“วัน ออริจิ้น” ชูโมเดลธุรกิจ Open Platform หาพันธมิตรร่วมทุน รับ Digital Disruption เตรียมเปิดโรงแรม-ออฟฟิศ-รีเทลกว่า 11 โครงการ มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท


“วัน ออริจิ้น” ชูโมเดลธุรกิจ Open Platform หาพันธมิตรร่วมทุน รับ Digital Disruption เตรียมเปิดโรงแรม-ออฟฟิศ-รีเทลกว่า 11 โครงการ มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท

“วัน ออริจิ้น” ในเครือ “ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้” วางแผนระยะยาว 5 ปี มุ่งสร้างรายได้ประจำให้กับทางกลุ่มฯ ด้วยการลงทุนรวมมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท (ประมาณการมูลค่าสินทรัพย์รวม) เพื่อพัฒนาโรงแรม-ออฟฟิศ-รีเทล ในหลากหลายทำเลศักยภาพ โรงแรม รวมกว่า 3,420 ห้อง พื้นที่ออฟฟิศและพื้นที่ค้าปลีกรวมกว่า 16,000 ตร.ม. ทั้งในกรุงเทพฯ และโซนเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ภายในปีพ.ศ.2566 พร้อมปรับแนวคิดธุรกิจใหม่ ด้วยโมเดล “Open Platform : เติบโตไปด้วยกัน” รับกระแส Digital Disruption เปิดให้พันธมิตรหลายรายสนใจเข้าร่วมลงทุนร่วมกัน คาดว่าจะสามารถสร้างกำไรให้กับกลุ่มบริษัทฯ 500 ล้านบาทต่อปี ภายในปีพ.ศ.2568

กมลวรรณ วิปุลากร

กมลวรรณ วิปุลากร ประธานกรรมการ บริษัท วัน ออริจิ้น จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ในเครือบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า วิสัยทัศน์ของบริษัทฯ คือ การดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ตอบโจทย์ธุรกิจโรงแรม ท่องเที่ยว และอาคารสำนักงาน โดยมั่นใจในแผนธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ภายใต้แนวคิด “เรามองไกล เข้าใจธุรกิจ” ทั้งนี้บริษัทฯ มองเห็นปัจจัยบวกที่จะส่งผลดีต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ระยะยาวหลายปัจจัย อาทิ การผลักดันนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของรัฐบาล, การมอบสิทธิประโยชน์ดึงดูดต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย ตลอดจนต้นทุนการพัฒนาโครงการที่ต่ำลงในช่วงเศรษฐกิจปรับฐาน วัน ออริจิ้น ในฐานะบริษัทฯ ที่มุ่งมั่นเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ อาทิ โรงแรม อาคารสำนักงาน พื้นที่ค้าปลีก จึงมองเห็นเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุน โดยวางแผนการพัฒนาโครงการเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว 5 ปี และแผนการดำเนินงานนี้มาพร้อมกับแนวคิดธุรกิจใหม่ คือ โมเดล “Open Platform : เติบโตไปด้วยกัน” ซึ่งบริษัทฯ สามารถโตไปพร้อมกับพันธมิตร ที่จะมาช่วยสร้างการเติบโตของธุรกิจ และเสริมกำลังการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ โดยเติมเต็มโนฮาวด์ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้ก้าวไปได้เร็ว และสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น และยังเป็นโมเดลแบบ Win-Win Situation ที่ทำให้บริษัทฯได้คู่คิดมาช่วยกันพัฒนาและสร้างสรรค์แต่ละโครงการให้มีเอกลักษณ์ มีสไตล์ มีสินค้าและบริการที่หลากหลาย

โดยพันธมิตรของกลุ่มบริษัทฯ จะมีรูปแบบที่หลากหลาย ได้แก่ 1.การลงทุนในลักษณะพันธมิตรร่วมทุน (JV Partner) 2.การเข้ามาเป็นผู้บริหารจัดการโรงแรมในเครือ (Hotel Operator) 3.การเข้ามาเป็นผู้เช่าพื้นที่ (Tenant) 4. ผู้บริหารพื้นที่เช่า (Property Leasing and Management) 5.เจ้าของที่ดิน (Land Owner) ที่มีที่ดินพร้อมร่วมลงทุนพัฒนากับวัน ออริจิ้น ซึ่งโมเดลนี้ บริษัทเปิดกว้างสำหรับบริษัทอื่น ๆ ทั้งไทยและต่างประเทศ

