
ครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ในวันนี้การถอดบทเรียนถึงช่วงเวลานั้นจึงไม่ใช่แค่การย้อนทบทวนความเสียหาย แต่คือการสะท้อน “ต้นทุนของความไม่พร้อม” ที่ประเทศต้องจ่ายอย่างชัดเจน โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ประเทศไทยเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท และฉุด GDP ลงราว 0.08% ฉายภาพชัดว่าภัยพิบัติไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่คือแรงสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ
บทเรียนครั้งนี้จึงไม่ควรจบแค่การฟื้นฟู แต่ต้องต่อยอดสู่ “โครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์ของประเทศ” ด้วยการพัฒนาระบบเตือนภัยจากเชิงรับ สู่ “ระบบเตือนภัยอัจฉริยะ” ที่มองเห็นก่อน เกิดก่อน และตัดสินใจได้เร็วกว่า ผ่านการบูรณาการข้อมูลข้ามหน่วยงานอย่างแท้จริง เพื่อเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นจุดเปลี่ยน สร้างภูมิคุ้มกันใหม่ให้ประเทศพร้อมรับมืออนาคตอย่างมั่นใจ
วางรากฐานระบบเตือนภัย “SRI Alert ศรี เตือนภัย” ระดับประเทศ
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ในฐานะหน่วยงานหลักด้านนโยบายและการจัดสรรงบประมาณ ด้าน ววน. จึงสนับสนุนการพัฒนา Intelligent System for Citizen Engagement in Emergency Management (SRI Alert – ศรีเตือนภัย)” ภายใต้การบูรณาการข้อมูลที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ในการวิเคราะห์สถานการณ์ พร้อมเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแจ้งเหตุและเฝ้าระวัง เพื่อสร้างกลไกเตือนภัยที่แม่นยำ ทันท่วงที และนำไปสู่การตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ

ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(สกสว.) กล่าวว่า บทเรียนจากวิกฤตแผ่นดินไหวจะถูกเปลี่ยนเป็นการเตรียมพร้อมของประเทศในอนาคต ความท้าทายสำคัญคือจะทำอย่างไรให้องค์ความรู้ถูกดึงมาใช้งานได้จริง และส่งต่อไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ทันท่วงที จึงเป็นบทบาทสำคัญของกองทุน ววน. ที่จะทำให้เกิดระบบสนับสนุนที่พร้อมใช้ในภาวะวิกฤติและขยายผลในระยะยาว โดยสนับสนุนการพัฒนา SRI Alert ให้เป็นแพลตฟอร์มกลางที่เชื่อมโยงการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อสนับสนุนการรับรู้สถานการณ์ การวิเคราะห์ข้อมูล การเตรียมพร้อม และเสริมพลังการตัดสินใจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ
ผนึกกำลังยกระดับระบบเตือนภัยพิบัติไทย

แพลตฟอร์ม SRI Alert เกิดจากการรวมตัวของมหาวิทยาลัยที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับภัยพิบัติที่กำลังมีผลกระทบต่อประเทศไทย โดย กองทุน ววน. โดย สกสว. วช. และ PMU เล็งเห็นความจำเป็นเร่งด่วน จึงเร่งผลักดันให้มีแผนการดำเนินงานด้านภัยพิบัติในเชิงระบบในกองทุน ววน. ซึ่งในระยะแรกมีมหาวิทยาลัยที่รวมตัวกันทำวิจัยร่วมกัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยนเรศวร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ
เสริมศักยภาพรัฐ ด้วยข้อมูลภัยพิบัติที่เชื่อถือได้
ผศ.ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษาและดิจิทัล และคณะนักวิจัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า การใช้งาน SRI Alert จะมุ่งเน้นไปที่หน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลคนในความรับผิดชอบ เช่น เทศบาล จังหวัด ชุมชน คอนโดมิเนียม ตลอดจนภาคอุตสาหกรรมและบริษัทต่าง ๆ โดยหน่วยงานเหล่านี้สามารถเชื่อมต่อระบบเข้ากับช่องทางสื่อสารที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นไลน์ เทเลแกรม หรือแพลตฟอร์มอื่น ๆ เพื่อรับข้อมูลการเตือนภัยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มของตน และกระจายแจ้งเตือนได้อย่างรวดเร็วแบบเรียลไทม์ ทั้งนี้ ระบบยังไม่ได้เปิดให้ประชาชนรายบุคคลใช้งานโดยตรง แต่หน่วยงานสามารถติดต่อ สกสว. เพื่อเชื่อมต่อระบบได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
“SRI Alert จึงทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มกลางที่ช่วยยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศอย่างเป็นระบบ โดยมีบทบาทสำคัญในฐานะ ‘กองหนุน’ ของหน่วยงานภาครัฐ ด้วยการสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกที่ผ่านการวิเคราะห์ตามหลักวิทยาศาสตร์อย่างแม่นยำ ช่วยเสริมศักยภาพด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมให้หน่วยงานนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจ และให้บริการประชาชนได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และตรงจุดมากยิ่งขึ้น” ผศ.ดร.เด่นพงษ์ กล่าว

