป็นการผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยีกับภูมิปัญญาชาวบ้านจนเกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ขึ้นให้กับชุมชน แม้จะเป็นกลุ่มเปราะบางที่เป็นคนพิการ แต่จุดเริ่มต้นความสำเร็จของคนกลุ่มนี้ คือ อยากทำ อยากฝึกและมีความตั้งใจ ดังนั้น รูปแบบการสอนจะใช้วิธีการถ่ายทอดความรู้ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่เป็นวิชาการมากนัก มีการใช้สัญลักษณ์เข้ามาเพื่อช่วยให้จำได้ง่ายขึ้น

“ยกตัวอย่างเช่น เราบอกกับคนพิการว่าการทำผงสี เปรียบเสมือนกับการทำกับข้าว น้ำที่ย้อมเหมือนการต้มน้ำแกง ใส่เกลือ ใส่สารส้ม เคี่ยวเสร็จแล้วนำมากรอง เอากากออก น้ำที่ได้เทใส่กะละมัง จากนั้นโรยดินสอพองลงไป และตีจนขึ้นฟู พอฟองฟูเต็มที่แสดงว่าสีจับกับดินสอพองเรียบร้อย  ก็ถือว่าเสร็จ ตั้งทิ้งไว้หนึ่งคืนปล่อยให้ตกตะกอน เช้าขึ้นมาก็เทน้ำข้างบนออก ตักเอาแต่ส่วนทีตกตะกอน  นำไปตากแดด จากนั้นจึงนำมาบดให้ละเอียด จะได้ผงสีตามที่ต้องการ” ผศ.วรนุช กล่าว

สำหรับกระบวนการทำผงสีนี้ ยังได้ถอดบทเรียนออกมาเป็นองค์ความรู้ มีด้วยกัน 7 ขั้นตอน เพื่อใช้ถ่ายทอดให้กับนักศึกษา NAFA (Nanyang Academy of Fine Arts) จากประเทศสิงคโปร์ ที่มาร่วมทำ Workshop กับกลุ่มคนพิการเฮ็ดดิ เป็นเวลา 3 สัปดาห์ในครั้งนี้ด้วย

กลุ่มคนพิการเฮ็ดดิถ่ายทอดกระบวนการทำผงสีให้กับนักศึกษา NAFAจากสิงคโปร์ที่มาร่วมทำ Workshop  เป็นเวลา 3 สัปดาห์

 

มจธ. ให้ความสำคัญSocial Engagement 

พร้อมฝึกอาชีพให้คนพิการในพื้นที่ห่างไกล

 ผศ. ดร.บุษเกตน์ อินทรปาสาน ผู้ช่วยอธิการบดีและอาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มจธ. กล่าวว่า  มจธ.มีนโยบายส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก  ขณะเดียวกันให้ความสำคัญกับSustainable Development Goals (SDGs) ซึ่งเป็นเทรนด์สำคัญของโลก โดยมจธ.จะเป็นมหาวิทยาลัยติดอันดับ Top 3  ที่สร้างผู้ประกอบการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม  ขณะเดียวกันมจธ. มี  Social Engagement  ที่ต้องการพัฒนาคนพิการโดยเน้นฝึกอาชีพให้คนพิการที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล โดยใช้ศูนย์การเรียนรู้มจธ.ที่ตำบลเต่างอย จังหวัดสกลนครเป็นศูนย์ฝึกคนพิการ

“ที่สกลนครเราจะไม่เอาคนพิการออกนอกพื้นที่  แต่เราจะนำทักษะความเชี่ยวชาญมาให้ผู้พิการ เพื่อให้พวกเขาหาเลี้ยงตัวเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาบุตรหลาน  ปัจจุบันโครงการฯ เข้าสู่ปีที่ 3 การที่สมาชิกตกลงร่วมกันเป็นผู้ประกอบการ Local Enterprise แม้จะยังไม่ได้เป็น Social Enterprise ถือเป็น Startup ในเชิงการสร้างอาชีพให้คนพิการ ที่ทุกคนเลือกเป็นผู้ถือหุ้นกันเอง 100% ต่อไปมหาวิทยาลัยจะเป็นเพียงพี่เลี้ยงหรือที่ปรึกษา ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องผลกำไรกับทางกลุ่ม ซึ่งถือเป็นความสำเร็จหนึ่งของ Sustainable Development Goals (SDGs) ในการมีคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน การสร้างอาชีพและสร้างรายได้ ส่วนสิ่งที่มหาวิทยาลัยได้รับจากการจัดทำหลักสูตรนี้ คือ สามารถตอบโจทย์ของมหาวิทยาลัยที่มุ่งพัฒนามหาวิทยาลัยเป็น The Sustainable Entrepreneurial University รวมถึงการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนกับมหาวิทยาลัย”  ผศ. ดร.บุษเกตน์ กล่าว

