Thailand-China Cooperation Expo 2025 เปิดเวทีลงทุน 6,000 ล้าน ดันไทยสู่ศูนย์กลางซัพพลายเชนโลก


หลังจากการเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงในปี 2565 ความสัมพันธ์ไทย–จีนได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น กลายเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยสร้างบรรยากาศเอื้อต่อการลงทุนของภาคธุรกิจจีนในไทย และถือเป็น “แรงผลักดันเชิงบวก” ในระดับมหภาคที่ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น

ล่าสุด สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมกับ หอการค้าไทย-จีน สมาคมการค้าวิสาหกิจจีนในประเทศไทย และ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ภายใต้ คณะกลไกประสานงานและส่งเสริมธุรกิจไทย-จีนอย่างยั่งยืน เตรียมจัดงาน Thailand-China Cooperation Expo 2025 ระหว่างวันที่ 26-28 กันยายน 2568 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานีเตรียมจัดงาน Thailand-China Cooperation Expo 2025 ฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน ดันไทยสู่ศูนย์กลางซัพพลายเชนโลก

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภายใต้แนวคิด 50 ปี “ความสัมพันธ์ไทย-จีน : ก้าวสู่ความรุ่งเรืองร่วมกัน” เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain Hub) และขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และอุตสาหกรรมอนาคตในทุกมิติ

Thailand-China Cooperation Expo 2025 ไม่เพียงเป็นการเฉลิมฉลองวาระแห่งประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-จีน แต่ยังเป็นเวทีเชิงยุทธศาสตร์ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยในระยะสั้นงานดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจผ่านการเจรจาธุรกิจ การลงทุน และการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบริการที่เกี่ยวเนื่อง

ขณะเดียวกันในระยะยาวจะช่วยยกระดับบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอนาคต อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของจีนและเศรษฐกิจโลก ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

หลิว ฉวนเล่ย ประธานสมาคมการค้าวิสาหกิจจีนในประเทศไทย กล่าวว่า การพัฒนากำลังคนถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของความร่วมมือไทย–จีน ในงานครั้งนี้จึงได้มีการจัด Job Fair Zone ร่วมกับกระทรวงแรงงานและบริษัทชั้นนำไทย–จีนกว่า 40 แห่ง เปิดรับสมัครงานมากกว่า 3,000 ตำแหน่ง ครอบคลุมสายงานที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด ไม่ว่าจะเป็นวิศวกรรม ดิจิทัล โลจิสติกส์ และบริการสมัยใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อดึงดูดบุคลากรคุณภาพเข้าสู่การทำงานร่วมกับบริษัทร่วมทุนไทย–จีนทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม ควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชนท้องถิ่น อีกทั้งยังได้จัดสรรทุนการศึกษาเพื่อสนับสนุนบุคลากร ถือเป็นครั้งแรกที่มีการผลักดันอย่างจริงจังในลักษณะนี้

ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมระดับนานาชาติที่สะท้อนถึงความร่วมมือไทย-จีนในทุกมิติ ทั้งด้านการค้า การลงทุน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เชิงนวัตกรรม ซึ่งหนึ่งในไฮไลท์สำคัญคือ พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างบริษัทชั้นนำของไทยและจีน รวมมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งการซื้อขายสินค้าและการร่วมทุน ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างเครือข่ายธุรกิจใหม่ และขยายการลงทุนระหว่างสองประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Supply Chain Forum และเวที Business Matching ซึ่งออกแบบมาเพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการได้เจรจาเชื่อมโยงธุรกิจ โดยเฉพาะในสาขาที่เป็นหัวใจของเศรษฐกิจยุคใหม่ เช่น ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV), พลังงานหมุนเวียน, ดิจิทัลแพลตฟอร์ม และนวัตกรรมด้านเกษตร-อาหาร เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยและจีนร่วมกันสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่มีความยั่งยืนแข่งขันได้ สอดคล้องกับเป้าหมายเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัลในอนาคต

รวมถึงการจัด Education Fair Zone เพื่อมอบโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ผ่านการมอบทุนการศึกษากว่า 400 ทุน จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของทั้งสองประเทศ เพื่อบ่มเพาะบุคลากรรุ่นใหม่ที่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมอนาคต

นอกจากกิจกรรมด้านแรงงานและการศึกษาแล้ว ภายในงานยังจัดสัมมนาและเสวนาเฉพาะด้าน โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และผู้นำองค์กรทั้งจากไทยและจีน มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ถ่ายทอดองค์ความรู้ และนำเสนอแนวคิดเชิงกลยุทธ์ในการรับมือกับความท้าทายของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ พร้อมทั้งมีการจัด Gala Dinner ที่สะท้อนถึงสายสัมพันธ์และมิตรภาพที่แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 50 ปี ย้ำชัดถึงความเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในทุกระดับ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน