สวทช.จับมือพันธมิตร เปิดแผนปั้นผ้าไหมไทยด้วยวิทยาศาสตร์–นวัตกรรม ดึงนวัตกรรมหนุนตั้งแต่เส้นใยถึงตลาด


การแข่งขันของตลาดสิ่งทอยุคใหม่ “ผ้าไหมทอมือ” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาและอัตลักษณ์สำคัญของไทย กำลังเผชิญความท้าทายทั้งด้านต้นทุนการผลิตที่สูงและคุณภาพที่ยังไม่สม่ำเสมอตามความต้องการของผู้บริโภค ทำให้การยกระดับกระบวนการผลิตด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีกลายเป็นโจทย์สำคัญของทั้งระบบอุตสาหกรรมชุมชน

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ กรมหม่อนไหม (มม.) และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในโครงการส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการพัฒนาสิ่งทอ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและมาตรฐานผ้าไหมตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายโอกาสทางการตลาด เพื่อสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน

ความร่วมมือครั้งนี้กำหนดแนวทางดำเนินงานร่วมกันในหลายด้าน ได้แก่ การสนับสนุนสินเชื่อเพื่อปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การพัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าผ้าไหมไทย การขยายช่องทางจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มของ ธ.ก.ส. การขยายพื้นที่ปลูกหม่อน และการผลักดันนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่หม่อนไหม โดยกำหนดพื้นที่นำร่องในภาคตะวันออกเฉียงเหนือบริเวณ ทุ่งกุลาร้องไห้ ครอบคลุม 5 จังหวัด คือ สุรินทร์ มหาสารคาม ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด และยโสธร รวมถึงภาคเหนือที่จังหวัดน่าน ก่อนต่อยอดสู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศ

ศรัญญู พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการผสานจุดแข็งของทั้ง 3 หน่วยงาน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมหม่อนไหมอย่างเป็นระบบ โดยเดินหน้ารักษามรดกภูมิปัญญาควบคู่กับการเพิ่มรายได้เกษตรกรผ่านงานวิจัยและพัฒนา ทั้งการปรับปรุงพันธุ์หม่อนไหมให้รับมือสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาเส้นไหมคุณสมบัติพิเศษรองรับอุตสาหกรรมอนาคต และการต่อยอดมูลค่าวัสดุเหลือใช้ เพื่อขยายศักยภาพผ้าไหมไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

ปัจจุบันกรมหม่อนไหมดูแลเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมทั่วประเทศมากกว่า 80,000 ราย ครอบคลุมห่วงโซ่มูลค่าทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ การสาวไหม การทอ ไปจนถึงการแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อยอด ช่วยเสริมความแข็งแรงให้โครงสร้างอุตสาหกรรมผ้าไหมในทุกระดับ

ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ในความร่วมมือครั้งนี้ สวทช.ทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนด้านเทคโนโลยีและองค์ความรู้ โดยถ่ายทอดผลงานวิจัยจากศูนย์แห่งชาติในสังกัด อาทิ ไบโอเทค และนาโนเทค เพื่อยกระดับการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตัวอย่างเช่น การนำเทคโนโลยี HandySense จากเนคเทคมาใช้บริหารจัดการแปลงปลูกหม่อน ช่วยติดตามสภาพแวดล้อมและควบคุมการผลิตตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของการเลี้ยงไหมจนถึงระยะสุดท้าย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพวัตถุดิบ

นอกจากนี้ ไบโอเทคยังสนับสนุนการใช้เอนไซม์ในกระบวนการ SILK Pro สำหรับลอกกาวไหม (เซริซิน) เพื่อให้ได้เส้นใยไหมคุณภาพสูง ย้อมสีติดง่าย และมีความสม่ำเสมอ ขณะที่นาโนเทคได้พัฒนาเทคโนโลยีปุ๋ยคุณภาพสูงแบบควบคุมการปลดปล่อย รวมถึงสารปรับสภาพผ้าไหมที่ช่วยเพิ่มความนุ่ม เรียบ ลดการยับ และดูแลรักษาง่าย ทำให้ผลิตภัณฑ์ไหมสามารถใช้งานได้สะดวกในชีวิตประจำวันมากขึ้น

ฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)  กล่าวว่า ภารกิจสำคัญของ ธ.ก.ส. คือ การแก้โจทย์ปัญหาภาคการเกษตร โดยเฉพาะการลดต้นทุนและเพิ่มผลิตภาพผ่านนวัตกรรม ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ ธ.ก.ส. พร้อมสนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ในฐานะ Change Agent เพื่อขับเคลื่อนห่วงโซ่หม่อนไหมไทยให้ทันสมัย ผ่านการสนับสนุนองค์ความรู้และกลไกทางการเงินอย่างครบวงจร

“ธ.ก.ส. พร้อมขับเคลื่อนเกษตรกรและผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่หม่อนไหม โดยสนับสนุนสินเชื่อปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อให้นำนวัตกรรมไปใช้ได้จริง พร้อมทั้งช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ผ่านการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และการขยายช่องทางตลาดผ่านแพลตฟอร์มของธนาคาร เช่น A Product และ BAAC Matching โดยจะเริ่มนำร่องในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ และ จ.น่าน เพื่อให้เยาวชนและเกษตรกรสามารถสืบทอดอาชีพหม่อนไหมได้อย่างยั่งยืนและมีมาตรฐานในเวทีการค้าโลก” ฉัตรชัย กล่าว