วัฒนธรรม ความปลอดภัยในโรงพยาบาล มุ่งสร้างนโยบายความปลอดภัยของผู้ป่วย-บุคลากรสาธารณสุข (2P Safety)


“วัฒนธรรม” เป็นแบบแผนการประพฤติที่คนในสังคมเดียวกันสามารถเข้าใจ ยอมรับ และใช้ปฏิบัติร่วมกัน ถ้าเราเอา “ความปลอดภัย” มาสร้างเป็นแบบแผนปฏิบัติ จนเกิดเป็น “วัฒนธรรมความปลอดภัย” ก็จะทำให้สังคมไทยลดภัยอันตรายต่างๆ ลงได้ไม่น้อย

สังคมไทยในที่นี้ เราอาจหมายรวมถึงบ้าน วัด โรงเรียนโรงแรม สถานีตำรวจ หรือแม้กระทั่ง “โรงพยาบาล” การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยใน “โรงพยาบาล” จะช่วยแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาคุณภาพของการบริการอย่างต่อเนื่อง และถือเป็นความรับผิดชอบของผู้บริหารระดับสูงที่จะต้องกำหนดนโยบายอย่างชัดเจน มีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ จัดฝึกอบรมเพื่อสร้างการเรียนรู้และกระตุ้นให้บุคลากรสาธารณสุขแสดงพฤติกรรมความปลอดภัยจนเป็นอุปนิสัย ความสำเร็จของการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของผู้บริหารระดับสูง เพราะต้องอาศัยความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หากผู้บริหารไม่ให้ความสนใจแล้ว วัฒนธรรมความปลอดภัยจะไม่มีวันเกิดขึ้น

นพ.กิตตินันท์ อนรรฆมณี
นพ.กิตตินันท์ อนรรฆมณี ผู้อำนวยการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ.

นพ.กิตตินันท์ อนรรฆมณี ผู้อำนวยการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ. กล่าวในที่ประชุม “การเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่ผู้บริหารระดับสูงในการบริหารโรงพยาบาลด้านความปลอดภัยของบุคลากรทางสาธารณสุข” ซึ่งจัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของ สรพ. บริษัท บี.บราวน์ (ประเทศไทย) จำกัด และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย ว่าปีนี้เป็นปีที่นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้ความสำคัญมากกับเรื่องนโยบายความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณสุข (Patient and Personnel Safety : 2P Safety) โดยตั้งเป้าให้โรงพยาบาลในสังกัดของกระทรวงสาธารณสุขต้องเน้นความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรทางสาธารณสุข เป็น 2P Safety Hospital 100% เพื่อให้เกิดผลลัพธ์บริการที่ดีทั้งกับผู้ป่วย ญาติ และบุคลากร ทั้งนี้โรงพยาบาลในประเทศไทย ได้พัฒนากระบวนการคุณภาพและผ่านการรับรองตามมาตรฐานคุณภาพโรงพยาบาล (HA) มากว่า 20 ปี ส่งผลให้ปี พ.ศ. 2562 มีโรงพยาบาลสมัครเข้าร่วมโครงการเพื่อพัฒนาเป็น 2P Safety Hospitals จำนวน 371 แห่ง ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบบริการสุขภาพ และการมีวัฒนธรรมความปลอดภัยที่ดีอย่างยั่งยืน

“ผมอยากเห็นการขับเคลื่อนเรื่องความปลอดภัยในทุกโรงพยาบาลในเชิงมิติของการจัดการ เพราะเรามีองค์ความรู้อยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญก็คือการนำเอาความรู้นั้นไปทำให้กลายเป็นนโยบายที่ใช้ได้จริงในโรงพยาบาล โดยเฉพาะผู้บริหารจะต้องมีนโยบายเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลที่เพียงพอและเหมาะสม รวมทั้งเรื่องงบประมาณ อาคารสถานที่ เครื่องมือต่างๆ ด้วย” นพ.กิตตินันท์ กล่าว

เกอมันน์ มูลเลอร์
เกอมันน์ มูลเลอร์ ผู้จัดการโครงการการพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานให้กับบุคลากรทางสาธารณสุขในประเทศไทยของ GIZ

เสริมทัพความร่วมมือจากเยอรมนีพัฒนาผู้บริหาร สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย

