
iBusiness จัดเวทีสัมมนาใหญ่ “iBusiness Forum : Thailand Future Signal 2026 จับสัญญาณอนาคต ก้าวใหม่เศรษฐกิจไทย” เพื่อถอดสัญญาณแนวโน้มเศรษฐกิจโลกไทย ปี’69 พร้อมระดมความเห็นจากผู้นำภาครัฐ เอกชน และนักวิเคราะห์ชั้นนำของประเทศ เพื่อกำหนดทิศทางใหม่ของเศรษฐกิจไทยยุคใหม่ อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
การจัดงานครั้งนี้ เป็นการต่อยอดเวทีสัมมนา Decode 2025 : The Mid-Year Signal เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เนื่องจากสถานการณ์ครึ่งแรกของปี 2568 ทั่วโลกต้องเผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินจากประเทศมหาอำนาจ มาตรการภาษีการค้าระหว่างประเทศ และการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานและเทคโนโลยี ซึ่งสะท้อนการมีส่วนร่วมของผู้นำองค์กรเศรษฐกิจ ภาครัฐ เอกชน และนักวิเคราะห์ระดับชั้นนำ เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนเสนอแนวทางทิศทางอนาคตของประเทศไทย เพื่อที่จะสามารถปรับกลยุทธ์รับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2569 พร้อมผลักดันธุรกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 3 ของปี 2568 เติบโตเพียง 1.7% และคาดว่าไตรมาส 4 จะขยายตัวราว 0.3% ซึ่งถือเป็น “สัญญาณแผ่ว” แต่จากมาตรการกระตุ้นของรัฐบาลในช่วงเดือนที่ผ่านมา เริ่มเห็นสัญญาณชีพจรทางเศรษฐกิจ “กระตุกขึ้น” ผ่าน 3 โครงการหลัก ได้แก่
- 1) คนละครึ่งพลัส และ สวัสดิการแห่งรัฐ ใช้งบปีที่แล้วที่เหลืออยู่โดยไม่ก่อหนี้ใหม่ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายทั่วประเทศกว่า แสนล้านบาท
- 2) โครงการเที่ยวดีมีคืน กระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 20,000 บาท หรือ 2.5 เท่าเมื่อเดินทางเมืองรอง ทำให้บรรยากาศท่องเที่ยวคึกคักและร้านค้าเริ่มฟื้นตัว
จากมาตรการเหล่านี้ ส่งผลให้เศรษฐกิจขยับจาก 0.3% สัญญาณที่จะดิ่งเหวขึ้นมา เป็น 1.1% ถือเป็น “สัญญาณแรกของการฟื้นตัว” นอกจากนี้ ยังมี “สัญญาณที่สอง” จากการลงทุนของต่างชาติที่เริ่มกลับเข้ามา โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น เกษตรสมัยใหม่ ดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีการยื่นขอส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เพิ่มขึ้นถึง 90% สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยในเวทีภูมิภาค
พร้อมกันนี้ ดร.เอกนิติ ยังเผยยุทธศาสตร์ “5 เสาเศรษฐกิจ” เพื่อขับเคลื่อนการฟื้นตัวอย่างยั่งยืน ได้แก่
- เสาที่ 1: ฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้น ผ่านโครงการกระตุ้นการใช้จ่ายและท่องเที่ยว
- เสาที่ 2: แก้หนี้ภาคครัวเรือน โดยเฉพาะ NPL ไม่เกิน 1 แสนบาท จำนวนกว่า 3.5 ล้านราย และหนี้นอกระบบ ด้วยการดึงหนี้เข้าสู่ระบบ ปรับโครงสร้าง ตัดต้น ลดดอก พร้อมสร้างวินัยทางการเงิน
- เสาที่ 3: ส่งเสริมการออม โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ผ่านกองทุนสะสมออมจากรายได้ภาษีและรายได้อื่น เพื่อสร้างความมั่นคงหลังเกษียณ
- เสาที่ 4: สนับสนุน SMEs ให้เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น โดยดึงภาคเอกชนร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ ปลดล็อกอุปสรรคเงินทุน
- เสาที่ 5: การลงทุนแห่งอนาคต เน้นอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ดิจิทัล และนวัตกรรม เพื่อดึงดูดการลงทุนระยะยาว
“ตอนนี้เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้น แต่สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้ฟื้นอย่างยั่งยืน ขณะที่วันนี้ต่างชาติเริ่มกลับมาพูดคุยกับเราอีกครั้ง ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยยังมีศักยภาพ” ดร.เอกนิติ กล่าว

