เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทยูวีอุตสาหกรรมก้าวล้ำไปอีกขั้น ตอบโจทย์ความต้องการพิมพ์บัตรประจำตัวปริมาณมาก แถมปลอดภัย


Hary Kartono, ASEAN Director of Secure Issuance for Asia Pacific บริษัท HID Global
Hary Kartono, ASEAN Director of Secure Issuance for Asia Pacific บริษัท HID Global

บรรดาผู้ติดตั้งและพัฒนาระบบในอุตสาหกรรมเครื่องพิมพ์บัตร ต่างเห็นพ้องว่าต้องการใช้โซลูชันการยืนยันตัวตน ที่ปลอดภัยและมีศักยภาพในระดับอุตสาหกรรม เพื่อใช้ในหน่วยงานภาครัฐ การเงิน การบริการ และการใช้งานอื่น ๆ  มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งได้ผลักดันให้เกิดโซลูชันการพิมพ์บัตรทางการเงินส่วนบุคคลและบัตรยืนยันตัวตนแบบใหม่ๆ คือเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทยูวีอุตสาหกรรม ที่มีความละเอียดสูง รวดเร็ว และประหยัดกว่าการพิมพ์ลงบัตรโดยตรง (DTC หรือ Direct-to-Card) และการพิมพ์ผ่านฟิล์ม (Retransfer) โดยทั่วไป ทั้งยังมีโครงสร้างระบบโมดูลาร์ที่มาพร้อมข้อได้เปรียบมากมายเหนือเครื่องพิมพ์ขนาดใหญ่ตามมาตรฐานทั่วไป

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี

ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนให้เกิดผลิตภัณฑ์ประเภทใหม่นี้คือ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีหัวพิมพ์ หมึกพิมพ์เคมี เทคนิคการพิมพ์ด้วยหมึกระบบแสงยูวี ซึ่งทำให้สามารถพิมพ์บัตรทางการเงินและบัตรประจำตัวโดยได้ภาพที่สมบูรณ์ มีคุณภาพ ทั้งการพิมพ์แบบด้านเดียวหรือทั้งสองด้าน บนบัตรพลาสติกโพลีไวนิลคลอไรด์ (PVC) ที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไป

ขณะเดียวกัน   ด้านการพิมพ์ก็มีคุณภาพสูงขึ้นกว่าเทคโนโลยีดั้งเดิมที่มีฐานเป็นหมึกริบบอน โดยผ่านการพ่นหยดหมึกพิมพ์ขนาดเล็กนับพันด้วยขนาดและการจัดวางที่เหมาะสม และอบหมึกด้วยแสงยูวีที่มีความเข้มต่อได้ทันที การพิมพ์ด้วยความเร็วสูงถึง 1,200 จุดต่อนิ้ว (DPI) นั้น จะทำให้ตัวอักษรและภาพบนบัตรแห้งเกือบจะทันที การพิมพ์ดังกล่าว ประกอบไปด้วยการพิมพ์สีที่ครอบคลุมเต็มรูปแบบ การพิมพ์ตัวอักษร และกราฟิกสีเดียวผ่านช่องหมึกที่ปรับแต่งได้หลายช่องทาง รวมทั้งสีปรับแต่ง ฟลูออเรสเซนต์ และสัมผัสสี และหลังจากที่ใช้งานหยดหมึกสีเรียบร้อย ผู้ใช้ยังสามารถซับหมึกเหนือรูปภาพและตัวอักษรอีกชั้น เพื่อปรับปรุงความทนทานได้อีกด้วย

นอกจากจะช่วยปรับปรุงคุณภาพการพิมพ์แล้ว เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทยูวีอุตสาหกรรมยังคุ้มค่ากับการลงทุน เมื่อเทียบกับเครื่องพิมพ์ที่พิมพ์ลงบัตรโดยตรงและพิมพ์ผ่านฟิล์มที่ใช้หมึกริบบอนทั้งชุด ในการออกแบบบัตรแต่ละรูปแบบ และยังไม่สิ้นเปลืองเพราะใช้เพียงหมึกที่จำเป็นเท่านั้น ทำให้เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทแบบ Drop-on-Demand (DOD) สามารถช่วยลดต้นทุนการพิมพ์บัตรได้มากถึง 80% ต่อใบ