เกอมันน์ มูลเลอร์ ผู้จัดการโครงการการพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานให้กับบุคลากรทางสาธารณสุขในประเทศไทยของ GIZ กล่าวว่า ประเทศไทยและเยอรมนีร่วมกันพัฒนาด้านสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นความต้องการขั้นพื้นฐานของประชาชน และเรามองว่าความปลอดภัยในการทำงานของบุคลากรทางสาธารณสุข ถือเป็นเป้าหมายหลักที่สำคัญขององค์การอนามัยโลก (WHO) และรัฐบาลไทยในการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบุคลากรทางสาธารณสุขในประเทศไทยยังคงขาดความรู้ความเข้าใจและหลักปฏิบัติที่ถูกต้องเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน อันเสี่ยงต่อการเกิดความเจ็บป่วย ความเครียด และอุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติงานนอกจากผลกระทบด้านสุขภาพของบุคลากรแล้ว วิธีการทำงานที่ไม่ปลอดภัยยังส่งผลให้โรงพยาบาลมีต้นทุนเพิ่มขึ้นด้านค่ารักษาและพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์

พัฒนามาตรฐานความปลอดภัยแก่บุคลากรสาธารณสุขในโรงพยาบาลทั่วประเทศ

จากข้อมูลของ WHO ระบุว่าผู้ป่วยในประเทศไทยประมาณ 7.3% เกิดการติดเชื้อในโรงพยาบาล ดังนั้นการคำนึงถึงต้นทุนทางเศรษฐกิจจึงมีความสำคัญ ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญเหล่านี้ บริษัท บี.บราวน์ (ประเทศไทย) จำกัดและ GIZ จึงได้ร่วมกันดำเนินโครงการการพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานให้แก่บุคลากรทางสาธารณสุขในประเทศไทย เพื่อให้ความรู้และพัฒนามาตรการด้านความปลอดภัยแก่บุคลากรทางสาธารณสุขในโรงพยาบาลทั่วประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อความปลอดภัยของคนไข้ในอนาคต

“อีกก้าวของความร่วมมือของเราก็คือ การเน้นย้ำให้ผู้บริหารแต่ละโรงพยาบาลร่วมกันพัฒนาระบบสาธารณสุขอย่างเต็มที่และเสริมสร้างขีดความสามารถบุคลากรของตนซึ่งจะช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิต ไม่เพียงแต่สำหรับบุคลากรทางสาธารณสุขเท่านั้น แต่ยังส่งต่อคนไทยทั้งประเทศด้วย” เกอมันน์ กล่าว

ด้าน สายันห์ รอย กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี.บราวน์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ด้วยประสบการณ์ด้านสาธารณสุขที่มีมายาวนานถึง 30 ปี บริษัท บี.บราวน์ (ประเทศไทย) จำกัด มีความภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับรัฐบาลและหน่วยงานท้องถิ่น ในการปรับปรุงความปลอดภัยในการทำงานสำหรับบุคลากรทางสาธารณสุขในโรงพยาบาลของรัฐในประเทศไทย เรามีวิสัยทัศน์เดียวกัน คือ การสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน เราแบ่งปันความเชี่ยวชาญของเราและตระหนักถึงความปลอดภัยของบุคลากรในโรงพยาบาลองค์ประกอบในโรงพยาบาล แต่ละแห่งล้วนมีความสำคัญเท่ากัน นั่นคือเหตุผลที่ทำไมเราถึงทำงานร่วมกับทั้งโรงพยาบาลรามาธิบดี เครือข่ายพยาบาลผู้ให้สารน้ำทางหลอดเลือดแห่งประเทศไทย สมาคมพยาบาลโรคมะเร็งแห่งประเทศไทย และสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล(องค์การมหาชน) ผ่านกิจกรรมต่างๆ ซึ่งประกอบด้วย

1) มาตรฐานของขั้นตอนการทำความสะอาดมือเพื่อป้องกันการติดเชื้อในบุคลากรทางสาธารณสุข 2) ขั้นตอนการจัดการและการใช้เข็มให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ 3) ขั้นตอนและความปลอดภัยในการให้ยาเคมีบำบัดทางหลอดเลือดดำ และ 4) การจัดระบบ วางแผนนโยบายของผู้บริหารระดับสูง โดยโครงการจะดำเนินกิจกรรมเหล่านี้ผ่านรูปแบบการจัดฝึกอบรมพยาบาลทั่วประเทศ และผู้บริหารระดับกลางและระดับสูง เพื่อส่งเสริมมาตรการความปลอดภัยในการทำงานของบุคลากรในกลุ่มโรงพยาบาลนำร่อง รวมทั้งค้นหาวิธีการและนโยบายที่ดีที่สุดในการนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละโรงพยาบาล ส่งผลให้โรงพยาบาลสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายและสร้างชื่อเสียง ซึ่งจะสามารถเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวได้ด้วย

มาตรฐานความปลอดภัยแก่บุคลากรสาธารณสุขในโรงพยาบาล

เจาะลึกการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยรอบด้าน “การทำความสะอาดมือ”

ผศ. นพ.กำธร มาลาธรรม หัวหน้าหน่วยโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า คำว่า Hand Hygiene ในภาษาไทยเรานิยมใช้ว่า “การล้างมือ” แต่จริงๆ คำที่เหมาะกว่า คือคำว่า “การทำความสะอาดมือ” เพราะคำว่าล้างมือเราจะนึกถึงการล้างมือด้วยน้ำกับสบู่ แต่จริงๆ ในโรงพยาบาล เราล้างมือโดยใช้น้ำกับสบู่ผสมน้ำยาฆ่าเชื้อ หรือไม่ก็ใช้แอลกอฮอล์ เพราะจะกำจัดเชื้อโรคบนมือได้ แต่ถ้าเป็นการล้างมือเฉยๆ เชื้อบนมือก็หลุดไปบ้าง แต่ไม่ได้หลุดออกไปมากในระดับที่จะเกิดความปลอดภัยเต็มที่

“พอพูดถึงว่า การทำความสะอาดมือ ทุกคนก็มองว่าดีหมด แต่เราพบว่าในพฤติกรรมจริง การดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาล จะไม่ค่อยดูแลทำความสะอาดมือกันในโอกาสที่เหมาะสม ปัจจุบันจะพบว่าการทำความสะอาดมือได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม มีประมาณ 50-70% เท่านั้นเอง เพราะมันเป็นความเคยชิน เวลาเราไปจับอะไรต่ออะไร เราไม่ได้ทำความสะอาดมือก่อน แล้วพอเราไปจับคนไข้ บางทีเราก็ไม่ได้นึกว่าพวกเขาเหล่านั้นเป็นคนไข้ เพราะเห็นกันอยู่ทุกวัน เพราะฉะนั้นในบรรยากาศที่ทุกอย่างเป็นปกติประจำวันนี่ล่ะ เรามักจะมองข้ามไป” ผศ. นพ.กำธร กล่าว

สำหรับเรื่อง Hand Hygiene เราทำมานานแล้ว และได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย ได้แก่ รางวัล Asia Pacific Hand Hygiene Excellence Award รางวัล Innovation Award โดยโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเจนีวา (HUG) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตลอดจนรางวัล Asia Pacififc Society of Infection Control and Aesculap Academy Asia Pacific Society of Infection Control-APSIC เมื่อปี พ.ศ. 2560 และปีที่ผ่านมาเป็นเวลาประจวบเหมาะที่เราก็ได้รับความร่วมมือจาก GIZ และ บี.บราวน์ เข้ามาสนับสนุนการจัดอบรมให้ฟรีกับโรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งเราวางแผนจะทำ 2 เฟส เฟสแรก จัดอบรมไปเมื่อปีที่แล้วให้กับโรงพยาบาล 15 แห่งบุคลากรทั้งหมด 60 ราย มีสอนทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ เนื้อความรู้ คือของเราเป็นสิ่งที่เรามี เพราะเป็นความรู้ทางวิชาการ โดยยึดกรอบการประเมินและติดตามผลขององค์การอนามัยโลก ส่วนโรงพยาบาลที่จะไปอบรม เราก็คัดเลือกเอง เราเปิดรับสมัครก่อนและเราก็ดูโรงพยาบาลที่มีศักยภาพ คือต้องมีการทำงานด้านนี้มาแล้วระดับหนึ่งมีความรู้พื้นฐานที่เราสามารถต่อยอดให้ได้ เพื่อให้เดินไปสู่จุดที่ประสบความสำเร็จขั้นสูงสุดให้ได้ เพราะเราคาดหวังให้โรงพยาบาลในเมืองไทย ทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ และเป็นที่ยอมรับในระดับภูมิภาคได้ สำหรับปีนี้ เรากำลังเตรียมการอบรมรอบ 2 ก็จะมีจำนวนใกล้เคียงกันกับปีที่แล้ว เราจัดอบรมจำนวนไม่เยอะ เพราะอยากสอนแบบเจาะลึก เข้มข้น และให้ได้ผลจริง คือมาเรียนแล้วสามารถกลับไปทำได้เลยและสอนคนอื่นได้ สามารถยืนบนขาตนเองได้ อันนี้คือวัตถุประสงค์หลักของเรา

“สิ่งที่เน้นย้ำอีกหนึ่งเรื่องก็คือต้องให้พวกเขารู้ว่าถ้ามือไม่สะอาด จะเกิดอะไรขึ้น และเราจะต้องป้องกันอันตรายด้วยการทำให้มือเราสะอาด ข้อมูลพวกนี้จะต้องฝังลึกในตัวบุคลากรในโรงพยาบาลนะครับ นี่คือการสร้างวัฒนธรรม ให้เป็นสิ่งที่เราปฏิบัติเป็นประจำวัน โดยไม่ต้องคิด ต้องให้เป็นสัญชาตญาณว่าไปหาผู้ป่วย ต้องทำความสะอาดมือก่อน” ผศ. นพ.กำธร กล่าวเสริม

การให้น้ำเกลือ การให้ยา การให้เลือดหรือส่วนประกอบของเลือดทางเส้นเลือด ผ่านการแทงเข็ม

ใช้เข็มให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ

ดร.ภัทรารัตน์ ตันนุกิจ ประธานชมรมเครือข่ายพยาบาลผู้ให้สารน้ำทางหลอดเลือด กล่าวว่า การให้สารน้ำทางหลอดเลือด เป็นคำที่กว้างมาก คนที่ไม่ได้อยู่ในวงการแพทย์หลายคนอาจจะฟังแล้วไม่เข้าใจ ที่จริงก็คือการให้น้ำเกลือ การให้ยา การให้เลือดหรือส่วนประกอบของเลือดทางเส้นเลือด ผ่านการแทงเข็ม

เราได้จัดการอบรม Training for the Trainer ให้กับบุคลากรสาธารณสุข เรื่องการให้สารน้ำทางหลอดเลือดและการป้องกันการติดเชื้อ ในการอบรมเรามีกิจกรรมทั้งหมด 4 ฐานด้วยกัน ฐานแรก คือ การฝึกเลือกเส้นว่าควรใช้เส้นตรงไหน ฐานที่สอง คือการฝึกแทงเข็ม ฐานที่สาม ดูเรื่องสารน้ำที่จะให้ว่าต้องมีความเข้มข้นแค่ไหน และฐานสุดท้าย คือการดูแลตำแหน่งที่แทงเข็ม ว่าจะดูแลหลังแทงอย่างไร ปิดแผลให้ถูกต้องอย่างไร สำหรับการอบรมสำหรับผู้บริหารนั้น เราจะทำให้เขาเข้าใจว่า มาตรฐานมีอะไรบ้าง ต้องบริหารจัดการให้เป็น รู้วิธีกำกับดูแลให้บุคลากรของตนทำได้ตามมาตรฐาน ที่สำคัญอีกหนึ่งสิ่งก็คือต้องรู้ว่าจะสนับสนุนบุคลากรของตนเองอย่างไร ให้สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ที่ดี ได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นเข็ม หรืออุปกรณ์ต่างๆ

“ปัญหาหลักก็คือบุคลากรมีภาระหน้าที่เยอะ หน้างานต้องทำให้จบ มาตรฐานเลยมักจะมองข้ามไป ซึ่งจริงๆ แล้ว เขาต้องคิด และทำให้สมดุลควบคู่กันไป ถ้าทำไม่ดีผลก็ออกมาไม่ดี เราก็ต้องทำงานเยอะขึ้นมาตามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการอบรม เราจะพยายามเปลี่ยนความคิดเขา พยายามสอนเขาว่าหน้าที่ต้องมาพร้อมกับมาตรฐาน” ดร.ภัทรารัตน์ กล่าว

การอบรม ทีมแทงเข็ม

ทั้งนี้ ผลลัพธ์ที่น่าพอใจหลังจากการอบรม คือ บางโรงพยาบาลสามารถตั้งทีมผู้ให้สารน้ำเองได้เลย หรือที่เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ทีมแทงเข็ม การมีทีมถือเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะจะมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการแทงเข็ม ซึ่งเปรียบเสมือนคนขับรถ นำพาทุกคนไปสู่เป้าหมายความปลอดภัยได้ การสร้างคนหนึ่งคนให้เก่งมาก โรงพยาบาลจะลดภาระ และปัญหาไปได้เยอะ เพราะคนๆ นี้จะสามารถเป็นผู้ฝึกสอนให้กับบุคลากรคนอื่นๆ ได้ นั่นคือ เราต้องสร้างความเป็นผู้นำให้เขาซึ่งการอบรม เราคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในสิงหาคมปีนี้ และเราจะมีการติดตามและประเมินผล โดยให้โรงพยาบาลนำร่องที่เข้าร่วมการอบรมมานำเสนอและรายงานผล

