ฟัลครัม เวนเจอร์ส ปิดยอดขาย “โครงการพานารา เทพารักษ์” เฟสแรก 275 ล้านบาท รุกแคมเปญ “Panara Savings Carnival” ดันยอดขายเฟส 2 วันที่ 10-11 ต.ค. นี้


โครงการพานารา เทพารักษ์

บริษัท ฟัลครัม เวนเจอร์ส จำกัด โดยการร่วมทุน Greenfield Advisory กลุ่มทุนรายใหญ่จากสิงคโปร์ที่มีประสบการณ์ลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั่วทุกทวีป เผยปิดยอดขายเฟสแรก “โครงการพานารา เทพารักษ์” 44 ยูนิต ด้วยยอดขาย 275 ล้านบาท แม้จะล่าช้ากว่ากำหนดจากเหตุ COVID-19 พร้อมรุกเปิดขายโครงการในเฟส 2 ด้วยแคมเปญ “Panara Savings Carnival” ระหว่างวันที่ 10-11ตุลาคม พ.ศ.2563 ที่ Sales Gallery เทพารักษ์ สมุทรปราการ มอบส่วนลดเงินสดเริ่มต้นตั้งแต่ 400,000 -1,500,000 บาทแก่ลูกค้าที่จองในงาน

สมศักดิ์ ศรีคุรุวาฬ

สมศักดิ์ ศรีคุรุวาฬ ผู้อำนวยการ บริษัท ฟัลครัม เวนเจอร์ส จำกัด ผู้ดำเนินโครงการพานารา เทพารักษ์ กล่าวว่า ภายหลังการเปิดตัวโครงการพานารา เทพารักษ์ ซึ่งมีทำเลติดถนนใหญ่บนที่ดิน 30 ไร่ติดถนนเทพารักษ์ ตำบลบางปลา อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยว บ้าน 2 ชั้น และ 3 ชั้น ขนาดที่ดิน 50-60 ตารางเมตร พื้นที่ใช้สอย 182-367 ตารางวา มีทั้งหมด 129 หลัง โดยแบ่งเป็น 3 เฟส มูลค่าโครงการประมาณ 1,250 ล้านบาท เมื่อประมาณช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2562 ในขณะนั้นโครงการบ้านเดี่ยวของพารานา เทพารักษ์ได้รับความสนใจจากลูกค้าจำนวนมาก แต่เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ COVID-19 ช่วงไตรมาสแรกของปี พ.ศ.2563 ทำให้ยอดขายที่ตั้งเป้าว่าจะปิดโครงการเฟสแรกได้ประมาณกลางปีแต่ไม่สามารถปิดโครงการเฟสแรกได้ โครงการฯ จึงได้ปรับกลยุทธ์การตลาดเพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์เช่นเดียวกับทุกธุรกิจ ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จเป็นที่พอใจ สามารถปิดการขายโครงการในเฟส 1 ได้เมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 3 ของปี พ.ศ.2563 จำนวน 44 ยูนิต ด้วยยอดขายมูลค่า 275 ล้านบาท

โครงการพานารา เทพารักษ์

พร้อมกันนี้ บริษัทฯ จะดำเนินการก่อสร้างเฟสที่ 2 อย่างต่อเนื่อง โดยจะจัดแคมเปญ Panara Savings Carnival วันที่ 10-11 ตุลาคมนี้ ที่ Sales Gallery พารานา เทพารักษ์ จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีแพกเกจส่วนลดเงินตั้งแต่ 400,000-1,500,000 บาท ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถปิดการขายเฟส2 ได้ในไตรมาส 1 ของปี พ.ศ.2564

โครงการพานารา เทพารักษ์

สำหรับแบบบ้านในโครงการมีทั้งหมด 3 แบบราคาเริ่มต้นประมาณ 7 ล้านบาท ประกอบด้วย แบบที่ 1. Pride ขนาด 50.6 ตารางวา มี 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำและห้องรับแขก 1 ห้อง มีจอดรถ 2 คัน สำหรับครอบครัวเริ่มต้นมีบ้าน แบบที่ 2. Precious บ้านขนาดกลาง 60 ตารางวา มี 5 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 1 ห้อง และห้องอเนกประสงค์ 1 ห้อง มีที่สำหรับจอดรถได้ 2 คัน รองรับการขยายขนาดครอบครัว และแบบที่ 3. Prestige ขนาดใหญ่สุดมี 5 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 1 ห้องแม่บ้านพร้อมห้องน้ำในตัว ห้องรับแขก 1 ห้องและมีที่สำหรับจอดรถ 3 คัน ขนาด 52.5 ตารางวา มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 367 ตารางวา พร้อมลิฟต์โดยสาร 1 ตัว และห้องแม่บ้าน ราคา 7-19 ล้านบาท แบบบ้านทั้งหมดจะมีเพดานสูง 2.80 เมตร ซึ่งทุก ๆแบบบ้านจะนำเทคโนโลยีเข้ามาเชื่อมต่อภายในบ้านด้วย Internet of Things (IoT) ให้การใช้ชีวิตมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น พร้อมมีเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยดูแลลูกบ้านด้วย แอปพลิเคชันเชื่อมต่อสัญญาณ Emergency บ้านทุกหลังกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโครงการและที่สำคัญมีจุด EV-Charger สำหรับรองรับการใช้รถไฟฟ้าของลูกบ้านในอนาคตอีกด้วย