เครื่องพิมพ์แบบอิงค์เจ็ทยูวียังเหมาะสำหรับที่ผู้ติดตั้งและพัฒนาระบบจะเสนอเป็นทางเลือกให้แก่ลูกค้า เพื่อทดแทนการใช้เครื่องพิมพ์บัตรขนาดใหญ่ เพราะสามารถใช้งาน อัพเกรด และดูแลรักษาได้ง่ายกว่าเครื่องขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อน อีกทั้งการใช้งานแบบโมดูลยังสร้างแนวทางใหม่ๆ ในการให้บริการลูกค้า ทั้งในช่วงเริ่มต้นและเมื่อความต้องการใช้งานปรับเปลี่ยนไป

แนวทางใหม่ในการใช้งานและพัฒนา

สำหรับผู้ติดตั้งและพัฒนาระบบแล้ว การพิมพ์บัตรได้ในปริมาณมากนับเป็นการเพิ่มมูลค่า  ทำให้ลูกค้าซึ่งเป็นผู้ใช้งานสามารถใช้เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทยูวีที่ใช้ได้ผ่านหลายเดสก์ท็อป ทดแทนเครื่องพิมพ์ขนาดใหญ่ได้ ทำให้บริหารความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น  ในกรณีที่ต้องซ่อมแซมเครื่องพิมพ์ตัวใดตัวหนึ่ง การพิมพ์ก็ยังสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่ขัดข้อง

โครงสร้างระบบแบบโมดูลาร์ยังมีข้อดีเรื่องระบบการพิมพ์และการยิงเลเซอร์ที่สามารถสั่งซื้อได้พร้อมกัน หรือแยกส่วนได้ ในส่วนของลูกค้าเอง ก็สามารถเริ่มใช้งานจากระบบยิงเลเซอร์สำหรับการพิมพ์บัตรที่ทนทาน และป้องกันการทำลายงัดแงะ เพื่อป้องกันการปลอมแปลงและปรับเปลี่ยน หลังจากนั้น สามารถเพิ่มโมดูลหมึกยูวีสีเข้าไปทำให้เกิดการพิมพ์บัตรรูปแบบใหม่ที่หลากหลายและเฉพาะตัว รวมทั้งเพิ่มเติมโมดูลเสริมได้ตามความต้องการ เช่น ช่องพักบัตรทางเข้าและทางออกสำหรับการขยายการผลิต โมดูลการเข้ารหัสที่ทำให้มีตัวเลือกในการพิมพ์เพื่อการใช้งานที่หลากหลาย เช่น ระบบควบคุมการเข้าออกทางกายภาพ การใช้เครื่องจำหน่ายสินค้าแบบไร้เงินสด และการตรวจสอบเวลาการทำงาน ด้วยกระบวนการครั้งเดียว ที่ช่วยประหยัดเงินและเวลา และอีกหนึ่งโมดูลทางเลือก คือระบบกล้องจับภาพที่ช่วยยืนยันความถูกต้องของการจัดวางข้อมูลรูปภาพ การลงทะเบียนข้อมูลของพื้นผิวบัตรก่อนการพิมพ์ และการผลิตภาพที่แม่นยำ ในระดับที่ตัวอักษรขนาดเล็กที่ฝังอยู่จะอ่านได้โดยใช้แว่นขยายเท่านั้น

ปัจจุบัน เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทยูวีสำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมรุ่นใหม่ได้เข้ามาเติมเต็มช่องว่างระหว่างเครื่องพิมพ์ขนาดใหญ่ที่ซับซ้อน และเครื่องพิมพ์ขนาดเล็กแบบตั้งโต๊ะ ด้วยจุดเด่นที่เหนือกว่าเครื่องพิมพ์ทั้งสองแบบ ทั้งยังใช้งานง่ายเหมือนการพิมพ์โดยตรงและการพิมพ์ผ่านฟิล์ม แต่สามารถลดค่าใช้จ่ายในการซื้อหมึกริบบอนที่มีมูลค่าสูง

นอกจากนี้ ยังมีต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของต่ำกว่า นับเป็นการสร้างโอกาสในการใช้งานแบบใหม่ๆ รวมทั้งพัฒนาและขยายผลเมื่อธุรกิจจะต้องเติบโตขึ้นต่อไปในอนาคต