สกสว.ขับเคลื่อน “เชียงรายโมเดล” เมืองต้นแบบรับมือภัยพิบัติ เชื่อมโยงงานวิจัยกับแผนปฏิบัติจริงที่ยั่งยืน


จังหวัดเชียงรายกลายเป็น “จุดเปราะบาง” ทางภัยพิบัติของภาคเหนือ หลังเผชิญน้ำท่วมใหญ่ที่สุดในรอบ 30 ปี เมื่อปี 2567 นับเป็นมูลค่าความเสียหายทั้งชีวิต และทรัพย์สิน รวมหลายพันล้านบาท ซึ่งเกิดจากอิทธิพลของปรากฏการณ์ลานีญา ส่งผลให้ฝนตกหนักและน้ำหลากลงพื้นที่ต่ำ ขณะที่อีกด้านหนึ่งของจังหวัดยังต้องรับมือกับปัญหาแผ่นดินไหวและสารพิษในแม่น้ำกกจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งล้วนเป็นภัยซ้ำซ้อนที่กระทบต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ด้วยเหตุนี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จึงเข้ามาทำหน้าที่ “โซ่ข้อกลาง” เชื่อมโยงนักวิจัยและหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อพัฒนาแนวทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนผ่านระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) โดยมุ่งเน้น 3 วาระแห่งชาติของจังหวัดเชียงราย ได้แก่ การแก้ปัญหาน้ำท่วม–น้ำแล้ง การสร้างองค์ความรู้ด้านแผ่นดินไหว รวมถึงการจัดการสารพิษในแม่น้ำกก เพื่อปั้นต้นแบบ ““Disaster Resilient City”” นำร่องจัดการภัยพิบัติครบวงจร

สกสว.ปั้นเชียงรายสู่เมืองต้นแบบรับมือภัยพิบัติ

ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เปิดเผยว่า บทบาทของ สกสว. คือการสร้าง “ระบบเชื่อมโยง” หรือ “โซ่ข้อกลาง” ที่ทำให้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเข้าถึงการปฏิบัติจริงในพื้นที่ เพื่อให้การแก้ปัญหาไม่จบแค่ในเชิงงานวิจัย แต่สามารถนำไปใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมถ่ายทอดความรู้ให้ประชาชน มีระบบพี่เลี้ยงและเครื่องมือสนับสนุน เพื่อให้ทุกภาคส่วนในจังหวัดสามารถรับมือภัยพิบัติได้อย่างทันเวลาและปลอดภัย

ในระยะแรก สกสว. จะเร่งสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลกลาง เช่น แอปพลิเคชัน “ปลาปลอดภัย” ที่ประชาชนสามารถสแกนตรวจระดับสารปนเปื้อนในปลาหรือแหล่งน้ำ เพื่อสร้างความมั่นใจในการบริโภคและฟื้นฟูแม่น้ำกกอย่างมีระบบ

ขณะเดียวกัน สกสว. ยังเตรียมจัดทำแผนปฏิบัติการแบบบูรณาการ “One Plan One Map” ร่วมกับจังหวัดเชียงราย และจัดสรรงบประมาณไม่ต่ำกว่าพันล้านบาทต่อปี เพื่อการสร้างองค์ความรู้ การเตรียมพร้อม และการรับมือภัยพิบัติในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายให้เชียงรายกลายเป็นเมืองต้นแบบ “Disaster Resilient City” หรือเมืองที่สามารถปรับตัวและฟื้นตัวจากภัยพิบัติได้อย่างยั่งยืน

โซ่ข้อกลาง” คือฟันเฟือนขับเคลื่อนการทำงาน

สำหรับ “โซ่ข้อกลาง” ที่จะช่วยเชื่อมโยงทุกภาคส่วนให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพนั้น นับเป็นหัวใจสำคัญ ที่จำเป็นต้องตอบโจทย์ “ความรวดเร็ว” เพราะภัยพิบัติไม่สามารถคาดการณ์ได้แน่นอน เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะต้องมีระบบเยียวยาและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างทันท่วงที ซึ่งการบริหารเวลาและการประสานงานจึงเป็นปัจจัยหลักในการลดความสูญเสีย

ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญทั้งภัยที่ “ป้องกันได้บางส่วน” และภัยที่ “ไม่สามารถคาดเดาได้แน่ชัด” โดยเฉพาะภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทำให้สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งขึ้นกว่าที่เคย เช่น ปริมาณน้ำที่เคยคาดการณ์ไว้ 5 เมตร อาจเพิ่มเป็น 10 เมตรในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ขณะที่ภัยแผ่นดินไหวแม้จะมีความเป็นไปได้ในรอบ 50 ปี แต่แนวโน้มในระดับโลกกลับพบว่าเกิดบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น และซ้ำในพื้นที่เดิมมากขึ้น จึงเป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องนำมาวางแผนในระดับประเทศ

“การวางแผนของกองทุน ววน. (วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม) จะเชื่อมโยงองค์ความรู้กับเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยแผนงานจะถูกกำหนดทุกปีภายใต้กรอบเวลาที่ชัดเจน สำหรับเป้าหมายด้านการรับมืออุทกภัย เราได้วางกรอบดำเนินงานระยะเวลา 2 ปี ภายในในปี พ.ศ.2570 พร้อมจัดสรรงบประมาณสนับสนุนที่สามารถปรับได้ตามสถานการณ์ โดยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าปีละพันล้านบาท ซึ่งจะครอบคลุมทั้งมิติการสร้างองค์ความรู้ งานภาคสนามในพื้นที่จริง และการขับเคลื่อนเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อใช้ในภารกิจป้องกันภัยพิบัติ”  ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง กล่าว

แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะเกิดขึ้นอยู่เสมอ แต่รัฐบาลปัจจุบันยังคงประกาศให้ “การแก้ปัญหาภัยพิบัติ” เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลัก 4 ด้านของประเทศ ครอบคลุมทั้งปัญหาน้ำ ฝุ่น แผ่นดินไหว ดินถล่ม และสารพิษในสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินงานของ สกสว. ที่เปรียบเสมือน “โซ่ข้อกลาง” ในการประสานระหว่างหน่วยงานเชิงนโยบายกับภาคปฏิบัติในพื้นที่

ฐานข้อมูล “PDOSS” เครื่องมือเสริมแกร่งภัยพิบัติ

ประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ขณะนี้จังหวัดมีศูนย์บริหารจัดการภัยพิบัติแบบเบ็ดเสร็จ (PDOSS) ที่รวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วน เพื่อบริหารจัดการและวางแผนรับมือภัยในอนาคต โดยเฉพาะระบบแจ้งเตือนภัยที่จะพัฒนาให้เข้าถึงประชาชนได้รวดเร็วกว่าเดิม มูลค่าความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ปีที่แล้วประเมินไว้กว่า 3,000 ล้านบาท และอาจเกินแสนล้านบาทหากรวมสิ่งปลูกสร้างและโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด ซึ่งการมีฐานข้อมูลแบบบูรณาการจะทำให้จังหวัดสามารถบริหารจัดการทรัพยากรและงบประมาณได้อย่างตรงจุดมากขึ้น

ผนึกนักวิจัย สร้างแผนรับมือภัยพิบัติแบบเรียลไทม์

อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า การร่วมมือกับนักวิจัยและ สกสว. ทำให้ อบจ. มีเครื่องมือในการวิเคราะห์ปัญหาอย่างแม่นยำ และสามารถจัดทำ Master Plan ระดับจังหวัด เพื่อเสนอต่อหน่วยงานส่วนกลางให้จัดสรรงบประมาณได้อย่างเหมาะสม ขณะเดียวกัน อบจ. ยังพัฒนาแอปพลิเคชันเชื่อมต่อกับศูนย์ PDOSS เพื่อให้ประชาชนสามารถรับการแจ้งเตือนภัย การช่วยเหลือ และข้อมูลเยียวยาได้แบบเรียลไทม์