“ท้ายที่สุดแล้ว เราเชื่อมั่นว่าโรงพยาบาลเหล่านี้จะสานต่อการเป็นผู้นำในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านมาตรฐานความปลอดภัยไปยังโรงพยาบาลอื่นๆ ทั่วประเทศ โดยเราวางแผนที่จะผลิตวิดีโอเพื่อเป็นสื่อการสอนสำหรับคนไข้ ในการดูแลตนเองหลังกลับจากโรงพยาบาลพร้อมกับการทำคู่มือสอนเรื่องข้อปฏิบัติและข้อห้ามสำหรับพยาบาลซึ่งยังไม่เคยมีในประเทศไทย และหวังว่าจะเป็นประโยชน์ได้มากในแวดวงสาธารณสุข” ดร.ภัทรารัตน์ กล่าว

ให้ยาเคมีบำบัดทางหลอดเลือดดำ

ดร.ยุวดี เกตสัมพันธ์ อดีตนายกสมาคมพยาบาลโรคมะเร็งแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ยาเคมีบำบัดอันตรายมาก มีความรุนแรงมากและสามารถเข้าได้ทุกส่วนของร่างกาย เพราะฉะนั้นต้องมีการจัดสรรพื้นที่ เตียงผู้ป่วยเฉพาะทาง เพราะนี่คือชีวิตของทั้งพยาบาลและผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยาบาลก็ต้องตระหนักการใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายให้ครบชุด ผู้บริหารต้องใส่ใจและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และคอยกระตุ้นเตือนบุคลากรอีกทางหนึ่ง

“การอบรมเรื่องการให้ยาเคมีบำบัด เราจะมีบรรยายเชิงทฤษฎีและให้ดูวิดีโอการใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล หรือเรียกสั้นๆ ว่า PPE ที่ถูกต้องและครบชุด เบื้องต้นเราจะมี PPE แจกให้ครบชุดสำหรับผู้เข้าอบรมด้วย เพื่อให้เขาได้ฝึกฝนจริงและให้เขามั่นใจว่าป้องกันได้ และป้องกันได้อย่างไร หน้ากากต้องใส่ ถุงมือต้องมี 2 ชั้น นอกจากนี้ในทางปฏิบัติเราจะมีการจำลองเหตุการณ์จริงขณะทำงาน การฝึกคำนวณปริมาณยา ซึ่งสำคัญมาก เพราะยาเคมีบำบัดเป็นยาอันตรายมาก คำนวณผิด เสร็จเลย” ดร.ยุวดี กล่าว

ทั้งนี้สมาคมพยาบาลโรคมะเร็งแห่งประเทศไทย ได้จัดหลักสูตรการอบรมขึ้นมาเป็นครั้งแรก และจนถึงปัจจุบันได้จัดอบรมมาแล้ว 6 แห่ง การอบรมครั้งสุดท้ายเพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังจากนี้ทุกโรงพยาบาลที่เข้ารับการอบรมต้องทำรายงานส่ง เพื่อเราจะได้ประเมินว่าการอบรมเกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพเป็นอย่างไร กระบวนการทำงานเขาปลอดภัยขึ้นไหม เกิดการเปลี่ยนแปลงแค่ไหน ในแง่ความเชี่ยวชาญ ทักษะ และความตระหนักที่เกี่ยวกับความปลอดภัยกับตัวบุคลากรเอง เพื่อนำมา
วิเคราะห์อีกทีในบริบทของประเทศไทย และมองถึงในอนาคตว่าเราต้องพัฒนาอะไรอีก เพื่อให้ไปไกลกว่าเดิมและเทียบเท่ามาตรฐานระดับนานาชาติได้

“หลังจากการประเมินเสร็จ เราจะรวบรวมรายงานเหล่านี้ และทำเป็นคู่มือออนไลน์ เพื่อให้ทุกโรงพยาบาลสามารถเข้าถึงได้ และนำไปเรียนรู้ ไปใช้ต่อ เพื่อสร้างมาตรฐานในโรงพยาบาลและเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น” ดร.ยุวดี กล่าว

