แลนเซสส์ (LANXESS) เผยปี’62 เติบโตตามเป้าที่ตั้งไว้ คาดปี’63 ธุรกิจมีเสถียรภาพ ท่ามกลางวิกฤต COVID-19


แลนเซสส์ (LANXESS) เผยปี’62 เติบโตตามเป้าที่ตั้งไว้ คาดปี’63 ธุรกิจมีเสถียรภาพ ท่ามกลางวิกฤต  COVID-19

กรุงเทพฯ – 25 มีนาคม พ.ศ. 2563 : แลนเซสส์ (LANXESS) บริษัทเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษประกาศความสำเร็จในการดำเนินงานของปีการเงิน 2562 แม้จะเผชิญสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน โดย EBITDA จากการดำเนินงานตามปกติเพิ่มขึ้น 3.3 เปอร์เซ็นต์เป็น 1.019 พันล้านยูโร ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่าง 1 พันล้านยูโรถึง 1.05 พันล้านยูโรตามที่ได้เคยแจ้งการประมาณการณ์ไว้ ส่วนปีการเงิน 2561ที่ผ่านมาบริษัทฯ มี EBITDA ที่ 986 ล้านยูโร

ผลการดำเนินงาน

สำหรับผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งเป็นของกลุ่มธุรกิจสารตัวกลางขั้นสูง (Advanced Intermediates) กลุ่มธุรกิจสารเติมแต่งชนิดพิเศษ (Specialty Additives) และกลุ่มธุรกิจสารเคมีประสิทธิภาพสูง (Performance Chemicals) เข้ามาชดเชยรายได้ที่ลดลงของกลุ่มธุรกิจวัสดุวิศวกรรม (Engineering Materials) เนื่องจากความต้องการในอุตสาหกรรมยานยนต์ลดลง และได้รับผลกระทบในเชิงบวกจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ได้เปรียบโดยเฉพาะอย่างยิ่งดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ EBITDA Margin จากการดำเนินงานตามปกติของทั้งปีสูงถึง 15 เปอร์เซ็นต์นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบริษัทฯ เทียบกับ 14.4 เปอร์เซ็นต์ในปีที่ผ่านมา

“ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ยากลำบากในปี 2019 เราต้องยืนหยัดสู้กับการทดสอบจริงเป็นครั้งแรกหลังจากการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ แต่แลนเซสส์กลับสามารถทำกำไรได้มากขึ้นและมีเสถียรภาพมากขึ้นกว่าเดิม แม้ในช่วงเวลาที่ท้าทายเช่นนี้เรายังสามารถเพิ่มอัตรากำไรของเราจนสร้างสถิติใหม่และสร้างความแข็งแกร่งให้ฐานทางการเงินของเรา สำหรับโครงการการเติบโตใหม่ในปี 2020 เราจะทุ่มเทให้กับธุรกิจในกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ปกป้องผู้บริโภคที่มีอัตรากำไรสูงและแสวงหาธุรกิจใหม่ ๆ โดยเฉพาะในตลาดเทคโนโลยีแบตเตอรี่” แมตเธียส แซกเชิร์ต (Matthias Zachert) ประธานคณะผู้บริหารของ LANXESS AG กล่าว

ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2562 หน่วยธุรกิจเครื่องหนัง (Leather Business) ถูกยกเลิกการดำเนินงานอย่างเป็นทางการ โดยยอดขายและกำไรจากการดำเนินงานและตัวเลขอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกันของหน่วยธุรกิจนี้จะได้รับการปรับปรุงใหม่ในรายงานทางการเงินของปีก่อนหน้า ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการปรับองค์กรเชิงกลยุทธ์ บริษัทฯ มีความตั้งใจที่จะขายหน่วยธุรกิจนี้ นอกจากนี้แลนเซสส์ยังได้จำหน่ายธุรกิจเคมีภัณฑ์โครเมี่ยมและผลประโยชน์จากเหมืองแร่โครเมี่ยมออกไปแล้วในปี 2019

สำหรับยอดขายทั้งกลุ่มแลนเซสส์อยู่ที่ 6.802 พันล้านยูโร ซึ่งตัวเลขใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา (6.824 พันล้านยูโร) ส่วนรายได้สุทธิจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องอยู่ที่ 240 ล้านยูโร ลดลง 14.9% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่ 282 ล้านยูโร เนื่องจากมีรายการค่าใช้จ่ายพิเศษในการปรับองค์กรธุรกิจเคมีโลหอินทรีย์ (Organometallics)

เพิ่มปันผลให้ผู้ถือหุ้น

ในปีการเงิน 2562 ผู้ถือหุ้นของแลนเซสส์จะได้รับเงินปันผลเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว โดยคณะกรรมการฝ่ายจัดการและกำกับดูแลจะเสนอเงินปันผลที่ 0.95 ยูโรต่อหุ้นในการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ.2563 ซึ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมาประมาณ 6%