เจรจา การติดตั้งระบบบำบัดน้ำ ระหว่างพรมแดน คือทางออก

แม้ว่างบประมาณของท้องถิ่นจะมีจำกัด เราจึงต้องบูรณาการกับทุกหน่วย ทั้ง อบจ. เทศบาล และอบต. เพื่อให้ข้อมูลกลับไปปรากฏบนแผนเดียวกัน และแก้ปัญหาได้จริง นอกจากการจัดการภัยภายในประเทศแล้ว อบจ. ยังให้ความสำคัญกับ “ปัญหาข้ามพรมแดน” ของแม่น้ำกก ซึ่งได้รับผลกระทบจากกิจกรรมเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านที่ขาดระบบบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยน้ำลงสู่แม่น้ำ

“เราควรพูดคุยและหาทางสนับสนุนงบประมาณเพื่อจัดตั้งระบบบำบัดในต้นน้ำร่วมกัน แทนการรอให้เกิดผลกระทบแล้วค่อยแก้ไข เพราะสุดท้ายผู้ที่เดือดร้อนคือลูกหลานของเราเอง” นายก อบจ. กล่าว

ถอดบทเรียนปัญหาน้ำท่วม 67 สู่ต้นแบบงานวิจัยเชิงพื้นที่

ศาสตราจารย์ ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ผู้ได้รับทุนจาก สกสว. ในการดำเนินโครงการ “การสำรวจเพื่อจัดทำฐานข้อมูลความเสียหายโครงสร้างจากน้ำท่วมภาคเหนือ (ต้นแบบเชียงราย)” กล่าวว่า เหตุการณ์น้ำท่วมปี 2567 ทำให้เห็นความสำคัญของข้อมูลเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน สมาคมฯ ได้ระดมวิศวกรอาสากว่า 4,000 คน ลงพื้นที่สำรวจบ้านเรือนกว่า 1,700 หลังคาเรือน เพื่อประเมินความเสียหายและช่วยให้การเบิกจ่ายเงินเยียวยาเป็นไปอย่างรวดเร็ว

“สิ่งที่เราได้เรียนรู้คือ รูปแบบความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างให้ทนทานต่อน้ำ และการพัฒนาระบบเตือนภัยที่แม่นยำยิ่งขึ้น หากเรามีฐานข้อมูลและเซนเซอร์ตรวจจับที่ดี จะสามารถชี้เป้าได้เร็ว ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจได้หลายพันล้านบาทซึ่งจะทำให้เชียงรายจะกลายเป็นต้นแบบของ “งานวิจัยเชิงพื้นที่” ที่ออกแบบให้เหมาะกับบริบทท้องถิ่นจริง ไม่ใช่แผนวิจัยเชิงนโยบายทั่วไป“ ศ. ดร.อมร กล่าว

ผสานงานวิจัย-ภาคปฏิบัติ สร้างเมืองปลอดภัยจากภัยพิบัติ

รศ. ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงาน “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง” กล่าวเสริมว่า แม้ประเทศไทยจะมีแผนแม่บททรัพยากรน้ำจาก สทนช. อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ขาดคือ “การเชื่อมโยงงานวิจัยกับการปฏิบัติจริง” ซึ่ง ววน. จะเข้ามาเติมเต็มให้การจัดการภัยพิบัติเป็นระบบครบวงจร ทั้งในระยะสั้น เช่น การพยากรณ์และเตือนภัยล่วงหน้า และระยะยาว เช่น การกำหนดทิศทางและงบประมาณตามโอกาสเกิดภัยในอนาคต

ทั้งหมดนี้ คือ “เชียงรายโมเดล” ที่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน นักวิชาการ นักวิจัย หน่วยงานรัฐ และท้องถิ่น เพื่อเปลี่ยนบทเรียนจากภัยพิบัติครั้งใหญ่ให้กลายเป็นฐานข้อมูล องค์ความรู้ และนวัตกรรมสำหรับป้องกันภัยในอนาคต สู่เป้าหมายเดียวกันคือ “เมืองที่ปรับตัวได้ และปลอดภัยจากภัยพิบัติ” อย่างแท้จริง