หอการค้าไทย-จีน เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของไทยไตรมาส 2 คาดปี’64 GDP โต 1.5-2.5% จากเศรษฐกิจจีนฟื้นตัว – ไทยเริ่มฉีดวัคซีน COVID-19


หอการค้าไทยจีน เผยผลสำรวจดัชนีความดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไตรมาสที่ 2 ของปี พ.ศ. 2564 คาดว่า GDPทั้งปีจะเติบโตประมาณ 1.5-2.5% จากอานิสงส์เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องและรัฐบาลไทยเริ่มฉีดวัคซีน COVID-19 ให้ประชาชนในประเทศ

ณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการ หอการค้าไทย-จีน กล่าวว่า หอการค้าไทย-จีน ร่วมกับเครือข่ายสมาพันธ์หอการค้าไทย-จีน และสมาคมธุรกิจต่าง ๆ กว่า 60 และคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ทำการสำรวจความเห็นผ่านการประมวลข้อมูลผ่าน Google Survey From ซึ่งแบ่งสอบถามออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่
1.ความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจไทย-จีน
2.ตัวชี้วัดภาวะเศรษฐกิจ 3.ตัวชี้วัดปัจจัยเกื้อหนุน และ4.ประเด็นเฉพาะกิจหรือเหตุการณ์จากกลุ่มตัวอย่าง 409 คน ในระหว่างวันที่ 18 – 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2564 พบว่า 60.4% ยังคงมีความมั่นใจต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ การค้า อีกทั้งการลงทุนจีนในไตรมาสที่ 2 ของปี พ.ศ.2564 จะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว แม้จะประสบปัญหาจากการระบาด COVID-19 ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ.2563 ก็ตาม

ทั้งนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้คาดการณ์เศรษฐกิจจีนในปี พ.ศ.2564 จะโตมากกว่า 8.1% ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทยจากการส่งออกและนำเข้าระหว่างไทยจีนที่จะฟื้นตัวมากขึ้น ทำให้ผลการสำรวจดัชนีเชื่อมั่นในไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ของปีนี้พบว่าแนวโน้มการขยายตัวทางการค้าไทยและจีนอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนโดยเดือนมกราคม 2564 การค้าไทย-จีนมีมูลค่า 7,579 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 6.11% โดยไทยส่งออกไปจีนมูลค่า 2,314 ล้านเหรียญสหรัฐ

สำหรับการคาดการณ์ของ GDP ของไทยในปี พ.ศ.2564 คาดว่าทั้งปีจะเติบโตได้ประมาณ 1.5-2.5% จากอานิสงส์เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวและรัฐบาลไทยมีการนำเข้าฉีดวัคซีน COVID-19 มาฉีดให้ประชาชนในประเทศ  สำหรับธุรกิจรายสาขา ที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ของปีนี้นั้น จากการสำรวจ พบว่า ธุรกิจที่คาดว่าจะยังเติบโตได้ต่อเนื่อง ได้แก่ ธุรกิจออนไลน์, ธุรกิจพืชผลการเกษตร, ธุรกิจโลจิสติกส์, ธุรกิจบริการสุขภาพ และธุรกิจเกษตรแปรรูป ส่วนธุรกิจที่ได้รับผลกระทบและยังมีความเสี่ยงอยู่ เช่น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง ที่ยังไม่ฟื้นตัวต้องให้ภาครัฐที่กำกับดูแลเร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ทั้งเรื่องการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ การกระตุ้นการท่องเที่ยวต่างประเทศให้สำหรับนักท่องเที่ยวที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม โดย 82.4% ของผู้ตอบคำถามเห็นด้วยว่าการฉีดวัคซีนจะมีส่วนฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย และ 52.8% เห็นด้วยว่าหากต่างชาติได้รับการฉีดวัคซีนแล้วสามารถเดินทางมายังประเทศไทยได้ โดยไม่ต้องมีการกักตัว 14 วัน ทั้งนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยได้โดยเร็วอย่างน้อยช่วงเดือนเมษายนนี้ โดยขอให้ภาครัฐเร่งรัดการประกาศนโยบายออกมาให้ชัดเจนเพื่อผู้ประกอบการภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องทั้งหลายจะได้มีเวลาเตรียมตัวและนักท่องเที่ยวต่างชาติดังกล่าวจะได้มีเวลาวางแผนการท่องเที่ยวล่วงหน้า