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แสดงความเป็นห่วงต่อภาวะเศรษฐกิจไทยที่กำลังชะลอตัว พร้อมเตือนว่าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงและขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน เศรษฐกิจไทยอาจเข้าสู่ “ภาวะอัมพฤกษ์” หรือเริ่มขยับตัวไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นไม่ได้หมายถึงการล้มของระบบเดิมทั้งหมด แต่ที่ผ่านมาประเทศต้องเผชิญกับความชะงักงันทางการเมือง ทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจล่าช้า อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเริ่มเห็นการขับเคลื่อนโดยผู้มีความสามารถและความเป็นมืออาชีพ ซึ่งเชื่อมั่นว่าสามารถพาประเทศไปข้างหน้าได้
หลังปี 2000 โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเข้าสู่ยุคไร้พรมแดน และเกิดการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจใหม่ ขณะที่สหรัฐฯ กำลังจัดทิศทางนโยบายเพื่อรองรับผลประโยชน์ของตนเอง ทำให้ไทยกลายเป็น “จุดสนใจของนักลงทุนทั่วโลก” ทั้งในมิติการค้าและการลงทุน ดังนั้นไทยควรวางตัว “เป็นกลาง” ไม่ขัดแย้งกับฝ่ายใด เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและเปิดกว้างต่อการขยายการลงทุนจากทุกภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่ยังคงต้องเร่งแก้คือ “การเคลื่อนย้ายเงินทุน” ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าประเทศไทยได้รับประโยชน์มากน้อยเพียงใด หอการค้าไทยได้ร่วมมือกับภาครัฐในการจัดระเบียบสินค้าและการลงทุนจากจีน เพื่อแก้ปัญหาสินค้าผิดระเบียบและลดผลกระทบจากการสวมสิทธิ์การส่งออก เช่นกรณีสินค้าโซลาร์รูฟที่ส่งผลกระทบต่อสหรัฐฯ
“นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาในไทยส่วนใหญ่ผ่านโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ( BOI) ซึ่งเน้นอุตสาหกรรมหลัก แต่ยังพบอุปสรรคด้านแรงงาน กฎระเบียบของหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ด้านตรวจคนเข้าเมือง กรมการค้าต่างประเทศ และกรมศุลกากร รวมถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ซับซ้อนจนต่างชาติไม่เข้าใจ ไทยจึงควรตั้ง “ศูนย์อำนวยความสะดวกการลงทุน” เพื่อสร้างความมั่นใจและเชื่อมโยงการลงทุนระหว่างต่างประเทศกับผู้ประกอบการไทยในซัพพลายเชน” ดร.พจน์ กล่าว
ในอนาคต อุตสาหกรรมไทยมีศักยภาพเติบโตในหลากหลายสาขา เช่น สมาร์ทฟาร์มมิ่ง อิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัล อื่นๆ อย่างไรก็ตาม ภาค SMEs ไทย ยังไม่สามารถปรับตัวได้เท่าที่ควรต่อกระแสเศรษฐกิจสีเขียวและความยั่งยืน พร้อมเรียกร้องให้รัฐสนับสนุนการปรับเปลี่ยนให้ SMEs เข้าสู่ซัพพลายเชนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้จริง นอกจากนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐพิจารณากระบวนการออกกฎหมายอย่างรอบด้าน โดยรับฟังความเห็นจากผู้ประกอบการ ไม่ใช่เพียงข้อมูลจากโซเชียลมีเดียหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง พร้อมเน้นว่าการออก พ.ร.บ. ที่ไม่สะท้อนข้อเท็จจริงของภาคธุรกิจ อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว
ทั้งนี้ หอการค้าไทยได้ยื่นข้อเสนอ 4 ประการต่อภาครัฐ เพื่อเร่งเสริมศักยภาพเศรษฐกิจไทยในยุคทุนโลกเคลื่อนย้ายรวดเร็ว ได้แก่ 1.ส่งเสริมการร่วมลงทุนจากต่างประเทศกับเอกชนในไทย 2.สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล3. ยกระดับทักษะแรงงาน ทั้งแรงงานใหม่และแรงงานเดิม