โครงการพานารา เทพารักษ์

แผนธุรกิจหลังสถานการณ์ COVID-19

สมศักดิ์ กล่าวว่า โครงการบ้านเดี่ยวทำเลบางนา เทพารักษ์ สมุทรปราการยังมีโอกาสที่จะเติบโตมากขึ้นภายหลังจากสถานการณ์ COVID-19 เนื่องจากเป็นพื้นที่มุ่งสู่ เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) และไม่มีน้ำท่วมเหมือนเช่นหลายๆโครงการในย่านใจกลางเมือง อีกทั้งลูกค้ายังเป็นกลุ่มรุ่นใหม่ผสมผสานกับลูกค้าดั้งเดิมของบริษัทฯ ที่มาจากการเข้าใช้บริการโรงแรมในเครือบริษัท เช่น โรงแรมแกรนด์ สวิส สุขุมวิท 11 และโรงแรมแอสพีร่า รีสอร์ต เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี

“แม้ว่าในขณะนี้จะยังปิดให้บริการจากสถานการณ์ COVID-19 แต่มั่นใจว่าภายหลังจากรัฐบาลไทยเปิดรับนักท่องเที่ยวเข้ามาและกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องภาคอสังหาริมทรัพย์จะได้รับอานิสงส์และค่อยๆฟื้นตัวตามเช่นกัน โดยเฉพาะโครงการของบริษัทฯที่เหลืออีก 2 โครงการ ซึ่งจะเลื่อนเปิดโครงการในช่วงปี พ.ศ.2564 ได้แก่ โครงการ “พานารา ลาดกระบัง” ทำเลบางนา ตราด กม.13 ตั้งอยู่บนพื้นที่ 65 ไร่ พัฒนาในรูปแบบของบ้านเดี่ยว ขนาด 50-130 ตารางวา แบ่งการพัฒนาเป็น 5 เฟส ราคา 7-14 ล้านบาทจำนวน 279 ยูนิต มูลค่าโครงการประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยจะเปิดตัวในไตรมาส1 ของปี พ.ศ.2564 และโครงการ

“อาโณณา บางบ่อ” ย่านบางบ่อจังหวัดสมุทรปราการ บนพื้นที่ 110 ไร่ ซึ่งแบ่งการพัฒนออกเป็น 7 เฟส ประกอบด้วยบ้านแฝด ขนาด 35 ตารางวาขึ้นไป ราคาเริ่มต้น 1.99  ล้านบาท และทาวน์เฮาส์ ขนาด 18 ตารางวาขึ้นไป ราคาเริ่มต้นที่ 2.99 ล้านบาท รวม 880 ยูนิต รวมมูลค่าโครงการประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าโดยจะเปิดตัวในไตรมาส 4 ของปี พ.ศ.2564 สำหรับรายได้ของบริษัทฯ ในปี พ.ศ.2563 คาดว่าจะลดลงประมาณ30 ล้านบาท จากการได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 ซึ่งในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของปีนี้จะพยายามกระตุ้นทำการตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อเข้าถึงลูกค้าในประเทศและลูกค้าจากต่างประเทศที่สิงคโปร์และในเครือให้มากยิ่งขึ้น

มิฮาย โอลเทียลนู

กรีนฟิลด์ แอดไวซอรี่ จากสิงคโปร์คาดอสังหาริมทรัพย์ไทยฟื้นตัวปลายปีนี้

มิฮาย โอลเทียลนู หัวหน้าฝ่ายขายและพัฒนาธุรกิจ กรีนฟิลด์ แอดไวซอรี่ กลุ่มผู้ร่วมทุนจากสิงคโปร์ กล่าวถึงสถานการณ์พัฒนาที่อยู่อาศัยในไทยว่ายังมีโอกาสและกำลังซื้อจากลูกค้าอีกมาก เพราะเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ยังมีความต้องการ แม้ที่ผ่านมาจะพบกับสถานการณ์ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบอย่างหนัก แต่อยากให้มองวิกฤตเป็นโอกาสในการที่จะหาทางฟื้นฟูธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยจากนี้ เพราะประเทศไทยรับมือ COVID-19 ได้ดี โดยนับจากนี้มองว่าทุกภาคธุรกิจไม่ใช่แค่อสังหาริมทรัพย์จะกลับฟื้นตัวได้ในช่วงปลายปี พ.ศ.2563