“TAIST-Science Tokyo” สร้างเครือข่ายการศึกษา ปั้นนักวิจัย–บุคลากรคุณภาพสูง รองรับอุตฯ เป้าหมาย – BCG Model


ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว และการแข่งขันในเวทีโลกที่เข้มข้น การสร้างและพัฒนากำลังคนคุณภาพสูงจึงกลายเป็นภารกิจสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรมที่มีบทบาทโดยตรงต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของชาติ

เช่นเดียวกับโครงการ TAIST-Science Tokyo ที่ถือกำเนิดขึ้นในฐานะเวทีความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาบุคลากรระดับบัณฑิตศึกษาและนักวิจัยคุณภาพสูง ตลอดเวลากว่า 17 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ไม่เพียงแต่สร้างบุคลากรที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมและงานวิจัย แต่ยังต่อยอดสู่เครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า โครงการ TAIST-Science Tokyo เป็นโครงการที่สะท้อนนโยบายของกระทรวง อว. ด้านการพัฒนากำลังคนคุณภาพสูงให้สอดคล้องประเทศกับความต้องการของประเทศในยุคที่เทคโนโลยีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งได้เริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2551 จนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่ปีการศึกษา 2565 เป็นต้นมา พร้อมส่งเสริมและต่อยอดไปสู่การนำเสนอในเวทีวิชาการระดับนานาชาติ และเป็นการสร้างและส่งเสริมเครือข่ายความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียน นักศึกษา ที่เข้าร่วมทราบถึงโอกาสในการเรียนและศึกษาต่อ เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่เวทีอาชีพ รวมถึงสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและภาควิจัย

ภายใต้แฟลตฟอร์มที่เรียกว่า “Manpower and Knowledge Development” ด้วยการพัฒนาระบบ National Brain Power Ecosystem สนับสนุนการผลิตบุคลากรคุณภาพระดับวิจัยและนวัตกรรม ทั้งที่เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมไปถึงเน้นการพัฒนากำลังคนที่มีทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย อุตสาหกรรม S-Curve และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต หรือ Lifelong Learning เพื่อรองรับการ Reskilling และ Upskilling

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกลุ่มมหาวิทยาลัยไทย ซึ่งนับตัวอย่างความสำเร็จของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิจัย สถาบันการศึกษา และพันธมิตรต่างประเทศ โดยเฉพาะ Institute of Science Tokyo ที่ร่วมกันพัฒนาหลักสูตรระดับนานาชาติ สร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและการพัฒนาประเทศ

“ในปี 2568 นี้ ได้มีการเปิดหลักสูตรใหม่ “Biomedical Engineering And AI” เพื่อรองรับอุตสาหกรรมสุขภาพและเทคโนโลยีสมัยใหม่ และยังได้จับมือพันธมิตรใหม่ คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เข้าร่วมในหลักสูตร “วิศวกรรมยานยนต์และระบบรางขั้นสูง (A2TE)” ทำให้มีเครือข่ายที่แข็งแกร่งและสามารถพัฒนากำลังคนที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว

ด้าน รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายวิจัยประยุกต์ทางเทคโนโลยีหุ่นยนต์และชีวการแพทย์ (BART LAB) คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (ระหว่างปี 2558-2566) กล่าวว่า หลักสูตร Biomedical and AI เป็นความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (KU) สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร(SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ Tokyo Medical and Dental University (TMDU) ประเทศญี่ปุ่น โดยมุ่งบูรณาการความรู้ด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีหุ่นยนต์ ทั้งนี้มหาวิทยาลัยมหิดลซึ่งมีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญทางด้านการแพทย์ และมีการริเริ่มเปิดหลักสูตร Biomedical Engineering ตั้งแต่ปี 2541 นับเป็นแห่งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และต่อยอดสู่การสร้างเครือข่ายนักวิจัยและบัณฑิตที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการบุคลากรด้านการแพทย์ เทคโนโลยี และสาธารณสุขในอนาคต

