เอ็นทีที เผยทิศทางธุรกิจ ในช่วงครึ่งปีหลัง’63 เน้นรุกตลาดคลาวด์-บริการด้านการบริหารจัดการระบบไอทีครบวงจร -ดิจิทัล เซอร์วิส รองรับความต้องการลูกค้า


เอ็นทีที เผยทิศทางธุรกิจ ในช่วงครึ่งปีหลัง’63 เน้นรุกตลาดคลาวด์-บริการด้านการบริหารจัดการระบบไอทีครบวงจร -ดิจิทัล เซอร์วิส รองรับความต้องการลูกค้า

กรุงเทพฯ : เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท เอ็นทีที จำกัด (NTT Ltd.) ผู้ให้บริการเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เผยทิศทางการขับเคลื่อนธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปีพ.ศ.2563 เน้นรุกตลาด 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1.ธุรกิจคลาวด์ ซึ่งจะมีการเพิ่มขนาดการให้บริการศูนย์ดาต้า เซ็นเตอร์ ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร สำหรับรองรับการเติบโตของคลาวด์ และ การเติบโตในพื้นที่ EEC 2.ธุรกิจบริการด้านการบริหารจัดการระบบไอทีครบวงจร เพื่อเสริมการบริหารจัดการงานด้านไอซีทีในองค์กรของลูกค้าเพื่อให้เหมาะต่อการดำเนินงาน และ 3.ธุรกิจดิจิทัล เซอร์วิส การให้บริการด้านดิจิทัลโซลูชั่น และแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อรองรับการทรานส์ฟอร์มความต้องการของลูกค้าและองค์กรต่างๆอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมกันนี้ได้เปิดตัวศูนย์ Client Experience Center สำหรับโชว์นวัตกรรม พร้อมสาธิตระบบการทำงานให้แก่ลูกค้า รวมถึงจัดกิจกรรมอบรม สัมมนา และให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีและบริการต่างๆ ของเอ็นทีที

COVID -19 ส่งผลให้บริษัทฯ ไอทีต้องปรับแผนธุรกิจตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

สุทัศน์ คงดำรงเกียรติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำประเทศไทย กัมพูชา เมียนมา และลาว บริษัท เอ็นทีที จำกัด กล่าวว่า จากสถานการณ์ COVID-19 ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อธุรกิจทุกส่วนในทุกมิติ ด้านหลักๆคือเรื่องชีวิตและสุขภาพ การทำงานที่ต้องใช้บริการไอทีผสมผสานการทำงานแบบเดิมมากขึ้นและภาพเศรษฐกิจของประเทศกระทบการส่งออกและการท่องเที่ยว เช่น การเสริมทักษะพัฒนาทักษะของพนักงานให้มีความรู้หลากหลาย รวมถึงมีการจ้างงานเพิ่มเพื่อรองรับความต้องการของตลาดและรองรับความต้องการใช้ไอทีของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยใน 3 ระยะ ได้แก่ 1.ระยะสั้น ซึ่งได้มีการปรับแผนการดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ต้นปีแล้วคือการปรับการดำเนินธุรกิจจะทำให้ธุรกิจของบริษัทฯของเราเองและของลูกค้าดำเนินต่อไปได้ เช่น การทำงานจากที่บ้าน Work From Home หรือการทำงานเป็นกะ ต้องใช้เทคโนโลยีอะไรเข้ามาใช้ทำงานเพื่อช่วยให้ระบบไอที เช่น ระบบสื่อสาร,โรงพยาบาลและBanking ดำเนินอย่างต่อเนื่องไปได้โดยไม่มีความเสี่ยงข้อผิดพลาดใดใดเกิดขึ้น 2.ระยะกลาง ในช่วงเดือนสิงหาคมจนถึงปลายปี หลายๆองค์กรเริ่มกลับมาทำงานเกือบจะปกติ มีการเปิดการทำงานให้พนักงานมาทำงานที่บริษัท 70-80% หรืออาจจะ 100% แล้วจากความมั่นใจในสถานการณ์การควบคุม COVID-19 ของรัฐบาล และเผื่อว่าลูกค้ามีปัญหาจะได้เข้าไปแก้ไขให้ได้ทันต่อสถานการณ์ นอกจากนี้จะได้เข้าไปให้คำแนะนำลูกค้าในการที่จะเสริมความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจด้วยไอทีด้วยความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และ3.ระยะยาว อาจจะใช้เวลา 1-2 ปี ใช้ชีวิตแบบ New Normal ซึ่งคาดว่าจะมีการเลือกใช้เทคโนโลยีเข้ามาใช้งานในโรงงานไฮเทคโนโลยีมากขึ้น เช่น นำระบบ Automation มาใช้เต็มรูปแบบ, การค้าขายออนไลน์โดยทำอย่างไรให้การค้าขายออนไลน์เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น เป็นต้น โดยบริษัทฯ มีกลุ่มธุรกิจที่ให้บริการใน 6 กลุ่ม ได้แก่ 1.Intelligent Digital Transformation 2.Intelligent Customer Experience 3.Intelligent Workplace 4.Intelligent Data Center and Hybrid Cloud, 5.Intelligent Networking และ6.Intelligent Cybersecurity ซึ่งบริษัทฯได้รวบรวมนวัตกรรมพร้อมการให้บริการอย่างครบวงจรในทุกด้าน ครอบคลุมตั้งแต่ระบบโครงสร้างพื้นฐานไอซีที การเชื่อมต่อเครือข่ายจากทั่วโลก และ นำระบบ SD-WAN มาผสานการทำงานกับศูนย์ข้อมูลทั่วโลก และเชื่อมต่อบนระบบคลาวด์ของเอ็นทีทีในประเทศไทย จึงมั่นใจได้ถึงความปลอดภัยทางข้อมูลและการเชื่อมต่อที่สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น