“ขณะนี้ ทุกธุรกิจและทุกอุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังเริ่มปรับตัวให้สอดคล้องกับยุค Digital Disruption เราเริ่มเห็นหลายบริษัทระดับโลกในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ปรับตัวในหลากหลายรูปแบบ เช่น การสร้างความร่วมมือกับบริษัทอื่น ๆ หรือ Synergy ทั้งในประเภทธุรกิจเดียวและต่างประเภทธุรกิจกัน เพื่อให้สามารถพัฒนาโครงการที่พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแห่งอนาคต เราจะนำโมเดล Open Platform ซึ่งเป็นโมเดลที่เปิดกว้างเรื่อง Synergy สอดคล้องกับการปรับตัวของภาคธุรกิจทั่วโลก มาผสมผสานกับวิสัยทัศน์ของเราที่มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มธุรกิจ ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโต เพื่อให้บริษัทฯ เติบโตและก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง” กมลวรรณ กล่าว

แม้ว่าประเทศไทยจะเผชิญหน้ากับความท้าทาย ทั้งค่าเงินบาทแข็ง ล่าสุดการระบาดของไวรัสโคโรน่า ซึ่งเชื่อว่ามีผลกระทบระยะสั้น ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตขึ้น จะฟื้นตัวเร็วมาก เนื่องจากลูกค้าที่เข้ามาทำธุรกิจในไทย มีความเข้าใจ เนื่องจากประเทศไทยมีระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ทุกอย่างที่สนับสนุนทั้งการเดินทางท่องเที่ยวและการประกอบธุรกิจ โรงแรม Facility ดี มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญมากมาย และอาหารอร่อย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ นับเป็นเมืองที่มีศักยภาพที่สุดของไทย ทั้งนี้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยว15 ล้านคน ปลายปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยว 39 ล้านคน คิดเป็น 65% ที่เดินทางซ้ำ แสดงให้เห็นศักยภาพของประเทศไทย

ชาญชัย พันธุ์โสภา

ด้าน ชาญชัย พันธุ์โสภา กรรมการและกรรมการบริหาร บริษัท วัน ออริจิ้น จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจพื้นที่พาณิชย์ (Commercial Space) ของวัน ออริจิ้น ได้แก่ พื้นที่อาคารสำนักงาน และพื้นที่ค้าปลีก โดยบริษัทฯ จะมุ่งเน้นการพัฒนาและสรรหาพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน (Investor), กลุ่มพันธมิตรทางธุรกิจ (Business Partner), กลุ่มร้านอาหารขนาดใหญ่ (Mega Food Chain), กลุ่มซูเปอร์มาร์เก็ต (Hypermart), กลุ่มบริการพื้นที่สำนักงาน (Office Service and co-working Space), กลุ่มร้านค้าปลีกขนาดเล็ก (Outlet), กลุ่มร้านสะดวกซื้อ (Convenience Store), กลุ่มบริการขนส่งและโลจิสติกส์ (Delivery and Logistics) มาร่วมกันตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของผู้บริโภคในยุค Lazy Economy ซึ่งไม่เพียงแต่ต้องการขยายความสามารถในการครอบคลุมตลาด แต่ต้องการเพิ่มศักยภาพจากผลตอบแทนการลงทุนที่มากกว่าแค่การเช่าพื้นที่และทำธุรกิจ

ปัจจุบันพื้นที่พาณิชย์มีการแข่งขันสูงมาก ความสมบูรณ์ของการพัฒนาโครงการไม่ว่าโรงแรม พื้นที่สำนักงาน หรือรีเทลต้องถูกออกแบบและพัฒนาไปด้วยกัน จากนี้ไป การตอบสนองความต้องการของโครงการ ไม่ได้แข่งกันด้วยขนาดพื้นที่และความใหญ่โตอย่างเดียว แต่จะต้องแข่งกันด้วยความสามารถและศักยภาพของพื้นที่ที่ถูกพัฒนามา รวมถึงร้านค้าภายในพื้นที่ และสำนักงานในพื้นที่ที่ตอบโจทย์วิถีที่เปลี่ยนไปของคนจากรุ่นสู่รุ่น และความสามารถของโครงการที่จะสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคและชุมชนโดยรอบ พร้อมทั้งเติมเต็มสีสัน ความมีชีวิตชีวา ในวันที่พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่นิยมสั่งสินค้าและอาหารออนไลน์ ไม่ได้ขยันเดินห้างเหมือนในอดีต และคนรุ่นเดิมที่พฤติกรรมเริ่มโน้มเอียงมาแบบคนรุ่นใหม่ ดังนั้น Customer Insight จึงมีความสำคัญมาก ทำให้เข้าใจผู้บริโภค และตอบโจทย์ความต้องการได้

“ดังนั้นเราจึงจะหาพันธมิตรที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้เช่า แต่เป็นพันธมิตรระยะยาวเห็นประโยชน์ของพื้นที่ในการพัฒนาร่วมกัน โดยเซ็นสัญญาข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกันเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ใน Open Platform เช่น Hypermart Logistics เป็นต้น ทำให้ขยายกลุ่มธุรกิจได้เร็วขึ้น” ชาญชัย กล่าว