เร่งติดตั้งระบบติดตามอาคาร รับมือแผ่นดินไหว
ในส่วนของแผนงานการฟื้นตัวจากภัยแผ่นดินไหวโดยใช้ผลสำเร็จจากงานวิจัยและการสร้างฐานข้อมูลสำหรับการเตรียมความพร้อมที่ดีขึ้นในอนาคต ในเรื่องนี้ ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ กล่าวว่า เหตุแรงสั่นสะเทือนในกรุงเทพฯ ทำให้อาคารสูงบางส่วนโยกตัวแรงจากความถี่ที่สอดคล้องกับโครงสร้าง แต่ยังไม่เกินเกณฑ์ปลอดภัยร้อยละ 1 ความเสียหายส่วนใหญ่จึงเป็นเพียงรอยร้าวที่ไม่กระทบโครงสร้างหลัก ขณะที่อาคารคาบสั่นที่ราว 2–4 วินาทีได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยสามารถลดแรงสั่นได้ด้วยการติดตั้ง damper ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังพบสัญญาณเตือนล่วงหน้าราว 1 นาที ที่อาจต่อยอดเป็นระบบเตือนภัยในอนาคต
“เทคโนโลยีที่เรากำลังพัฒนาในขณะนี้คือระบบ Structural Health Monitoring ซึ่งจะช่วยติดตามและประเมินสุขภาพของอาคารแบบเรียลไทม์ โดยคาดว่าภายในปีหน้า เราจะสามารถติดตั้งระบบดังกล่าวในอาคารสูงทั้งในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และเชียงราย ได้ไม่น้อยกว่า 20 อาคาร เพื่อยกระดับความปลอดภัยและการรับมือกับเหตุการณ์สั่นสะเทือนในอนาคต” ศ.ดร.เป็นหนึ่ง กล่าว
เสริมระบบเซนเซอร์เตือนภัย ประเมินเหตุการณ์แบบเรียลไทม์
ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรุงเทพฯ ยังไม่ถือว่าปลอดภัย 100% การพัฒนาระบบเตือนภัยและติดตามความปลอดภัยอาคารจึงถือเป็นการเริ่มต้นความก้าวหน้าที่ชัดเจน โดยสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยได้พัฒนาระบบติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับการสั่นสะเทือนและประเมินความเสียหายของอาคาร ซึ่งสามารถแจ้งเตือนให้ผู้ใช้อาคารผ่านแอปพลิเคชันและสัญญาณไฟแบบเขียว เหลือง แดง เพื่อช่วยให้ประชาชนตัดสินใจอพยพหรือกลับเข้าใช้อาคารได้อย่างรวดเร็ว
“ปัจจุบันระบบดังกล่าวได้ติดตั้งแล้วทั้งในโรงเรียนและโรงพยาบาลในจังหวัดเชียงราย และมีแผนขยายสู่คอนโดมิเนียมและอาคารสูงเพิ่มเติม โดยข้อมูลจากเซ็นเซอร์จะถูกส่งไปประมวลผลเพื่อวิเคราะห์ระดับความเสียหายแบบทันที ซึ่งช่วยลดความสับสนและการอพยพที่ไม่จำเป็น” ศ.ดร.อมร กล่าว
แพลตฟอร์ม “SRI Alert” จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยของไทย สู่ระบบที่เชื่อมโยงข้อมูล วิทยาศาสตร์ และการตัดสินใจเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยในระยะต่อไป การขยายการใช้งานและการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน จะเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยน “บทเรียนจากวิกฤต” ให้กลายเป็น “ความพร้อมของอนาคต” เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที แม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น