จับตากลุ่มธุรกิจใหม่ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ปกป้องผู้บริโภค (Consumer Protection)

ในแผนการเติบโตทางธุรกิจ แลนเซสส์มุ่งมั่นและให้ความสำคัญกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ปกป้องผู้บริโภคให้มากขึ้น ดังนั้นจึงปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจใหม่ให้มีผลในทันที โดยรวมหน่วยธุรกิจซอลทิโก (Saltigo), หน่วยธุรกิจเทคโนโลยีผลิตของเหลวให้บริสุทธิ์ (Liquid Purification Technologies) และหน่วยธุรกิจวัสดุเพื่อการป้องกัน (Material Protection Products) เข้าเป็นกลุ่มธุรกิจใหม่ในชื่อกลุ่มผลิตภัณฑ์ปกป้องผู้บริโภค (Consumer Protection) ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มนี้จะรวมถึงส่วนผสมที่ใช้งานสำหรับอุตสาหกรรมการเกษตรและยาสำหรับยาไล่แมลงและยาฆ่าเชื้อรวมถึงเทคโนโลยีสำหรับการแปรรูปและการทำความสะอาดน้ำ

“กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ปกป้องผู้บริโภคของเรานั้นโดดเด่นด้วยอัตราการเติบโตที่มีความมั่นคงและน่าสนใจ ในขณะเดียวกันเรามีความเชี่ยวชาญอย่างยาวนานหลายปีในตลาดที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดนี้ ทำให้เราได้เปรียบทางการแข่งขันค่อนข้างสูง” แมตเธียส แซกเชิร์ตกล่าว

สำหรับกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ปกป้องผู้บริโภคจะเข้ามาแทนที่กลุ่มธุรกิจวัสดุวิศวกรรม (Engineering Materials) ในเวลาเดียวกันหน่วยธุรกิจผงสีอนินทรีย์ (Inorganic Pigments) จะถูกย้ายไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มธุรกิจสารตัวกลางขั้นสูง (Advanced Intermediates) โดยรายงานทางการเงินจะถูกปรับให้เหมาะสมตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีการเงิน 2563

โครงการลิเทียม ทดสอบโรงงานนำร่อง

สำหรับโครงการจัดตั้งโรงงานสกัดลิเทียมคุณภาพสำหรับแบตเตอรี่ (Battery-grade Lithium) ในเชิงพาณิชย์ที่เมืองเอลโดราโด มลรัฐอาร์คันซอ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งแลนเซสส์เป็นผู้ริเริ่ม โดยร่วมทำงานกับพาร์ทเนอร์ได้แก่บริษัท สแตนดาร์ดลิเทียม ที่นี่แลนเซสส์มีโรงงานผลิตโบรมีนอยู่แล้ว 3 แห่ง ซึ่งโบรมีนได้มาจากการสกัดน้ำเกลือที่มีส่วนผสมของลิเทียมอยู่ด้วย โดยบริษัทสแตนดาร์ดลิเทียมได้พัฒนากรรมวิธีใหม่ที่เป็นนวัตกรรมในการสกัดลิเทียมให้มีความบริสุทธิ์สูงโดยตรงจากน้ำเกลือ การตั้งโรงงานนำร่องที่นี่เริ่มดำเนินการและควบคุมการทดสอบเมื่อต้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2562 ขณะนี้มีความก้าวหน้าค่อนข้างมาก แลนเซสส์คาดว่าจะประเมินความเป็นไปได้ทางเทคโนโลยีครั้งแรกภายในกลางปีพ.ศ. 2563

ภาพรวมปีการเงินปี’63 ค่อนข้างมีเสถียรภาพได้รับผลกระทบจาก COVID-19 บ้าง

แลนเซสส์ได้คาดการณ์ว่าในปีการเงิน 2563 การดำเนินธุรกิจจะยังคงมีเสถียรภาพ อย่างไรก็ตามบริษัทคาดว่าผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19) จะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานโดยรวมทั้งปีประมาณ 50 ล้านยูโรถึง 100 ล้านยูโรต่อปี แลนเซสส์จึงคาดว่า EBITDA จากการดำเนินงานตามปกติจะอยู่ที่ประมาณ 900 ล้านยูโรถึง 1 พันล้านยูโร โดยไตรมาสแรกของปี 2563 แลนเซสส์ได้คาดการณ์ว่าบริษัทฯ น่าจะมีค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19) ประมาณ 20 ล้านยูโร