ก้อนสีเทียนที่กลุ่มคนพิการได้ทำวิจัยคิดค้นและพัฒนาขึ้นเอง ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของกลุ่มเฮ็ดดิที่แตกต่างจากสีเทียนแบบเดิม

ล่าสุด กลุ่มคนพิการตำบลเต่างอยได้ต่อยอดจากผลิตภัณฑ์หัตถกรรมท้องถิ่นสู่ “ผงสีธรรมชาติจากพืช” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์แปลกใหม่ ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบในท้องถิ่น โดยนำวัสดุเหลือทิ้งจากธรรมชาติมาผลิต ภายใต้แนวคิด Zero Waste ที่ไม่เหลือขยะทิ้งไว้  โดยผงสีจากพืชธรรมชาติที่ผลิตได้ ประกอบด้วย คราม ฝาง สาบเสือ หูกวาง หางนกยูง ดาวเรือง ฝักคูน เปลือกประดู่ มะม่วง เพกา และเมล็ดคำแสด สามารถนำไปเป็นส่วนผสมทำผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้หลากหลาย อาทิ เทียนหอม ธูปหอม โดยเฉพาะสีเทียน ซึ่งเป็นสูตรที่ทางกลุ่มคนพิการได้ทำวิจัย คิดค้นและพัฒนาขึ้นเอง ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของกลุ่มเฮ็ดดิ ที่มีลักษณะเป็นก้อนแตกต่างจากสีเทียนแบบเดิม

ก้าวต่อไปของเฮ็ดดิ คราฟท์

หาตลาดใหม่ๆ พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ลูกค้า

สำหรับก้าวต่อไปของเฮ็ดดิคราฟท์ คือการหาตลาดใหม่ๆ นอกจากกลุ่มเป้าหมายที่เป็นสถาบันการศึกษา ในปีหน้ามีโอกาสจะพาไปพบผู้ซื้อ เพื่อให้ได้รู้จักลูกค้าและเรียนรู้ประสบการณ์มากขึ้น พอทราบกลุ่มลูกค้าและตลาดแล้วจึงค่อยมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ลูกค้าได้   ในส่วนของมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพด้านการทำผลิตภัณฑ์ชุมชน หรือของที่ระลึก ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการเปรียบเทียบหลักสูตรกับประสบการณ์วิชาชีพ รวมถึงการพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาดูงานของชุมชนที่ต่างจากกลุ่มอื่นในพื้นที่      จากประสบการณ์ของคนพิการเฮ็ดดิในการเป็น Train The Trainerให้กับนักศึกษาต่างชาติจากมหาวิทยาลัย NAFA ประเทศสิงคโปร์ หลังจากนักศึกษาต่างชาติได้รับการถ่ายทอดจากกลุ่มเฮ็ดดิแล้วจะนำความรู้ที่ได้รับไปจัดนิทรรศการที่สิงคโปร์ ซึ่งจะเป็นเครดิตของคนพิการเฮ็ดดิ ที่พูดถึงกันจากการได้มาลงพื้นที่ในเชิงมหาวิทยาลัยกับชุมชน และได้ผลงานกลับไปจัดแสดง ซึ่งอาจมีการนำไปต่อยอดเกิดการออกแบบนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้น ถือเป็นผลงานที่โดดเด่นของกลุ่มคนพิการเฮ็ดดิอีกด้วย  ในส่วนของมจธ. สามารถนำความสำเร็จของหลักสูตรการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถกรรมท้องถิ่นที่ตำบลเต่างอยเป็นต้นแบบในการต่อยอดและขยายผลไปยังมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้อีกด้วย

 

เรื่องโดย  สุรีย์พร วงศ์ศรีตระกูล


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    คุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

Save