M.TECH จับมือพันธมิตรไอที เปิดตัว 4 โซลูชั่่นด้านความปลอดภัยรับยุค New Normal 2020


M.TECH จับมือพันธมิตรไอที เปิดตัว 4 โซลูชั่่นด้านความปลอดภัยรับยุค New Normal 2020

กรุงเทพฯ – 27 สิงหาคม 2563 –จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID -19 ที่ผ่านมา ส่งผลให้องค์กรต่าง ๆ ในประเทศไทยต่างต้องปรับตัวเป็นอย่างมากเพื่อให้สามารถรองรับการดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป เริ่มมีการให้พนักงานทำงานจากนอกสถานที่ในลักษณะที่เรียกว่า Work From Home (WFH) ซึ่งนอกเหนือจากการทำงานที่ต้องเปลี่ยนไปแล้วยังรวมไปถึงประสบการณ์ และพฤติกรรมต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในยุควิถีชีวิตใหม่ที่เรียกกันว่า New Normal ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Marketplace ที่เป็นแบบดิจิทัลจะเติบโต, บริการด้านการจัดส่งในอุตสาหกรรมต่าง ๆ จะมีมากขึ้นเป็นเท่าตัว นอกจากนั้นแล้วในยุค New Normal นี้ยังส่งผลต่อการเพิ่มมากขึ้นของการใช้งานข้อมูล และ Big Data ที่เน้นเพื่อการบริหารจัดการที่ดีกว่าเดิม

กฤษณา เขมากรณ์

กฤษณา เขมากรณ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท M-Solutions Technology (Thailand) จำกัด ผู้นำด้านการจัดหาบริการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ กล่าวว่า ปัจจุบันจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID -19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย ผู้คนที่เคยทำงานในลักษณะแบบเดิม (Office Workers) ต้องปรับเปลี่ยนไปเป็นลักษณะการทำงานที่อยู่ในระยะไกล (Remote Workers) นอกสถานที่มากขึ้น ซึ่งจะเป็นแนวทางใหม่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังจากนี้เป็นจำนวนมาก

จากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้หลายองค์กรตื่นตัวในเรื่องเทคโนโลยีมากขึ้น มองเห็นความสำคัญ และความจำเป็นในเรื่องเทคโนโลยีรวมถึงความปลอดภัยของยุค New Normal โดยโครงสร้างพื้นฐานจะมีการปรับเปลี่ยนไป จากที่เคยเป็นลักษณะการทำงานที่อาศัยระบบทุกอย่างอยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์ขององค์กร (On-Prem) ก็จะเปลี่ยนไปสู่ระบบที่เป็นแบบไฮบริดที่ใช้ควบคู่ระหว่าง On-Prem ผนวกกับการใช้งานระบบที่ทำงานอยู่บนคลาวด์ หรือบางองค์กรวางแผนย้ายระบบทั้งหมดไปอยู่ ไปทำงานอยู่บนคลาวด์เต็มตัว ก็มีความเป็นไปได้สูงมาก ทั้งนี้เนื่องจากองค์กรเหล่านั้นจำเป็นต้องรองรับการทำงานของบุคลากรประเภท Remote Workers ในยุค New Normal

อย่างไรก็ตามแม้การทำงานในแบบ Remote Workers หรือการทำงานผ่านระบบคลาวด์นั้นจะช่วยตอบโจทย์ของธุรกิจในยุคใหม่นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังต้องคำนึงถึงสิ่งที่จะตามมาด้วยนั่นก็คือ เรื่องของอาชญากรรมทางไซเบอร์ (Cyber Crime ) โดยกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ที่มักจะตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีจากผู้ไม่ประสงค์ดี ที่เห็นได้ชัดเจนก็มีด้วยกัน 8 กลุ่มหลัก ๆ อาทิ หน่วยงานของภาครัฐ, สถาบันการเงินและธนาคาร, อุตสาหกรรมทางการแพทย์, ธุรกิจที่ให้บริการด้านโทรคมนาคม, ธุรกิจด้านประกันภัย, การขนส่ง และการคมนาคม, บริการด้านการค้าออนไลน์, หน่วยงานที่ให้บริการด้านการจัดการข้อมูล ธุรกิจในข้างต้นนี้เป็นเป้าหมายที่สำคัญ และโดนโจมตีอยู่บ่อยครั้งทำให้เกิดความเสียหายเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับภัยคุกคาม หรือวิธีการโจมตีที่เกิดขึ้นนั้น มีอยู่ด้วยกันหลายประการ อย่างเช่น การเรียกค่าไถ่ไฟล์ หรือที่เรียกว่า แรนซั่มแวร์ (Ransomware) ที่สร้างความเสียหายให้กับองค์กรต่าง ๆ เป็นมูลค่าเงินมหาศาล, การใช้เทคนิคหลอกลวง (Web Phishing) โดยการส่งอีเมล์ปลอมเพื่อให้เหยื่อกรอกข้อมูลส่วนตัว หรือ Passwordหรือข้อมูลบัตรเครดิตผ่านหน้าเว็บปลอม เป็นต้น หรือเทคนิคแบบ Cryptocurrency Mining ที่แฮกเกอร์ทำเข้าแฮ็กเว็บไซต์หรือระบบขององค์กรเพื่อทำการฝังสคริปต์บางอย่าง ให้ทรัพยากรระบบขององค์กรนั้นกระทำตามสิ่งที่แฮกเกอร์ต้องการ เช่น นำเอาไปขุดเงินดิจิทัล เป็นต้น

