“ราช กรุ๊ป” เผยครึ่งปีแรก มีกำไรก่อนผลกระทบอัตราแลกเปลี่ยน 2,516.29 ล้านบาท เดินหน้าลงทุน 11,300 ล้านบาท เพิ่มการผลิตอีก 537 เมกะวัตต์ในช่วงครึ่งปีหลัง


“ราช กรุ๊ป” เผยครึ่งปีแรก มีกำไรก่อนผลกระทบอัตราแลกเปลี่ยน 2,516.29 ล้านบาท เดินหน้าลงทุน 11,300 ล้านบาท เพิ่มการผลิตอีก 537 เมกะวัตต์ในช่วงครึ่งปีหลัง

บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH บริษัทชั้นนำด้านพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน เผยผลประกอบการ 6 เดือนแรกของปี พ.ศ. 2563 บริษัทฯ มีกำไรก่อนผลกระทบอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 2,516.29 ล้านบาท และกำไรส่วนของบริษัทฯ จำนวน 2,434.98 ล้านบาท ลดลง 34.1 % จากงวดเดียวกันของปีพ.ศ. 2562 จากปัจจัยอัตราแลกเปลี่ยน, สถานการณ์ COVID-19 และการหยุดเดินเครื่องตามแผนการซ่อมบำรุงของโรงไฟฟ้าหงสา และโรงไฟฟ้าราชบุรี ส่งผลให้รายได้ลดลง สำหรับทิศทางของบริษัทฯในการดำเนินธุรกิจช่วงครึ่งปีหลังของปี พ.ศ. 2563 พร้อมเดินหน้าเพิ่มการผลิตอีก 537 เมกะวัตต์ เพื่อบรรลุเป้าหมาย 780 เมกะวัตต์ที่วางไว้ทั้งปี ด้วยเงินลงการลงทุน 11,300 ล้านบาท

กิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงผลประกอบการ 6 เดือนแรกของปีพ.ศ. 2563 ว่า บริษัทฯ มีกำไรก่อนผลกระทบอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 2,516.29 ล้านบาท และกำไรส่วนของบริษัทฯ จำนวน 2,434.98 ล้านบาท ลดลง 34.1 % จากงวดเดียวกันของปีพ.ศ. 2562 จากปัจจัยอัตราแลกเปลี่ยน, สถานการณ์ COVID-19 และการหยุดเดินเครื่องตามแผนการซ่อมบำรุงของโรงไฟฟ้าหงสา และโรงไฟฟ้าราชบุรี ส่งผลให้รายได้ลดลง แต่ยังมั่นใจว่าผลการดำเนินของบริษัทฯจะเป็นไปตามเป้าการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ที่วางเอาไว้ที่ 780 เมกะวัตต์ ซึ่งใน 6 เดือนแรกสามารถดำเนินโครงการไปได้แล้ว 243 เมกะวัตต์ ทั้งในประเทศ เช่น โรงไฟฟ้าเน็กส์ ซิฟ เอ็นเนอร์จี, โรงไฟฟ้า อาร์ อี เอน โคราช (IPS) และโรงไฟฟ้าราชโคเจนเนอเรชั่น ส่วนขยาย สำหรับในต่างประเทศนั้นมีการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ที่ประเทศเวียดนาม ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานงานลม Thanh Phong ด้วยงบการลงทุนประมาณ 3,700 ล้านบาท ส่วนอีก 6 เดือนที่เหลือของปีพ.ศ. 2563 จะเร่งดำเนินการลงทุนอีก 537 เมกะวัตต์ ด้วยงบการลงทุนประมาณ 11,300 ล้านบาท

สำหรับทิศทางและเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจในช่วง 6 เดอืนหลังของปี พ.ศ.2563 นั้น บริษัทฯ จะเร่งดำเนินธุรกิจที่มีอยู่ทั้งที่ดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วและอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้าง และอยู่ระหว่างการศึกษาโครงการต่างๆทั้งในและต่างประเทศเพื่อสร้างรายได้ให้บริษัทฯตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ ทั้งนี้คาดว่าในช่วง 6 เดือนหลังของปีพ.ศ. 2563 นี้บริษัทฯ จะเริ่มรับรู้รายได้จาก 3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการส่วนขยายของโรงไฟฟ้านวนคร กำลังการผลิต 60 เมกะวัตต์ และกำลังผลิตไอน้ำ 10 ตันต่อชั่วโมง ซึ่งจะจำหน่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้าในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าที่ได้เจรจาลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแล้ว 9 ราย 2.โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมยานดิน กำลังการผลิต 214.2 เมกะวัตต์ ในออสเตรเลีย ซึ่งมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับบริษัท Alinta Sales Pty Ltd. และ3.โรงไฟฟ้าพลังความร้อน Thang Long ในเวียดนาม หลังจากที่บริษัทฯ ลงทุนในกองทุน An Binh Energy and Infrastructure Fund (ABEIF) นอกจากนี้ บริษัทฯ พร้อมที่จะเดินหน้าเจรจาการร่วมลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลักและพลังงานทดแทนต่างประเทศที่มีอยู่ในมือขณะนี้แล้ว โดยเฉพาะอินโดนีเซีย และเวียดนาม ซึ่งจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้อีก 400 เมกะวัตต์ และบรรลุเป้าหมายในปีนี้ 537 เมกะวัตต์ได้ตามแผน, ส่วนธุรกิจระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน วางแผนที่จะสร้างฐานและขยายฐานลูกค้าเพื่อสร้างรายได้ของบริษัทร่วมทุนที่ดำเนินธุรกิจด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีดิจิทัล ได้แก่ บริษัท สมาร์ท อินฟราเนท จำกัด และบริษัท ติงส์ ออน เน็ท จำกัด

กิจจา กล่าวถึงสำหรับความคืบหน้าโรงไฟฟ้าหินกอง ขนาดกำลังผลิตรวม 1,400 เมกะวัตต์ว่า ขณะนี้ได้ผ่านการอนุมัติการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) แล้ว และอยู่ระหว่างเตรียมลงนามกับผู้รับเหมาก่อสร้าง คาดว่าจะจบได้ภายในไตรมาส4 ปีพ.ศ. 2563 และลงนามเงินกู้ได้ในปีพ.ศ. 2564 ซึ่งหากเป็นไปตามการคาดการณ์ดังกล่าวจะเริ่มก่อสร้างเฟสแรกได้ไตรมาส 2 ปีพ.ศ. 2564 และใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี เพื่อให้เสร็จตามกำหนดการหน่วยผลิตไฟฟ้าแรก 700 เมกะวัตต์ เดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 และเฟสที่ 2 อีก 700 เมกะวัตต์ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568

“ในส่วนของการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานรากนั้น บริษัทฯ ยังให้ความสนใจร่วมลงทุน แต่ต้องรอความชัดเจนของนายสุพัฒนพงษ์ พันธุ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ว่าจะเดินหน้าโครงการดังกล่าวอย่างไร” กิจจา กล่าวทิ้งท้าย