เอ็นทีที

แผนธุรกิจของ NTT ในช่วงครึ่งปีหลังของปี’63 มุ่งเน้นทำธุรกิจใน 3 กลุ่มหลัก

สุทัศน์ กล่าวถึงแผนการดำเนินธุรกิจของ NTT ในช่วงครึ่งหลังของปี พ.ศ.2563 ว่า บริษัทฯ มุ่งเน้นในเรื่องการทำธุรกิจใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจคลาวด์ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าคลาวด์ใช้แล้วตอบโจทย์ธุรกิจของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว มีความปลอดภัยในการเก็บฐานข้อมูลทำงานจากที่บ้าน ประชุมทางไกลในช่วงสถานการณ์ COVID-19 และการให้บริการลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องซึ่งบริษัทฯมีบริการคลาวด์สำหรับจัดเก็บข้อมูลจากจากศูนย์ศูนย์ดาต้า เซ็นเตอร์ ของบริษัทฯอย่างเต็มรูปแบบที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะ จังหวัดชลบุรีและคาดว่าภาพรวมการใช้คลาวด์ในประเทศไทย ในอนาคตจากนี้ไป การใช้คลาวด์จะเติบโตสูงขึ้น รวมทั้งมูลค่าตลาดรวมของคลาวด์ในประเทศไทยจะโตอย่างต่อเนื่องอีกด้วย 2.ธุรกิจบริการด้านการบริหารจัดการระบบไอทีครบวงจร เพื่อเสริมการบริหารจัดการงานด้านไอซีทีในองค์กรของลูกค้าเพื่อให้เหมาะต่อการดำเนินธุรกิจตลอด 24 ชั่วโมง ให้มีความคล่องตัวอย่างเหมาะสม จัดการความเสี่ยงทุกรูปแบบที่จะเกิดขึ้นให้หมดไป หรือหากลูกค้าต้องการบุคคลากรของบริษัทฯไปช่วยดำเนินธุรกิจทางบริษัทฯก็พร้อมคัดเลือกบุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญการทำงานเข้าไปร่วมทำงาน และ 3.ธุรกิจดิจิทัล เซอร์วิส การให้บริการด้านดิจิทัลโซลูชั่น และแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าและองค์กรต่างๆอย่างเต็มรูปแบบรองรับการใช้ชีวิตและทำธุรกิจแบบ New Normal

ธุรกิจในเมียนมา กัมพูชาและลาวในปี’63

สำหรับการดำเนินธุรกิจในประเทศเมียนมา กัมพูชาและลาวนั้น บริษัทฯ กำลังเตรียมการในการขยายไปดำเนินธุรกิจโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการดำเนินธุรกิจทั้งทางด้านเทคนิค การบริหารจัดการทุกรูปแบบเพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสมช่วยให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้ได้มีการจัดสรรเตรียมกำลังคนไปรอดำเนินธุรกิจเพิ่มทางด้านอินฟราสตรักเจอร์, อุตสาหกรรม, ซิสเต็มต่างๆ และคลาวด์ในระดับที่สูงขึ้นรองรับการขยายตัวในประเทศเมียนมาประมาณ 20 คน

ด้านกัมพูชา เน้นเรื่องคลาวด์โดยเตรียมกำลังประมาณ 20 คนเช่นเดียวกัน และในประเทศลาวรองรับผู้ประกอบการไทยที่เข้าไปทำธุรกิจด้านยานยนต์ในอนาคตประมาณ 1-2 คน ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่สามารถ

“แต่ด้วยสถานการณ์ COVID-19 ที่เกิดขึ้นส่งผลให้การดำเนินธุรกิจของลูกค้าในแต่ละประเทศยังชะลอตัว และการเข้มงวดเดินการเดินทางเข้าออกไปดำเนินธุรกิจในแต่ละประเทศยังต้องรอระยะเวลาที่แต่ละผ่อนคลายมากขึ้นการดำเนินธุรกิจจึงจะเกิดภาพที่ชัดเจนในการที่จะนำโซลูชั่นของบริษัทฯไปช่วยตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจของลูกค้า ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้กำลังคนให้น้อยลงและเพิ่มในส่วนโซลูชั่นให้มากขึ้น” สุทัศน์ กล่าว

เอ็นทีที

คาดรายได้โต 50 % ภายใน 3 ปี ตามเป้าที่วางไว้หลักๆ จากธุรกิจคลาวด์

สำหรับรายได้ในปีพ.ศ.2562 ที่ผ่านมาบริษัทฯ มีรายได้ในประเทศไทยประมาณ 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยในปีพ.ศ.2563 นี้ คาดว่าเป้าการเติบโตของบริษัทฯจะโตขึ้นตามเป้าที่วางไว้ โดยเฉพาะธุรกิจคลาวด์ของบริษัทฯ ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเพิ่มขึ้น คาดว่าในครึ่งปีหลังของปีพ.ศ.2563 ที่หลายๆธุรกิจกำลังปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจด้วยโซลูชั่นและคลาวด์มากยิ่งขึ้น จะเป็นโอกาสที่บริษัทฯจะได้นำเสนอโซลูชั่นที่บริษัทฯ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้ารายเดิมและรายใหม่ๆที่จะเข้ามาและช่วยให้เป้ารายได้ของบริษัทฯ เติบโตตามที่วางเอไว้ ประมาณ 50 % ภายใน 3 ปี จากเดิมที่มีอยู่ประมาณ 10-20% เมื่อเทียบกับการลงทุนระบบไอทีแบบเดิมที่ผ่านมา

เปิดตัวศูนย์ Client Experience Center โชว์นวัตกรรม พร้อมสาธิตระบบการทำงานให้แก่ลูกค้า

พร้อมกันนี้ เอ็นทีทียังได้เปิดตัว ศูนย์ Client Experience Center บนพื้นที่ 393 ตารางเมตร บริเวณชั้น 17 อาคารคอลัมน์ทาวเวอร์ ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับโชว์นวัตกรรม พร้อมสาธิตระบบการทำงานให้แก่ลูกค้า รวมถึงจัดกิจกรรมอบรม สัมมนา และให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีและบริการต่างๆ ของเอ็นทีที ได้แก่ นวัตกรรมและโซลูชันเพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการทำงาน เช่น บริการคลาวด์ และ Solution Insight สำหรับการวิเคราะห์การทำงานของระบบคลาวด์เพื่อประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด, ระบบคอนแท็กเซ็นเตอร์บนคลาวด์ และโซลูชั่นต่างๆในการนำไปใช้วิเคราะห์การทำงานของระบบคลาวด์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด, ระบบคอนเทคเซ็นเตอร์บนคลาวด์, บริการบริหารจัดการและการเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านไอทีอัจฉริยะ เป็นต้น

เอ็นทีที

นอกจากนี้ยังมีพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมเพื่ออนาคต เช่น เทคโนโลยีสำนักงานอัจฉริยะ, เทคโนโลยีในการแข่งขันจักรยาน Tour de France, ระบบการทำงานแบบอัตโนมัติ RPA, คอมพิวเตอร์สวมใส่ได้และสั่งการด้วยเสียงอัจฉริยะ Realwear และ COTOHA ระบบการแปลภาษา อัจฉริยะ เป็นต้น