
บริษัท โซเด็กซ์โซ่ อมตะ เซอร์วิสเซส จำกัด ฉลองครบรอบ 10 ปีแห่งความร่วมมือทางธุรกิจ สะท้อนการเติบโตของบริการอาหารและการบริหารจัดการอาคารแบบครบวงจร (Integrated Facilities Management: IFM) ที่กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองอุตสาหกรรมในพื้นที่ยุทธศาสตร์เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ครอบคลุมอมตะซิตี้ ชลบุรี และอมตะซิตี้ ระยอง ปัจจุบันให้บริการลูกค้ามากกว่า 95 บริษัท และมีบทบาทสนับสนุนระบบหลังบ้านให้กับโรงงานกว่า 1,500 แห่งในเครือข่ายนิคมอุตสาหกรรมอมตะ
โซเด็กซ์โซ่ อมตะ เซอร์วิสเซส เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างโซเด็กซ์โซ่ ประเทศไทย ผู้นำระดับโลกด้านบริการอาหารที่ยั่งยืนและ IFM จากประเทศฝรั่งเศส กับอมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาและบริหารเมืองอุตสาหกรรมในไทยและต่างประเทศ โดยผสานความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และบุคลากร เพื่อยกระดับการบริการตั้งแต่งานอาหาร การบริหารระบบวิศวกรรมอาคาร งานช่างซ่อมบำรุง ระบบรักษาความปลอดภัย การทำความสะอาด ไปจนถึงโซลูชันอัจฉริยะที่ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตแรงงานและประสิทธิภาพการดำเนินงานของผู้ประกอบการในนิคม
ฌ็อง-โกลด ปวงเบิฟ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า โซเด็กซ์โซ่เป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของบริษัทฝรั่งเศสที่เข้ามาลงทุนและเติบโตในประเทศไทยอย่างยั่งยืน ควบคู่กับภาคอุตสาหกรรมไทยมายาวนาน ท่ามกลางวาระการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศสครบรอบ 340 ปี ซึ่งสะท้อนบทบาทภาคเอกชนในการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมร่วมกัน

อาร์โนด์ เบียเลคกิ กรรมการผู้จัดการ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โซเด็กซ์โซ่ กล่าวว่า ด้วยประสบการณ์เกือบ 60 ปี ใน 43 ประเทศ และกว่า 21 ปีในประเทศไทย โซเด็กซ์โซ่มุ่งยกระดับมาตรฐานบริการอาหารและ IFM ผ่านการผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะ ระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และทีมงานที่มีความยืดหยุ่น เพื่อช่วยให้องค์กรลูกค้าควบคุมต้นทุนได้อย่างคุ้มค่า ขณะเดียวกันยังคงรักษามาตรฐานด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และคุณภาพในระดับสากล ซึ่งตลอด 10 ปีของความร่วมมือกับอมตะได้พิสูจน์ถึงความไว้วางใจจากลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม
ในเชิงปฏิบัติ โซเด็กซ์โซ่ อมตะ เซอร์วิสเซส นำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้เป็นแกนหลักของการบริหารจัดการ อาทิ Amata Command Center (ACC) ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุมการบริหารนิคมตลอด 24 ชั่วโมง เชื่อมต่อระบบรักษาความปลอดภัยและระบบแจ้งเตือนอัคคีภัยจากส่วนกลาง พร้อมเสริมประสิทธิภาพการดูแลพื้นที่ด้วยโซลูชัน Smart Security ที่สามารถเข้าถึงจุดเกิดเหตุภายใน 10 นาที ควบคู่กับการนำยานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีอัตโนมัติ และเครื่องมือดิจิทัลมาช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานในระยะยาว
ขณะที่ความยั่งยืนได้ถูกวางเป็นแกนยุทธศาสตร์ขององค์กร โดยโซเด็กซ์โซ่ตั้งเป้าบรรลุ Net Zero ทั่วโลกภายในปี 2040 พร้อมระบบติดตามตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมกว่า 100 รายการในทุกไซต์งานทั่วโลก ขณะที่ในประเทศไทย มีการใช้เทคโนโลยี “Waste Watch” ตรวจวัดและลดขยะอาหารอย่างเป็นระบบ ตั้งเป้าลดการสูญเสียอาหารลงไม่น้อยกว่า 50% ในทุกสาขา รวมถึงการยกระดับคุณภาพอาหารให้เป็นสวัสดิการสำคัญของแรงงาน นำไปสู่แผนพัฒนา “ครัวกลาง” ภายในนิคม เพื่อรองรับโรงงานขนาดเล็กและกลางที่ต้องการอาหารคุณภาพโดยไม่ต้องลงทุนครัวเอง
วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการและรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือกับผู้นำระดับโลกและผู้เชี่ยวชาญที่ให้บริการครบวงจรอย่างมืออาชีพถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับอมตะฯ ขณะที่เราก้าวหน้าและพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะครบวงจรทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ บริการเหล่านี้เป็นเสาหลักสำคัญสำหรับนักลงทุนที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในอมตะ รวมถึงสนับสนุนการเติบโตระยะยาวและความสำเร็จอย่างยั่งยืนของผู้ประกอบการ
“โซเด็กซ์โซ่ อมตะ เซอร์วิสเซส เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่แสดงให้เห็นมาตรฐานความเป็นเลิศที่ช่วยเสริมรากฐานในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไปข้างหน้า เราช่วยยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายการลงทุนชั้นนำ สร้างคุณค่าในระยะยาว และสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในตลาดโลก” วิกรม กล่าว

อัครเรศร์ ชูช่วย กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด กล่าวว่า อมตะเดินหน้าขยายการพัฒนา “เมืองอุตสาหกรรม” อย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยในประเทศไทยปัจจุบันมีโครงการในชลบุรีและระยอง และอยู่ระหว่างการพัฒนาเพิ่มอีก 2 พื้นที่ ได้แก่ ชลบุรี 2 และระยอง 2 ขณะที่ต่างประเทศ อมตะได้ลงทุนในเวียดนามแล้ว 3 โครงการ แบ่งเป็นภาคใต้ 2 แห่ง และภาคเหนือ 1 แห่ง พร้อมแผนขยายเพิ่มในภาคเหนืออีก 1 แห่งในปีหน้า รวมถึงเตรียมเริ่มโครงการใหม่ทางตอนเหนือของ สปป.ลาว บริเวณนาหม้อ ปัจจุบันมีโรงงานในเครือข่ายกว่า 1,500 แห่ง และตั้งเป้าขยายสู่ระดับ 4,000 โรงงานในอนาคต โดยเน้นการเติบโตควบคู่กับพาร์ตเนอร์ระยะยาวตั้งแต่วันแรกของการพัฒนาเมือง
ในระดับเมืองอุตสาหกรรม ความร่วมมือระหว่างโซเด็กซ์โซ่และอมตะยังมุ่งขับเคลื่อนแนวคิด “เมืองคาร์บอนต่ำ” ผ่านการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในระบบสาธารณูปโภค การใช้ไฟฟ้าสีเขียวในกระบวนการผลิตน้ำประปา และแผนพัฒนาโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ (Floating Solar) ภายในนิคม เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการลดคาร์บอนของทั้งผู้พัฒนาเมืองและผู้ประกอบการ
“สำหรับทิศทางการเติบโตในอนาคต รายได้ของโซเด็กซ์โซในประเทศไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ราว 230 ล้านบาท และตั้งเป้าแตะระดับประมาณ 600 ล้านบาทภายในปี 2030 โดยจะไม่เร่งขยายตัวเร็วจนเกินไป แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพบริการ ความเชื่อมั่นของลูกค้า และการมีส่วนร่วมกับชุมชนรอบนิคม ผ่านกิจกรรม CSR และโครงการด้านความมั่นคงทางอาหาร เพื่อการเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว” อัครเรศร์ กล่าว