36 ปี บาฟส์กรุ๊ป ชูกลยุทธ์เสริมฐานธุรกิจให้แข็งแกร่ง เดินหน้าขยายธุรกิจใหม่ เพิ่มสัดส่วนเป็น 40% ภายใน 5 ปี


36 ปี บาฟส์กรุ๊ป ชูกลยุทธ์เสริมฐานธุรกิจให้แข็งแกร่ง เดินหน้าขยายธุรกิจใหม่ เพิ่มสัดส่วนเป็น 40% ภายใน 5 ปี

กรุงเทพฯ – 21 พฤศจิกายน 2562 : กลุ่มบริษัทบริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ หรือ บาฟส์กรุ๊ป ฉลองครบรอบ 36 ปี เปิดแนวทางการดำเนินธุรกิจ วางกลยุทธ์มุ่งสร้างความเติบโต โดยรักษาฐานธุรกิจหลักให้มั่นคงและเดินหน้าขยายธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพและความสามารถในการแข่งขัน พร้อมแสวงหาความร่วมมือในด้านการลงทุนในโครงการใหม่ทั้งในและต่างประเทศ

หม่อมราชวงศ์ศุภดิศ ดิศกุล

หม่อมราชวงศ์ศุภดิศ ดิศกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บาฟส์ ผู้นำในด้านการให้บริการระบบเติมน้ำมันอากาศยานแบบครบวงจรของประเทศ กล่าวว่า บาฟส์ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2526 ตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อให้บริการเติมน้ำมันอากาศยาน ณ ท่าอากาศยานดอรเมือง ซึ่งช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน ส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทย

การเติมน้ำมันเครื่องบิน
การเติมน้ำมันเครื่องบิน

ปัจจุบัน บาฟส์เป็นผู้ให้บริการเติมน้ำมันอากาศยานที่รวดเร็ว ตรงต่อเวลา มีความปลอดภัยสูงสุด ได้มาตรฐานสากล และใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่งมาตลอดระยะเวลา 36 ปี มีพนักงานกว่า 600 คน ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทน้ำมันและสายการบินจากทั่วโลก โดยให้บริการกับสายการบินกว่า 800 เที่ยวบินต่อวันในท่าอากาศยาน 5 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง ท่าอากาศยานสมุย ท่าอากาศยานตราดและท่าอากาศยานสุโขทัย คิดเป็นปริมาณน้ำมัน 17 ล้านลิตรต่อวัน ถ้าเทียบกับปริมาณน้ำมันทั้งหมด นับเป็นผู้ให้บริการน้ำมัน 1 ใน 5 ของโลก โดยในปีพ.ศ.2563 บริษัทฯ มีแผนงานก่อสร้างถังเก็บน้ำมันที่ 6 จำนวน 15 ล้านลิตร ที่สนามบินสุวรรณภูมิเพื่อรองรับความต้องการน้ำมันอากาศยานที่เพิ่มสูงขึ้น

ประกอบเกียรติ นินนาท

ประกอบเกียรติ นินนาท กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ย้อนหลังไปประมาณ 5 ปี ผลประกอบการของบาฟส์เติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี เฉลี่ยเติบโต 5% สำหรับผลประกอบการ 9 เดือนของปีพ.ศ.2562 ที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทฯ มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 17,094 ล้านบาท มีรายได้ค่าบริการจำนวน 2,869 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% จาก 2,807 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ค่าบริการของธุรกิจให้บริการระบบเติมน้ำมันอากาศยาน 82% และรายได้ค่าบริการของธุรกิจให้บริการขนส่งน้ำมันทางท่อ 18% โดยมีปริมาณน้ำมันอากาศยาน 4,562 ล้านลิตร เติบโตขึ้น 2.4% และปริมาณน้ำมันรวมทุกผลิตภัณฑ์ 3,413 ล้านลิตร ลดลง 1.1% กลุ่มบริษัทฯ มีกำไรสุทธิจำนวน 780 ล้านบาท ลดลง 10.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีพ.ศ.2561 โดยมีอัตรากำไรสุทธิที่ 27.5% เนื่องจากกลุ่มบริษัทฯ ต้องรับรู้ต้นทุนบริการในอดีต หรือค่าชดเชยลูกจ้างที่ทำงานตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไปจำนวน 80 ล้านบาท ตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2562 ที่ระบุให้ลูกจ้างที่ทำงาน 10-20 ปี ได้รับค่าชดเชย 300 วัน ส่วนลูกจ้างที่ทำงาน 20 ปีขึ้นไป ได้รับค่าชดเชย 400 วัน ซึ่งส่วนใหญ่พนักงานของบาฟส์มีอายุงานเกิน 20 ปี

“สำหรับในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วง High Season ประกอบกับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว น่าจะทำให้ภาพรวมธุรกิจดีขึ้น คาดทั้งปีพ.ศ.2562 มีปริมาณน้ำมัน 1,600 ล้านลิตร คิดเป็นปริมาณน้ำมันที่เติบโต 2.7% รายได้เติบโต 5-6% ส่วนปีหน้า คาดว่าสงครามทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาจะคลี่คลายลง น่าจะส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจปรับตัวดีขึ้น โดยประเมินว่ารายได้ในปีหน้าจะเติบโตที่ 7%” ประกอบเกียรติ กล่าว

หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ ดิศกุล

หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ ดิศกุล รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในสภาวะที่ธุรกิจกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในเรื่องของ Climate Change รัฐบาลหลายประเทศเริ่มเก็บค่าภาษีการใช้บริการเครื่องบินตามระยะทางในการเดินทางและตามประเภทที่นั่ง และการเดินทางรูปแบบใหม่ๆ อาทิ Urban Mobility ซึ่งใช้เวลาเดินทางจากกทม.-พัทยา เพียงชั่วโมงเศษๆ หากเกิดขึ้นจริง ทำให้เกิด Disruption ดังนั้นกลุ่มบริษัทฯ จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ สานต่ออุดมการณ์ทางธุรกิจในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืน โดยการขยายธุรกิจหลักไปยังสนามบินที่มีศักยภาพทั้งในและต่างประเทศ และเพิ่มสัดส่วนของรายได้จากธุรกิจอื่น ๆ

สำหรับกลยุทธ์การเติบโต (Growth Strategy) มีทิศทางกลยุทธ์ 3 แนวทาง ประกอบด้วย

  1. Diversification การกระจายความเสี่ยงด้านรายได้ มุ่งลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ทั้งในธุรกิจพลังงานทดแทน โดยมีคณะทำงานร่วมกันศึกษาลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็นประเทศในกลุ่ม CLMV จะเริ่มเห็นความชัดเจน ภายในไตรมาส 2 ของปีพ.ศ.2563 รวมถึง Energy Management System ระบบบริหารจัดการพลังงานในโรงงาน สนามบิน ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ รวมทั้งบริษัทฯ เราเองด้วย โดยนำระบบไอทีเข้ามาช่วยให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  2. Adjacent Business บริษัทฯ มีความโดดเด่นทางด้านไอที สามารถให้บริการด้านซอฟต์แวร์ มาตรฐาน ISO ให้กับลูกค้าระดับ Enterprise ปัจจุบันมีลูกค้าในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหลายราย ซึ่งจะมีการนำเทคโนโลยี Blockchain และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ เช่น ในอนาคตอาจจะมีการซื้อ-ขายน้ำมันผ่านระบบ Blockchain Token ซึ่งจะช่วยลดงานเอกสาร และระบบคืน Tax Blockchain ที่สามารถนำเทคโนโลยี Blockchain มาต่อยอดได้
  3. Expansion บริษัทฯ มีแนวทางที่จะลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น การขยายไลน์การผลิตรถเติมน้ำมันและรถสนับสนุน ภาคพื้นดินภายในสนามบินที่ขับเคลื่อนโดยพลังงานไฟฟ้า โดยบริษัทในเครือ ได้แก่ บริษัท บาฟส์ อินเทค จำกัด ซึ่งต้องมีการออกแบบทางวิศวกรรมเฉพาะและใช้เทคโนโลยีระบบวิศวกรรมที่ทันสมัย ให้บริการได้ในปีหน้า

หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ กล่าวถึงความคืบหน้าการขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯ โดยบริษัทฯ ได้จับมือกับพันธมิตร เข้าร่วมประมูลโครงการระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานสนามบินอู่ตะเภาของกองทัพเรือ ซึ่งบริษัทฯ ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติเป็นที่เรียบร้อย ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอประกาศผล นอกจากนี้ บริษัทฯ มีแผนที่จะขยายการลงทุนในสนามบินต่างประเทศที่มีศักยภาพ ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาการลงทุนและการวิเคราะห์โอกาสและศักยภาพของตลาด พร้อมแสวงหาพันธมิตรที่เหมาะสม ซึ่งคาดว่าจะได้ผลสรุปในปีพ.ศ.2563

“ปัจจุบันรายได้ของกลุ่มบริษัทฯ แบ่งเป็น 80: 20 โดยเป็นรายได้จากธุรกิจหลัก 80% และธุรกิจอื่น ๆ 20% แต่ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า บริษัทตั้งเป้าขยายธุรกิจอื่น ๆ โดยเฉพาะธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 40: 60 และในระยะยาวจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 50: 50 คือ ธุรกิจจาก Carbon มีสัดส่วน 50% และธุรกิจ Non Carbon มีสัดส่วน 50% เช่นกัน ” หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ กล่าว