ราช กรุ๊ป เผยผลการดำเนินงาน 9 เดือน ปี’62 มีรายได้รวม 33,611 ล้านบาท ทุ่มทุนกว่า 2,000 ล้านบาท ซื้อหุ้นนวนครการไฟฟ้า เสริมความมั่นคงทางธุรกิจ


ราช กรุ๊ป เผยผลการดำเนินงาน 9 เดือน ปี’62 มีรายได้รวม 33,611 ล้านบาท ทุ่มทุนกว่า 2,000 ล้านบาท ซื้อหุ้นนวนครการไฟฟ้า เสริมความมั่นคงทางธุรกิจ

บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) แถลงผลการดำเนินงานรอบ 9 เดือนแรก ตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน ปี พ.ศ. 2562 มีรายได้รวม 33,611 ล้านบาท คิดเป็นกำไร จำนวน 5,058.41 ล้านบาท พร้อมทุ่มทุนกว่า 2,000 ล้านบาท ซื้อหุ้นบริษัท นวนครการไฟฟ้า จำกัด ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ราช โคเจนเนอเรชั่น จำกัด ในสัดส่วน 99.97% สามารถรับรู้รายได้ทันที

กิจจา ศรีพัฑฒางกุระ

กิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในรอบ 9 เดือนแรกตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน ปี พ.ศ. 2562 ของบริษัทฯมีรายได้รวม 33,611 ล้านบาท คิดเป็นกำไร จำนวน 5,058.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4% เทียบกับงวดเดียวกันของปีพ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา โดยรายได้หลักมาจาก 2 ส่วนที่สำคัญ คือ รายได้จากค่าขายไฟจากโรงไฟฟ้าราชบุรี โรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ และบริษัท ราช-ออสเตรเลีย คอร์ปอเรชั่น รวมจำนวน 27,384 ล้านบาท คิดเป็น 81.5% ของรายได้รวม และรายได้จากส่วนแบ่งกำไรของกิจการร่วมทุนจำนวน 3,517.29 ล้านบาท คิดเป็น 10.5% ของรายได้รวม

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้รับรู้ส่วนแบ่งกำไรเพิ่มขึ้นจากโครงการเบิกไพรโคเจนเนอเรชั่น ซึ่งบริษัทฯถือหุ้น 35% ที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์เมื่อเดือนมิถุนายน 2562 ที่ผ่านมาและโรงไฟฟ้าพลังน้ำอาซาฮาน 1 ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้น 26.61% เมื่อปลายปี พ.ศ. 2561 อีกทั้งยังคาดหมายว่าโรงไฟฟ้าราชโคเจนเนอเรชั่น และโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเซเปียนเซน้ำน้อย จะเริ่มสร้างรายได้เสริมความมั่นคงทางการเงินของบริษัทฯได้ในปลายปีพ.ศ.2562 นี้ และจะรับรู้ส่วนแบ่งเต็มที่ในปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป

สำหรับการเสริมศักยภาพการบริหารงานของบริษัทด้านพลังงงานนั้น บริษัทฯ ได้เข้าซื้อหุ้น 99.97% บริษัท นวนครการไฟฟ้า จำกัด ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ราชโครเจนเนอเรชั่น จำกัด กว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งมีกำลังผลิตติดตั้ง 119.11 เมกะวัตต์ กำลังผลิตไอน้ำ 10 ตันต่อชั่วโมง สัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ.90 % และอีก 10% ขายให้กับลูกค้าในเขตนวนครเพื่อเสริมศักยภาพความมั่นคงระบบไฟฟ้าสามารถรับรู้รายได้ทันที อีกทั้งจะช่วยสร้างฐานธุรกิจลูกค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น เพราะโครงการสามารถเข้าไปช่วยรองรับความต้องการไฟฟ้าของลูกค้าอุตสาหกรรมในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนครได้ทั้งบริษัทฯได้นอกจากนี้บริษัทฯได้เข้าซื้อหุ้น 70% ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมยานดินของบริษัทย่อยของ Alinta Energy Ply Ltd. ซึ่งมีกำลังผลิตติดตั้ง 214.20 เมกะวัตต์ คาดว่าจะสามารถเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ในเดือนกันยายน พ.ศ.2563 และการพัฒนาโครงการพลังงานลมคอลเลกเตอร์ ซึ่งมีกำลังผลิตติดตั้ง 226.8 เมกะวัตต์ด้วยเงินลงทุน 4,140 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ในปี พ.ศ. 2564 ทั้ง 3 โครงการ บริษัทฯ รับรู้กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 446.57 เมกะวัตต์

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้เข้าร่วมกับกลุ่มกิจการร่วมค้าบีจีเอสอาร์ (BGSR) เข้าร่วมประมูลโครงการติดตั้งและบริหารระบบเก็บเงินมอเตอร์เวย์ สายบางปะอิน-นครราชสีมา มูลค่าประมาณ 33,000 ล้านบาท และสายบางใหญ่-กาญจนบุรี มูลค่าประมาณ 28,000 ล้านบาท ซึ่งผ่านการพิจารณาคัดเลือกจากกรมทางหลวงแล้ว

“ปัจจุบัน บริษัทฯ รับรู้รายได้และส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องจ่ายกระแสไฟฟ้าแล้ว ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ กำลังผลิตตามสัดส่วนการลงทุนรวมทั้งสิ้น 7,057 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและทยอยจ่ายกระแสไฟฟ้าตั้งแต่ปลายปี 2562 จนถึงปี 2563 ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังน้ำเซเปียน เซน้ำน้อย 102.5 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้านวนครส่วนขยาย 24 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานลมยานดิน 149.94 เมกะวัตต์ ส่งผลให้ในปีหน้าบริษัทฯ จะเริ่มรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นจากกำลังผลิตที่เข้าใหม่ รวมทั้งสิ้น 276.43 เมกะวัตต์ หากรวมโรงไฟฟ้าราชโคเจนเนอเรชั่นที่จะรับรู้รายได้เต็มปีในปี 2563 จะทำให้กำลังผลิตเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น 395.54 เมกะวัตต์ รวมกำลังผลิตเชิงพาณิชย์ตามสัดส่วนการผลิตในปีพ.ศ.2563 เป็น 7,333.11 เมกะวัตต์จากกำลังผลิตที่ลงทุนแล้วทั้งหมด 9,341 เมกะวัตต์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ราช กรุ๊ป

สำหรับงบประมาณของบริษัทฯในการลงทุนในปี พ.ศ.2563 บริษัทฯได้ตั้งงบประมาณไว้จำนวน 20,000 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนโครงการต่างๆของบริษัทฯให้เป็นไปตามแผนการดำเนินงานของบริษัทฯที่วางเอาไว้ ที่จะมีกำลังผลิตไฟฟ้ารวมของบริษัทฯให้ได้ 10,000 เมกกะวัตต์ในปี พ.ศ.2566 แบ่งเป็นธุรกิจในประเทศ 70% และต่างประเทศ 30%