BGRIM โชว์กำไรไตรมาส 4 ปี’62 โตกว่า 2 เท่าเตรียมเคาะปันผลครึ่งปีหลัง 0.22 บาทต่อหุ้น


กรุงเทพฯ -25 กุมภาพันธ์ 2563 : BGRIM ฟอร์มดีโชว์กำไรสุทธิไตรมาส 4 ของปีพ.ศ.2562 เติบโตขึ้นถึง 215% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา จากการขยายธุรกิจต่อเนื่อง มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นถึง 40% มั่นใจการบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพ ลูกค้าใหม่ทยอยเข้ามาต่อเนื่องในปี’63 เดินหน้าขยายการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ประกาศจ่ายปันผลครึ่งปีหลังที่ 0.22 บาทต่อหุ้น

ปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ผู้ผลิตไฟฟ้าภาคเอกชนชั้นนำของไทย กล่าวว่า ผลประกอบการในไตรมาส 4 ปีพ.ศ.2562 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิจากงบรวม 816 ล้านบาทและกำไรสุทธิที่เป็นส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ 409 ล้านบาทเติบโตถึง 215% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา หากพิจารณากำไรสุทธิจากการดำเนินงานงบการเงินรวมอยู่ที่ 832 ล้านบาท เติบโตถึง 118% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยเป็นส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ 428 ล้านบาท เติบโตถึง 94.5% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

สำหรับปีพ.ศ. 2562 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและบริการปีพ.ศ. 2562 ที่ 44,132 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 20.6% และมีกำไรสุทธิจากงบการเงินรวมอยู่ที่ 3,977 ล้านบาท เป็นส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ 2,331 ล้านบาท เติบโตจากปีที่ผ่านมา 25.1% อันเนื่องมาจากการขยายกำลังการผลิตถึง 40% จากโครงการทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งจากการเข้าซื้อกิจการและการพัฒนาโครงการใหม่ รวมถึงประหยัดเชื้อเพลิงจากการปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันก๊าซของโรงไฟฟ้าจากพลังความร้อนร่วม 2 โครงการ และการลดต้นทุนทางการเงินจากการรีไฟแนนซ์เงินกู้ด้วย

ด้านมาตรการสำหรับการบริหารจัดการน้ำ บริษัทฯมีนโยบายและมาตรการการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากการใช้น้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำตามแนวทางความยั่งยืน น้ำส่วนใหญ่ที่ถูกนำมาใช้ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมมาจากน้ำที่ผ่านกระบวนการ Recycle หรือจากการบำบัดน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม

ทั้งนี้บริษัทฯ ยังมีแผนการควบคุมการผลิตไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งนำมาสู่การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพด้วยการวางแผนการบริหารจัดการน้ำร่วมกับนิคมอุตสาหกรรมอย่างรอบคอบ ทำให้มั่นใจว่าปริมาณน้ำสำรองในบ่อกักเก็บน้ำของนิคมอุตสาหกรรมเพียงพอต่อการเดินเครื่องไปจนถึงช่วงฤดูฝน บริษัทฯ มั่นใจว่าสามารถผลิตไฟฟ้าและไอน้ำที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอุตสาหกรรมรายเดิมและลูกค้ารายใหม่

“บริษัทมีฐานลูกค้าระดับโลกที่มีความมั่นคงระดับสูงเป็นจำนวนมาก ทำให้ภาพรวมการขายไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมในเดือนมกราคม 2563 ยังคงแข็งแกร่ง ด้วยปริมาณการขายไฟในระดับใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันก่อนปีก่อน นอกจากนี้ยังมีลูกค้ารายใหม่อีกหลายรายที่ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ารวม 23 เมกะวัตต์ ซึ่งมีกำหนดการทยอยเชื่อมต่อกับโรงไฟฟ้าของบริษัทในช่วง 7 เดือนแรกของปีพ.ศ 2563” ปรียนาถ กล่าว

ขณะเดียวกันยังคงมีความต้องการใช้ไฟฟ้าจากลูกค้าอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพมากกว่า 1,000 ราย ในนิคมอุตสาหกรรม ที่มีโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมของบริษัทฯตั้งอยู่ แต่ยังไม่ได้ให้บริการ ซึ่งมั่นใจว่าจะทะลุเป้าหมายกำลังการผลิต 5,000 เมกะวัตต์ ขณะนี้มีโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาโอกาสลงทุนในโครงการใหม่ร่วมกับพันธมิตรอีกหลายโครงการ ทั้งจากพลังงานก๊าซและพลังงานทดแทน ในประเทศไทย เวียดนาม เกาหลีใต้ มาเลเซีย กัมพูชา ลาว และประเทศอื่นๆ อีกทั้งมีแผนควบรวมกิจการอีกหลายแห่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากปัจจุบันบริษัทฯ มีกำลังการผลิตที่เปิดดำเนินการและอยู่ระหว่างการพัฒนารวม 3,424 เมกะวัตต์

สำหรับตัวอย่างโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าจากพลังงานลมบ่อทอง ขนาด 16 เมกะวัตต์ และ โครงการโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 39 เมกะวัตต์ในประเทศกัมพูชา รวมถึงโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคารวมขนาด 6 เมกะวัตต์ในประเทศฟิลิปปินส์และตามกรอบการพัฒนาอีกประมาณ 30 เมกะวัตต์ให้กับพันธมิตรในประเทศโอมาน

นอกจากนี้ ยังตอกย้ำความสำเร็จด้วยรางวัลมากมาย โดยในปีพ.ศ. 2562 บริษัทฯ ได้รับรางวัลทั้งหมด 10 รางวัล ทั้งระดับประเทศและระดับสากล ในหลายแขนง ได้แก่ Best Renewable Projects, Green Bond Financing, Best CEO และ Best IR Team และอีก 7 รางวัลในส่วนของ ESG และความยั่งยืน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความรับผิดชอบ ในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

พร้อมกันนี้ได้ประกาศจ่ายปันผล งวดครึ่งปีหลัง 0.22 บาทต่อหุ้น กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล(XD) 13 มีนาคม 2563 และวันที่จ่ายปันผล คือ 11 พฤษภาคม 2563