และ 4. ปรับปรุงกฎหมายและนโยบายให้เท่าทันสถานการณ์โลก
“รัฐบาลจะทำอะไรก็ตาม ขอให้รับฟังภาคเอกชนด้วย เพราะเอกชนคือกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” ดร.พจน์ กล่าว

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ขยายตัวเพียง 1.7% และไตรมาส4 ที่ 0.3% เปรียบเสมือน “รถติดหล่ม” ที่ต้องใช้งบประมาณมหาศาลเพื่อให้สามารถขยับตัวได้ โดยรัฐบาลได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์นี้ และร่วมกันผลักดันโครงการ Quick Big Win เพื่อสร้างรายได้และเสริมความแข็งแกร่งให้กับ SMEs ไทย
โดยชี้ว่าปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยคือ การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งใน 5 เสาหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ พร้อมเตือนว่าเศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับ ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น จำนวนผู้สูงอายุในไทย 14 ล้านคน
การติด “กับดักรายได้ปานกลาง” ที่ทำให้ GDP ขยายตัวเฉลี่ยเพียง 2% ต่อปี มาเกือบ 10 ปี จุดอ่อนในระบบการศึกษา งบประมาณสูง แต่หลักสูตรไม่ทันสมัย ผนวกกับเสถียรภาพทางการเมืองและงบประมาณไม่สมดุล และปัญหาสำคัญคือ คอรัปชั่นและระบบราชการล้าสมัย
ขณะที่ กกร. คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวได้เพียง 1.8–2.2% สะท้อนภาพรวมจากมูลค่าการส่งออกในเดือนพฤศจิกายนที่คาดว่าจะขยายตัว 9.5–10.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในกรอบ -0.1 ถึง 0.1% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำ
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเศรษฐกิจที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดอยู่ที่ภาคตลาดแรงงานซึ่งเริ่มเปราะบางมากขึ้น โดยอัตราการว่างงานในไตรมาส 2 ปี 2568 อยู่ที่ 2.1% สูงสุดในรอบ 2 ปี โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานภาคอุตสาหกรรมและเด็กจบใหม่ที่ยังประสบปัญหาการจ้างงาน ทั้งนี้ ยังมีแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐ เช่น มาตรการ “คนละครึ่ง” การสนับสนุน SMEs และโครงการ “Made in Thailand” ตามแนวทาง “Quick Big Win” ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจ หากดำเนินการได้สำเร็จ คาดว่า GDP อาจขยายตัวได้ถึง 2.5 เท่าของปีที่ผ่านมา
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 เกรียงไกร มองว่ายังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนหลายด้าน ได้แก่
- การส่งออกไทยชะลอตัวจากผลกระทบของสงครามการค้าและนโยบายของประเทศมหาอำนาจ รวมถึงความขัดแย้งบริเวณชายแดนกัมพูชา
- การผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัวต่อเนื่อง โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ถูกกดดันจากปัญหาการลักลอบขนสินค้าข้ามแดน
- กำลังซื้อผู้บริโภคที่ยังอ่อนแอ เนื่องจากความระมัดระวังในการใช้จ่ายและภาระหนี้ครัวเรือน แม้ว่าการบริโภคเริ่มเปลี่ยนไปสู่สินค้าฐานนวัตกรรม
- ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มสูงขึ้น
- การลงทุนที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ จากแรงผลักดันในการสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่
