เอ็นไอเอ เดินหน้า “SPACE-F ปีที่ 6” หนุนสตาร์ทอัปไทยกว่า 80 ราย สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารโลก


สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชนหรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.ร่วมกับบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชนมหาวิทยาลัยมหิดล และพันธมิตรองค์กรชั้นนำ ได้แก่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชนบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด และเครือข่ายบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมอาหารเดินหน้าสานต่อพันธกิจบ่มเพาะและเร่งการเติบโตของสตาร์ทอัปด้านเทคโนโลยีอาหารใน “SPACE-F ปี 6: โครงการบ่มเพาะและเร่งการเติบโตของฟู้ดเทคสตาร์ทอัพระดับสากลแห่งแรกของประเทศไทย พร้อมเปิดเวทีให้สตาร์ทอัปได้นำเสนอนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีอาหารที่จะมาปฏิรูปอุตสาหกรรมอาหารของโลกผ่านกิจกรรม SPACE-F Accelerator Demo Day

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ  กล่าวว่า SPACE-F เป็นกลไกการพัฒนาและส่งเสริมฟู้ดเทคสตาร์ทอัปอย่างครบวงจร และช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับระบบนิเวศของไทยให้ก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์กลางด้านนวัตกรรมอาหาร” ของภูมิภาค และสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันในตลาดโลก โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เกิดการระดุมทุนรวมกว่า 5,000 ล้านบาท และการสนับสนุนตาร์ทอัปกว่า 80 ราย จาก 18 ประเทศทั่วโลกให้สามารถขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีมูลค่าตลาดกว่า 60,000 ล้านบาท

ในปีนี้ “โครงการ SPACE-F ปีที่ 6” NIA ยังเดินหน้าผลักดันสตาร์ทอัปที่มีศักยภาพสูงสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต โดยมีสตาร์ตอัปทั้งไทยและต่างประเทศ ในด้านอาหารเพื่อสุขภาพ (health and wellness) ด้านโปรตีนทางเลือก (alternative proteins) ด้านกระบวนการผลิตอาหารอัจฉริยะ (smart manufacturing) ด้านบรรจุภัณฑ์แห่งอนาคต (packaging solution) ด้านส่วนผสมและอาหารใหม่ (novel food and ingredients) ด้านวัสดุชีวภาพและสารเคมี (biomaterial and chemical) ด้านเทคโนโลยีการบริหารจัดการร้านอาหาร (restaurant tech) ด้านการตรวจสอบควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร (food safety and quality) และด้านการบริการอัจฉริยะด้านอาหาร (smart food services) เข้ารับการสนับสนุนด้านสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ จากมหาวิทยาลัยมหิดล

หนึ่งในไฮไลต์ของปีนี้คือการนำเสนอผลงานจาก 9 สตาร์ทอัปที่เข้าร่วมโครงการเร่งการเติบโตทางธุรกิจ (Accelerator Program) และโครงการบ่มเพาะ (Incubator Program) บนเวที “SPACE-F Accelerator Demo Day” โดยแต่ละรายมีแนวคิดนวัตกรรมอาหารที่น่าสนใจ เช่น Poseidona จากสเปน ที่นำสาหร่ายเหลือทิ้งมาแปรรูปเป็นโปรตีนทางเลือก, Warich Food จากไทย ที่เพิ่มมูลค่าผลไม้สุกจัดเป็นขนมสุขภาพไร้น้ำตาลและ Alcheme Bio จากสหรัฐฯ ที่ใช้ AI ออกแบบรสชาติของโปรตีนทางเลือกให้ใกล้เคียงเนื้อสัตว์มากที่สุด ขณะที่ TIGAMILK จากฮ่องกง ผลิตนมจากถั่วเสือที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ ส่วน Jupitair จากโปแลนด์ พัฒนาเทคโนโลยีกำจัดจุลินทรีย์ในอาหารโดยไม่ใช้สารเคมี

“การพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และการรักษามาตรฐานความปลอดภัยอาหารในระดับสากล SPACE-F ปีที่ 6 จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการแสดงศักยภาพของสตาร์ตอัปรุ่นใหม่ ที่พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารของไทยสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน ซึ่งกิจกรรม Accelerator Demo Day ปีนี้ จัดขึ้นภายในงานประชุมเทคโนโลยีระดับภูมิภาคที่รวบรวมผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกเข้าร่วมงาน” ดร.กริชผกา กล่าว

ด้าน สิริจิตร์ จิระเรืองเกียรติ Senior Director – Group Innovation บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไทยยูเนี่ยนเชื่อว่าโครงการ SPACE-F จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารให้มีความยั่งยืน ผ่านผลงานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยี ที่สามารถต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ หรือธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เพื่อสร้างคุณค่าให้กับอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อส่งเสริมการเติบโตของสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีอาหาร (FoodTech) ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางสำหรับนวัตกรรมด้านอาหารได้ในอนาคต

รศ. ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทย มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก มหาวิทยาลัยมหิดลมีความภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนผู้ประกอบการทางด้านฟู้ดเทคด้วยทรัพยากร เครื่องมือ ผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนคำแนะนำให้กับสตาร์ทอัป ทางมหาวิทยาลัยมหิดลและพันธมิตรมีความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการส่งเสริมระบบนิเวศของนวัตกรรมอาหาร เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

เจนิก้า ครูซ หัวหน้าฝ่ายนวัตกรรมองค์กรและความยั่งยืน บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า ในปี 2030 ที่ประชากรโลกกว่า 60% จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แนวคิดเรื่องการมีสุขภาพดีควบคู่กับอายุยืนยาวจึงยิ่งทวีความสำคัญ อาหารที่ตอบโจทย์กลุ่มนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการบริโภค แต่เป็นเรื่องของคุณภาพชีวิตในระยะยาว ซึ่งเนสท์เล่ในฐานะผู้ผลิตอาหารรายใหญ่จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาอาหารตามเทรนด์ของผู้บริโภคเพื่อยกระดับไปสู่การให้โภชนาการที่เหมาะสมได้ รวมถึงให้ความสำคัญในการสร้างบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนมากขึ้น

โดยเฉพาะอาหารโปรตีนทางเลือก (Alternative Protein) ที่กำลังเป็นกระแส แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ ความท้าทายจึงอยู่ที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีรสชาติดีและมีคุณภาพใกล้เคียงกับอาหารจริง ซึ่งไม่ใช่แค่การลอกเลียน แต่คือการยกระดับให้ดียิ่งกว่า เป้าหมายต่อไปคือการลดช่องว่างระหว่าง “ของจริง” กับ “ของทดแทน” ให้เหลือน้อยที่สุด ทั้งในแง่รสชาติ สารอาหาร และประสบการณ์ในการบริโภค เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง “ความอร่อย” และ “ประโยชน์” อย่างยั่งยืนในโลกอนาคต