ปิติพงษ์ ไตรนุรักษ์

ปิติพงษ์ ไตรนุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วัน ออริจิ้น จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ เตรียมแผนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์และทยอยเปิดให้บริการจนถึงปีพ.ศ. 2566 รวมกันไม่น้อยกว่า 11 โครงการ ในหลากหลายทำเลสำคัญแนวเส้นทางขนส่งมวลชนที่สำคัญอย่างรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ ในกรุงเทพฯและปริมณฑล และพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญอย่างเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รวมมูลค่าโครงการกว่า 20,000 ล้านบาท (ประมาณการมูลค่าสินทรัพย์รวม) ประกอบด้วย 1.โรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ทเมนต์ รวมDYOไม่น้อยกว่า 3,420 ห้องพัก ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ มุ่งเน้นเจาะลูกค้ากลุ่มธุรกิจ (Business Purpose) และกลุ่ม Budget Hotel ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีเสถียรภาพและมีอัตราการเข้าพักที่สม่ำเสมอทั้งในช่วงโลว์ซีซั่นและไฮซีซั่น 2.กลุ่ม Commercial Space เช่น อาคารสำนักงานให้เช่า พื้นที่ค้าปลีก รวมDYOไม่น้อยกว่า 16,000 ตร.ม. โดยโครงการส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะ Mixed-use ผสมผสานการใช้ประโยชน์ด้วยอสังหาริมทรัพย์หลากหลายประเภท สร้างรายได้จากหลายรูปแบบ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการ และทำให้แต่ละโครงการมีศักยภาพพร้อมเป็นแลนด์มาร์คใหม่ของทำเลนั้น ๆ

โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ แอนด์ สวีทส์ ศรีราชา แหลมฉบัง รองรับ EEC
โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ แอนด์ สวีทส์ ศรีราชา แหลมฉบัง รองรับ EEC

ล่าสุด ภายใต้แผนการพัฒนาโครงการมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท (ประมาณการมูลค่าสินทรัพย์รวม) มีโครงการที่ก่อสร้างเสร็จและเปิดให้บริการแบบ Soft Opening แล้ว 2 แห่ง ได้แก่ โรงแรมสเตย์บริดจ์ สวีท แบงค็อก ทองหล่อ และโรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ แอนด์ สวีทส์ ศรีราชา แหลมฉบัง รวม 650 ห้องพัก ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญของทั้งบริษัทและพันธมิตรดั้งเดิมอย่างบริษัท โนมูระ เรียลเอสเตท ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำจากญี่ปุ่น และ Hotel Operator ชั้นนำของโลกอย่างเครือโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล (IHG)

ปิติพงษ์ กล่าวว่า บริษัทฯ ยังมีโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่รอการพัฒนาและอยู่ระหว่างการพัฒนาในหลากทำเล อาทิ โครงการวัน พญาไท ลักษณะเป็น Mix Use คือ เป็นทั้งคอนโดมิเนียมและโรงแรม Dual Brand คือ ฮอลิเดย์ อินน์ และ Hotel Indigo สุขุมวิท ได้แก่ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล แบงค็อก ทองหล่อ ระดับไฮเอนด์ สำหรับนักธุรกิจ รามอินทรา ศรีราชา ระยอง ฯลฯ โดยมีพันธมิตรใหม่สนใจร่วมลงทุนเพิ่มใน 3 โครงการ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังมองหาโอกาสการควบรวมและ/หรือซื้อกิจการ (M&A) เพื่อช่วยสร้างโอกาสในการดำเนินธุรกิจอีกด้วย จากแผนงานของบริษัทฯ ภายในปีพ.ศ.2568 คาดว่าจะสามารถสร้างกำไรให้กับกลุ่มได้ 500 ล้านบาทต่อปีตามแผน

อลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะ Leading Agency กล่าวว่า ปัจจุบัน การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ทั่วโลก ไม่ได้เริ่มจาก Owner เพียงรายเดียว แต่มักเป็นลักษณะการร่วมทุนหรือการสร้างความร่วมมือ (Synergy) ระหว่างพันธมิตรต่างธุรกิจต่างเซ็กเตอร์มากขึ้น เพื่อให้เกิดความหลากหลายและแปลกใหม่ในการพัฒนาพื้นที่ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญให้โครงการเหล่านี้ประสบความสำเร็จในยุค Digital Disruption ที่พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและต้องการสิ่งใหม่ๆ ในการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์

“ในฐานะ Leading Agency ด้านการหาผู้เช่าของวัน ออริจิ้น จึงมั่นใจว่า ตัวโครงการของวัน ออริจิ้น ที่มาพร้อมกับโมเดลโอเพ่น แพลทฟอร์ม จะเป็นรูปแบบธุรกิจที่ตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจแห่งอนาคต และด้วยทำเลโครงการที่ตั้งอยู่ในหลากหลายจุดสำคัญของกรุงเทพฯและ EEC จะยิ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดผู้เช่า และช่วยให้ธุรกิจของผู้เช่าประสบความสำเร็จตามไปด้วย” อลิวัสสา กล่าว