ศาสตราจารย์ ดร. จุนอิชิ ทาคาดะ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการระหว่างประเทศ สถาบันวิทยาศาสตร์โตเกียว กล่าวว่า สถาบันฯ พยายามผลักดันโครงการในระดับนานาชาติให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยส่งคณาจารย์เข้ามาสอน จัดทำงานวิจัยร่วมกัน รวมถึงร่วมดูแลการทำวิจัยของนักศึกษา อีกทั้งยังสนับสนุนการแลกเปลี่ยนนักศึกษา ซึ่งที่ผ่านมาเราได้รับนักศึกษาจาก Thai Science Tokyo เข้าสู่ Science Tokyo เพื่อสร้างประสบการณ์ในการทำวิจัย และเชื่อว่ากิจกรรมลักษณะนี้ช่วยเสริมสร้างและยกระดับคุณภาพการศึกษาของโครงการ Thai Science Tokyo และเรามั่นใจว่าโครงการนี้จะยังคงมีบทบาทสำคัญต่อไปในอนาคต

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า โครงการ TAIST-Science Tokyo เป็นโครงการที่ วช. ให้การสนับสนุนทุนวิจัยและทุนพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพสูง โดยเป็นการบูรณาการทรัพยากรและความเชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วน ทั้งในด้านองค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและสังคมในอนาคต จนเกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ที่ผ่านมาโครงการสามารถผลิตบัณฑิตคุณภาพแล้วกว่า 600 คน ที่กระจายกำลังไปในภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และสถาบันการศึกษาชั้นนำ รวมถึงมีผู้ต่อยอดไปสู่การศึกษาระดับปริญญาเอกทั้งในและต่างประเทศ

ในอนาคต วช. มีเป้าหมายที่จะทำให้โมเดลนี้เข้มแข็งยิ่งขึ้น พร้อมทั้งขยายความร่วมมือ โดยใช้เป็นแบบอย่างในการพัฒนาบุคลากรภายในประเทศ โดยจะเปิดรับนักศึกษารุ่นใหม่จากทุกมหาวิทยาลัยที่มีสาขาวิศวกรรมและสาขาวิทยาศาสตร์ ในเดือนธันวาคมปีนี้ และเริ่มการเรียนการสอนในเดือนสิงหาคม 2569 การรับนักศึกษาจะอยู่ที่สาขาละประมาณ 25 คน ขึ้นอยู่กับหลักสูตรและคณาจารย์ผู้สอน โดยคณาจารย์เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเจ้าของหลักสูตร และยังมีอาจารย์จากประเทศญี่ปุ่นเดินทางมาสอนแบบออนไซต์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งนี้ในอนาคตอาจมีการขยายจำนวนการรับนักศึกษาเพิ่มเติม ขึ้นอยู่กับผลการประเมินว่าการผลิตบุคลากรสามารถตอบโจทย์เป้าหมายที่วางไว้ได้มากน้อยเพียงใด

จิรวัฒน์ ลาดสุวรรณ นักศึกษาปริญญาโทสาขาวิศวกรรมพลังงานและทรัพยากรเพื่อความยั่งยืน (SERE) รุ่นที่ 14 ในโครงการ TAIST Science Tokyo เปิดเผยถึงแรงบันดาลใจในการเลือกศึกษาต่อว่า ปัจจุบันพลังงานทดแทน ทั้งพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต อีกทั้งยังสอดคล้องกับแนวทาง BCG โมเดลที่กำลังได้รับความสำคัญ โดยโครงการ TAIST Science Tokyo มีการสนับสนุนทุนการศึกษาเต็มจำนวน พร้อมค่าตอบแทนสำหรับนักศึกษาทุกคน นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนที่ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงมีเส้นทางในการศึกษาต่อระดับปริญญาเอก โดยหลักสูตรกำหนดระยะเวลา 2 ปี และเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทำวิจัยร่วมกับนักวิจัยระดับประเทศของ สวทช. ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่ช่วยเสริมสร้างทักษะเชิงวิชาการและปูทางสู่การเป็นนักวิจัยมืออาชีพ ปัจจุบันหลักสูตรมีนักศึกษาอยู่ประมาณ 50 คน

“ในอนาคตหลังจบการศึกษาตั้งเป้าหมายว่าจะประกอบอาชีพในสายงานวิศวกรรมเชิงอุตสาหกรรม และอาจศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ณ ประเทศญี่ปุ่น หากได้รับโอกาส เพื่อสานต่อการทำงานด้านการวิจัย และมีส่วนร่วมในการพัฒนาพลังงานเพื่อความยั่งยืนของประเทศในอนาคต” จิรวัฒน์ กล่าว