การจัดระบบ-วางแผนนโยบายโดยผู้บริหารระดับสูง

พญ.ปิยวรรณ ลิ้มปัญญาเลิศ รองผู้อำนวยการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ. เน้นย้ำว่า สรพ. ได้รับความร่วมมือและะได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมนี ภายใต้การดำเนินงานของ GIZ และภาคเอกชนอย่างบี.บราวน์ มาดำเนินโครงการนอกเหนือจากการจัดอบรมทั้ง 3 สาขาใหญ่แล้ว ยังสนับสนุนการจัดวางระบบและนโยบายของผู้บริหารระดับสูงของโรงพยาบาลนำร่องทั้ง 16 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ โรงพยาบาลพระปกเกล้า โรงพยาบาลพระจอมเกล้า โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ โรงพยาบาลชัยภูมิ โรงพยาบาลชลบุรี โรงพยาบาลระยอง โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร โรงพยาบาลนครพิงค์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และโรงพยาบาลวชิรพยาบาล

“การคัดเลือกโรงพยาบาลนำร่อง เราจะเลือกโรงพยาบาลที่มีขนาดใหญ่ที่จะสามารถสร้างระบบและมาตรฐานความปลอดภัยให้กระจายออกไปทั่วภูมิภาคได้ เพราะในอนาคตโรงพยาบาลเหล่านี้จะต้องเป็นโรงพยาบาลต้นแบบที่สามารถเผยแพร่ความรู้ไปสู่โรงพยาบาลย่อยๆ ในพื้นที่ได้ในอนาคต” พญ.ปิยวรรณ กล่าว

จะบรรลุ 2P Safety ได้ ผู้ป่วยต้องปลอดภัยบุคลากรสาธารณสุขทำงานด้วยความปลอดภัย

สำหรับโครงการจะทำการอบรมบุคลากรใน 3 สาขาเป็นระยะเวลา 1 ปี ไปพร้อมๆ กับการผลักดันผู้บริหารระดับกลางและระดับสูงของแต่ละโรงพยาบาลให้สร้างนโยบายความปลอดภัยและวางระบบบริหารความเสี่ยงในโรงพยาบาลเพราะกลุ่มของผู้บริหารถือเป็นแกนหลักสำคัญในการสร้างสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมความปลอดภัยแก่โรงพยาบาลได้ ดังนั้นสิ่งที่เราเน้นก็คือผู้บริหารจะต้องเลือกประเด็นความปลอดภัยในโรงพยาบาลให้สอดคล้องกับบริบทของโรงพยาบาลของตนเสียก่อน โดยอิงคู่มือและกฎตามกรอบ 2P Safety ของคณะกรรมการแห่งชาติ ซึ่งมีหลายประเด็น เช่น ความมั่นคงของข้อมูลสารสนเทศ ข้อมูลเวชระเบียน ประวัติเจ็บป่วยของคนไข้และบุคลากรทางสาธารณสุข ป้องกันได้ดีแค่ไหน มาตรการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของคนไข้และบุคลากรทางสาธารณสุข เป็นต้น

“เมื่อเลือกประเด็นได้แล้ว ก็จะต้องนำประเด็นนั้นมาวางแผนวางระบบ คิดเป้าหมาย และร่างเป็นนโยบายความปลอดภัย ว่าควรจะมีนโยบายสนับสนุนความปลอดภัยอย่างไร มีแนวทางปฏิบัติอย่างไร มีระบบบริหารความเสี่ยงอย่างไร ทั้งหมดนี้คือการมองภาพใหญ่มากขึ้น นอกเหนือจากการได้องค์ความรู้จากการอบรมต่างๆ ไปแล้ว นั่นคือเรื่องของการวางระบบให้เกิดขึ้น แผนและนโยบายต่างๆ ที่ถูกร่างจะถูกนำมาเสนอให้ สรพ. ภายในตุลาคมปีนี้” แพทย์หญิงปิยวรรณ กล่าว

เป้าหมายสูงสุดคือ การบรรลุ 2P Safety ซึ่งหมายถึงว่า โรงพยาบาลจะเดินได้ ต้องมีผู้ป่วย ผู้ป่วยต้องปลอดภัย ผู้ป่วยจะปลอดภัยได้ ก็ต้องมีบุคลากรทางสาธารณสุขที่ทำงานด้วยความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ถ้ามี 2 องค์ประกอบนี้ที่เข้มแข็ง โรงพยาบาลจะเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพ ผู้นำจะดูแลผู้ป่วยให้ดีอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูแลบุคลากรทางสาธารณสุขให้ดีด้วย