- การเลือกตั้งใหม่ในปี 2569 ที่คาดว่าจะช่วยเสริมเสถียรภาพทางการเมือง ฟื้นความเชื่อมั่น และขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจและการปฏิรูปโครงสร้างให้ต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ยังต้องจับตาสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งยังเป็นสองมหาอำนาจที่แข่งขันกันอย่างเข้มข้น สหรัฐฯ ถือครองเทคโนโลยีขั้นสูงและเซมิคอนดักเตอร์ที่ไม่ส่งออกให้จีน ขณะที่จีนมีจุดแข็งด้านแร่หายาก (Rare Earth) ซึ่งครอบครองห่วงโซ่อุปทานในระบบมากถึง 80–90% จนนำไปสู่การ “พักรบชั่วคราว” ระหว่างสองฝ่าย
เกรียงไกร กล่าวต่อว่า อีกประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจ คือการตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯ เกี่ยวกับอำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการจัดเก็บภาษีตอบโต้ทั่วโลก หากศาลชี้ว่าประธานาธิบดีไม่มีอำนาจ อัตราภาษีของไทยที่ถูกเก็บในระดับ 19% อาจกลับมาเหลือเพียง 2% ตามเดิม แต่หากศาลตัดสินว่าประธานาธิบดีมีอำนาจเต็ม จะทำให้สถานการณ์ซับซ้อนมากขึ้น และอาจส่งผลให้ทรัมป์กลายเป็น “King Trump” ในเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งชาวอเมริกันบางส่วนยังคงประท้วงด้วยคำขวัญ “No King” เพื่อแสดงการไม่ยอมรับ
ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องกลับมาทบทวนแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อก้าวพ้นจากวงจร “รถติดหล่ม” และมุ่งสู่การสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยได้เสนอแนวทาง “4 Go” ประกอบด้วย
- Go Innovation (นวัตกรรม) เน้นแนวคิด “จิ๋วแต่แจ๋ว” มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่
- Go Global (การเชื่อมต่อโลก) ขยายตลาดและโอกาสการลงทุนระดับสากล
- Go Green (สีเขียว) ผลักดันภาคการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- Go Bio (ชีวภาพ) ส่งเสริมการพัฒนา Bio-Food และอุตสาหกรรมชีวภาพเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

ข้อมูลของกกร.ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคม–มิถุนายนที่ผ่านมา มูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 138% YoY เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัลที่เติบโตสูงถึง 1,982% YoYจากการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งเป็นสัญญาณบวกของการโยกย้ายและขยายฐานการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย
ส่วนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาททั้งในแง่ “Support” และ “Disrupt” ภาคธุรกิจ แม้จะสร้างโอกาสเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ก็อาจส่งผลให้แรงงานบางส่วนตกงานมากขึ้น จึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้สอดรับกับแนวโน้มของโลก โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มุ่งสู่ Net Zero และการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของไทยในระยะยาว
ในส่วนของส.อ.ท.ยังคงเสนอให้ภาครัฐเร่งขับเคลื่อน 6 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. การพัฒนาอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Next-Gen Industry) 2. การปฏิรูปกฎระเบียบ (Regulatory Reform) 3. การขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG 4. การผลักดันความตกลงการค้าเสรี (FTA) 5. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) และ 6. การพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Development)
“การผสมผสานนวัตกรรม ความยั่งยืน และการลงทุนจากต่างประเทศ ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยฟื้นตัวจากภาวะ “รถติดหล่มทางเศรษฐกิจ” และก้าวสู่การสร้างอุตสาหกรรมที่เข้มแข็งและแข่งขันได้ในเวทีโลก” เกรียงไกร กล่าว