กฤษณา กล่าวว่าบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจทางด้าน Security Solutionและ Network Solution โดยเน้น Network ที่ทำงานบนคลาวด์ เดิมทีผลิตภัณฑ์ที่เป็นตัวแทนจำหน่าย 20 ผลิตภัณฑ์ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID -19ทางM-Solution Technology (Thailand) ได้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา เพื่อตอบโต้ภัยคุกคามที่คุกคาม อีก 4 โซลูชั่น นอกจากนี้ ทางบริษัทฯ ได้รับความไว้วางใจจาก McAfee, Gigamon และ nCipher เป็นตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในช่วงครึ่งปีแรกของปีพ.ศ.2563ที่ผ่านมา ทำให้มีผลิตภัณฑ์ที่เป็นตัวแทนจำหน่าย 27 ผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมSecurity Solutionและ Network Solution

สำหรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา เพื่อตอบโต้ภัยคุกคามที่คุกคาม 4 โซลูชั่น ประกอบด้วย 1.Attivo Deception Technology เทคโนโลยีเพื่อตรวจจับภัยคุกคาม และเฝ้าระวังการโจมตีโดยใช้การวางกับดักและเหยื่อล่อ เสริมการตรวจจับให้มีความแม่นยำ เพิ่มประสิทธิภาพในการตอบโต้ และลดความซ้ำซ้อนของการทำงานในโลก Cyber Security Netskope, Tanium และ Silverfort 2.TaniumUnified Endpoint Management and Security Platform Closes IT Gap ซอฟต์แวร์ที่สามารถบริหารจัดการ และรักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ลูกข่าย (Endpoint) ได้ในตัวเดียวกัน ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความสะดวก และความปลอดภัยในการบริหารจัดการคอมพิวเตอร์ลูกข่ายได้ง่าย และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 3.Netkope Cloud Security เทคโนโลยีที่มาช่วยรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์แพลตฟอร์ม ทำหน้าที่ปกป้องข้อมูล และการป้องกันภัยคุกคามในแอพพลิเคชั่นคลาวด์, โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ และได้รับการยอมรับจาก Gartner ให้เป็นผู้นำทางด้านนี้โดยเฉพาะ และ4.Silverfort Multi-Factor Authenticationเทคโนโลยีที่ช่วยในการพิสูจน์ตัวตนของผู้ใช้งาน โดยเพิ่มเรื่องการประเมินความเสี่ยงของพฤติกรรมผู้ใช้งาน Risk-Based Authentication (RBA) และ Zero Trust นอกเหนืองจาก Factor อื่น ๆ ทั่วไปนอกจาก Hardware Token , Software Token โดยไม่ต้องติดตั้ง Agent ซึ่งค่อนข้างบูมและเติบโตในช่วง COVID 19 ประมาณ 1-1.5 เท่า

ปัจจุบันบริษัท ฯ มี SI (System Integrator) ประมาณ 120-150 ราย สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญและลงทุนทางด้านความปลอดภัยในช่วงวิกฤต COVID-19 คือ ธนาคาร การเงิน และด้านการแพทย์ รวมทั้งธุรกิจออนไลน์ที่คาดว่าน่าจะเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ลงทุนทางด้านความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น

กฤษณา กล่าวว่า บริษัทฯ เข้าใจถึงประเด็น และแนวโน้มของภัยคุกคามเหล่านี้ ได้มีการแนะนำองค์กรให้ดำเนินตามกรอบความปลอดภัยที่มีความสากล ผ่านทางเฟรมเวิร์กที่สำคัญ เช่น การที่องค์กรจะต้องสามารถระบุตัวตน และประเมินสภาพแวดล้อมระบบของตนเองได้ (Identify) และทำการวางแผนป้องกันทรัพยากรต่าง ๆ ขององค์กร (Protect) รวมถึงต้องสามารถตรวจสอบหรือชี้ชัดสิ่งผิดปกติหรือภัยคุกคามที่เกิดขึ้น (Detect) ได้ทันที และที่สำคัญต้องรับมือกับสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ (Respond) ตลอดจนต้องสามารถที่จะทำให้ธุรกิจดำเนินการได้อย่างปกติ (Recover) ได้เหมือนปกติ โดยเฟรมเวิร์กเหล่านี้มีองค์ประกอบ และเทคโนโลยีที่มาเกี่ยวข้องมากมาย

“ทางบริษัทฯ ของเราก็พร้อมที่จะช่วยให้คำปรึกษา และโซลูชั่นให้กับทุกหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน มีความพร้อมในเรื่องการให้บริการและความปลอดภัยภายใต้วิถีชีวิตใหม่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพร้อมที่จะสนับสนุนพาร์ทเนอร์พันธมิตรนำเทคโนโลยีไปสู่องค์กรตอบรับวิถีชีวิตใหม่ในโลกดิจิทัล” กฤษณากล่าวทิ้งท้าย