ส่วนภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างควรหามาตรการทางการคลังกรณีพิเศษให้เงินอุดหนุนช่วยเหลือหรือหาช่องทางยืดระยะการผ่อนชำระหนี้ที่ติดค้างไว้กับธนาคารต่าง ๆ
ขณะเดียวกันรัฐบาลควรเร่งการฉีดวัคซีนให้กับคนไทยในทุก ๆภาคส่วนโดยเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคการท่องเที่ยว เช่น จังหวัดภูเก็ต, เชียงใหม่, ชลบุรี, กรุงเทพมหานครและอื่นๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศไทยในการรับมือกับสถานการณ์ COVID-19 ที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ปัจจัยทางด้านการเมืองที่มีการประท้วงก็มีผลต่อความเชื่อมั่น ซึ่งรัฐบาลควรเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้มีการเจรจาพูดคุย ลดการเผชิญหาและชุมชนโดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจและสถานที่สำคัญในกรุงเทพมหานคร เพราะเมื่อความเชื่อมั่นเกิด นักลงทุนจากทั้งในประเทศและต่างประเทศจะกลับเข้ามาทำการค้าการลงทุนอีกครั้ง ส่วนจะเป็นการดำเนินธุรกิจการลงทุนการค้าแบบปกติก่อนที่เกิดสถานการณ์ COVID-19 คาดว่าในช่วงประมาณปี พ.ศ.2565 น่าจะมีความชัดเจนว่าทิศทางจะเป็นเช่นใดบ้าง ทั้งนี้ต้องรอให้สถานการณ์ทั่วโลกปลอดเชื้อ COVID-19 อย่างแท้จริงด้วย

ชโยดม สรรพศรี อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะที่ปรึกษาโครงการจัดทำดัชนีหอการค้าไทย-จีน กล่าวว่า จากผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย-จีนไตรมาส 2 ของปีพ.ศ.2564 คาดว่าไตรมาสที่ 3 จะเติบโตได้มากกว่า 2.5% ภายหลังจากการฉีดวัคซีนในประเทศอย่างต่อเนื่องและการที่รัฐบาลเร่งนำนโยบาย กระตุ้นเศรษฐกิจโดยกระจายเงินลงทุนมากขึ้น ส่วนผลสำรวจการส่งออกกว่า 54.3% คาดว่าจะปริมาณสินค้าจากไทยไปจีนจะเพิ่มขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจของจีนที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง และ 51.3% คาดว่าการนำเข้าของไทยจากจีนเริ่มเห็นทิศทางการฟื้นตัว ขณะที่การลงทุนในไทยจากผลสำรวจ 81%ให้ความเห็นว่าแนวโน้มการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนจีนมีทิศทางที่จะเพิ่มขึ้น ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่จะเข้าประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการประเมินของกระทรวงการท่องเที่ยงและกีฬาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่จำนวนนักท่องเที่ยวก็ยังไม่มากเท่ากับช่วงก่อนหน้าสถานการณ์ COVID-19 ซึ่งจะต้องรอการเปิดประเทศ โดยคาดว่าไตรมาสที่ 3 จะเปิดประเทศได้ในรูปแบบของนโยบายในการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วท่องเที่ยวในจังหวัดนั้นๆได้กี่คนกี่วัน รวมถึงประสิทธิภาพของวัคซีนที่ไทยนำเข้ามาฉีดให้คนในประเทศ จะส่งผลดีมากน้อยแค่ไหน ที่สำคัญคือ การเฝ้าระวังไม่ให้เกิดสถานการณ์ COVID-19 ในระลอกที่ 3 เข้ามาอีก ซึ่งจะต้องมีการประเมินและติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดนับจากนี้อย่างน้อย 2-3 ปี