ผลประกอบการปี’62 3 ใน 4 ของกลุ่มธุรกิจมีผลกำไรสูงขึ้น

กลุ่มธุรกิจสารตัวกลางขั้นสูง (Advanced Intermediates) มีผลประกอบการโดยรวมในปีพ.ศ.2562 สูงกว่าปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยธุรกิจซอลทิโกมีความแข็งแกร่งมากในภาคการเกษตรและได้รับผลกระทบเชิงบวกจากอัตราแลกเปลี่ยนแม้ว่าจะต้องปรับราคาลงเนื่องจากได้รับผลกระทบเชิงลบจากราคาวัตถุดิบที่ลดลง แต่ยอดขายกลับเพิ่มขึ้น 1.9% อยู่ที่ 2.249 พันล้านยูโรเมื่อเปรียบเทียบกับตัวเลขของปีที่ผ่านมาที่ 2.207 พันล้านยูโร EBITDA จากการดำเนินงานตามปกติเพิ่มขึ้น 8.4% จาก 359 ล้านยูโรเป็น 389 ล้านยูโร ส่วน EBITDA Margin จากการดำเนินตามปกติได้ปรับตัวสูงขึ้นจาก 16.3% เป็น 17.3%

กลุ่มสารเติมแต่งพิเศษ (Specialty Additives) ปิดปีการเงิน 2562 ได้ด้วยความสำเร็จ แม้ว่าความต้องการของอุตสาหกรรมยานยนต์จะลดลงและมีการยกเลิกสัญญาการผลิตที่มีผลกำไรต่ำ (Low-profit contract-manufacturing Agreements) แต่กลับได้รับอานิสงส์จากอัตราแลกเปลี่ยนที่ได้เปรียบและธุรกิจในหน่วยธุรกิจสารเติมแต่งโพลิเมอร์ (Polymer Additives Business) ที่แข็งแกร่ง ทำให้ยอดขายรวมอยู่ที่ 1.965 พันล้านยูโรใกล้เคียงกับปีก่อน (1.980 พันล้านยูโร) EBITDA จากการดำเนินงานตามปกติปรับตัวดีขึ้น 2.9% เป็น 353 ล้านยูโรเมื่อเทียบกับ 343 ล้านยูโรในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังได้รับผลดีจากการลดต้นทุนการประกอบการในกิจการที่รวมกัน (Cost Synergies) จากการผนึกรวมธุรกิจของบริษัทเคมทูรา (Chemtura) โดย EBITDA Margin จากการดำเนินงานตามปกติเพิ่มขึ้นเป็น 18% จาก 17.3% ในปีที่ผ่านมา

กลุ่มธุรกิจสารเคมีประสิทธิภาพสูง (Performance Chemicals) ได้แรงหนุนจากความแข็งแกร่งในการดำเนินงานของหน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์บำบัดน้ำและป้องกันวัสดุ และผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนในเชิงบวก ทำให้ยอดขายและกำไรปีพ.ศ.2562 เพิ่มมากขึ้น โดยมียอดขาย 1.052 พันล้านยูโรเพิ่มสูงขึ้นเป็น 7.8% จากปีที่ผ่านมา ซึ่งมียอดขาย 976 ล้านยูโร EBITDA จากการดำเนินงานตามปกติเพิ่มขึ้น 23.1% จาก 156 ล้านยูโรเป็น 192 ล้านยูโร และมี EBITDA Margin จากการดำเนินงานตามปกติเพิ่มขึ้นจาก 16.0% เป็น 18.3% ถือว่าค่อนข้างแข็งแกร่ง

ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2562 หน่วยธุรกิจเครื่องหนังได้ยกเลิกการดำเนินงานอย่างเป็นทางการ ดังนั้นหน่วยธุรกิจดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มธุรกิจนี้อีกต่อไป ซึ่งตัวเลขของปีก่อนได้รับการปรับปรุงใหม่เช่นกัน

กลุ่มธุรกิจวัสดุวิศวกรรม (Engineering Materials) ยังคงได้รับผลกระทบจากความต้องการที่ลดลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ และได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยจากได้เปรียบในอัตราแลกเปลี่ยนที่ ขณะเดียวกันยอดขายได้ปรับตัวลดลงตามราคาขายที่ลดลง เนื่องจากราคาต้นทุนวัตถุดิบลดลง 8% โดยมียอดขายลดลงจาก 1.576 พันล้านยูโรในปีก่อนหน้าเป็น 1.45 พันล้านยูโรในปีพ.ศ.2562 EBITDA จากการดำเนินงานตามปกติอยู่ที่ 238 ล้านยูโร ลดลง 10.9% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่ 267 ล้านยูโร อย่างไรก็ตาม EBITDA Margin จากการดำเนินงานตามปกติอยู่ที่ 16.4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา 16.9% ถือว่าตัวเลขต่ำกว่าเพียงเล็กน้อย