
กรุงเทพฯ ประเทศไทย : สโนว์เฟลก (Snowflake) บริษัทด้าน AI Data Cloud ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้ โดยมุ่งเน้นการขยายฐานลูกค้าและพันธมิตรภายในประเทศ การเปิดตัวในครั้งนี้จะช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถปลดล็อกข้อมูลเชิงลึกได้ดียิ่งขึ้นภายใต้การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อผลักดันให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ทางธุรกิจ วางแผนใช้อินสแตนซ์ ท้องถิ่น บน AWS Asia Pacific (Thailand) Region ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อไม่นานนี้ของ AWS ในปี 2569 ซึ่งทำให้ลูกค้าของสโนว์เฟลกในประเทศไทยสามารถเก็บข้อมูลได้อย่างปลอดภัยในประเทศ ขณะเดียวกันก็ยังคงใช้ประโยชน์จากความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับขนาดของ AI Data Cloud ของสโนว์เฟลกได้

สัตชิต โจเกลการ์ กรรมการผู้จัดการ ประจำภูมิภาคอาเซียน บริษัท สโนว์เฟลก กล่าวว่า สโนว์เฟลก มีลูกค้ามากกว่า 12,000 รายทั่วโลก ซึ่งรวมถึงบริษัทขนาดใหญ่หลายร้อยรายทั่วโลกต่างเลือกใช้ AI Data Cloud ของสโนว์เฟลก เพื่อสร้าง ใช้ และแชร์ข้อมูล แอปพลิเคชัน และ AI การที่สโนว์เฟลกขยายธุรกิจในประเทศไทยด้วย 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.โอกาสการลงทุนในไทยที่กำลังเดินหน้าเร่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและ AI เช่น แพลตฟอร์ม AI ต่างๆ 2. การลงทุนครั้งสำคัญของ Hyperscale เช่น AWS Microsoft Google Thailand 3.นโยบายประเทศไทย 4.0 ที่มีการย้ายระบบ Cloud สู่ดิจิทัล และ 4.พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ของประเทศไทยมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบแล้ว ซึ่งจะช่วยควบคุมให้มีการใช้ข้อมูลอย่างปลอดภัย ทำให้องค์กรต่างๆ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด เช่น ภาครัฐ การแพทย์และสาธารณสุข และภาคธนาคาร สามารถมั่นใจได้ว่าข้อมูลภายใต้แพลตฟอร์ม AI ที่ปลอดภัย เป็นไปตามกฎระเบียบ และมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็ยังสามารถใช้ประโยชน์จาก AI Data Cloud ของ สโนว์เฟลกเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ได้ด้วย
สิ่งสำคัญของ AI ของสโนว์เฟลก คือ สามารถเข้าใจคำถามของผู้ใช้ AI รู้ว่าจะดึงข้อมูลที่ดีที่สุดในการตอบคำถาม 3. เช็คอีกครั้งว่าเป็นข้อมูลเหมาะในการตอบคำถาม นำข้อมูลแปลงเป็นตาราง กราฟแท่งและกราฟวงกลม นอกจากนี้มีฟังก์ชั่นอีกมากมายเพิ่มเติม

สโนว์เฟลกวางแผนใช้อินสแตนซ์ ท้องถิ่น บน AWS Asia Pacific (Thailand) Region ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อไม่นานนี้ของ AWS ในปี 2569 ซึ่งทำให้ลูกค้าของสโนว์เฟลกในประเทศไทยสามารถเก็บข้อมูลได้อย่างปลอดภัยในประเทศ ขณะเดียวกันก็ยังคงใช้ประโยชน์จากความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับขนาดของ AI Data Cloud ของสโนว์เฟลกได้ ด้วยความยืดหยุ่นที่เกิดขึ้นทันทีจากบริการของสโนว์เฟลก จะทำให้ลูกค้าทั้งในภาครัฐและเอกชนสามารถขยายข้อเสนอและใช้ประโยชน์จากชุดเครื่องมือและบริการปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังขยายตัวของสโนว์เฟลกได้มากขึ้น
ปัจจุบันสโนว์เฟลกมีลูกค้าและพันธมิตรในไทยราว 5 ราย ได้แก่ บริษัท แอคเซนเจอร์ (Accenture) บริษัท บิสซิเนส แอพพลิเคชั่น จำกัด (BAC) และ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือWHA Group ซึ่งล้วนเป็นบริษัทที่กำลังใช้ประโยชน์จาก Snowflake AI Data Cloud ทั่วประเทศ

ด้านแองเจลา โกะ ผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมือและพันธมิตร ประจำภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า นอกจากการลงทุนในไทยแล้ว สโนว์เฟลกมีพาร์ทเนอร์ต่างๆ มากมายช่วยลูกค้าในทุกอุตสาหกรรม นำกลยุทธ์พันธมิตรเป็นอันดับแรก ตั้งใจสร้าง Ecosystem ให้ไทยและยกระดับพาร์ทเนอร์ในไทย มีโปรแกรมให้ผู้ใช้งานไทยได้เรียนรู้ ให้ทุนพาร์ทเนอร์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โค้ชชิ่งประเทศไทยเป็ฺนประเทศแรกที่ร่วมโครงการนี้
ส่วนการเรียนรู้สำหรับพันธมิตร (Partner Learning) สโนว์เฟลกมีการลงทุนอย่างจริงจังในโครงการฝึกอบรม เช่น โครงการSnowflake Partner Network Learn (SPN Learn): เป็นเหมือนมหาวิทยาลัยออนไลน์ที่พันธมิตรสามารถเข้าถึงหลักสูตรด้าน AI และ Data เพื่อรับการรับรอง (Accredited) ทั้งสำหรับฝ่ายขายและฝ่ายเทคนิค Snowflake University ให้บริการฝึกอบรมแบบ On-Demand และห้องปฏิบัติการ (Lab Work) โดยเฉพาะสำหรับบุคลากรด้านเทคนิค โดยหลักสูตรฝึกอบรมเป็นแบบ Global ที่เข้าถึงได้จากทั่วโลกผ่านทางเว็บไซต์ มีคอร์สทางออนไลน์มากมาย และ Instructor-led Lab Training มีการลงทุนสำคัญในการฝึกอบรมแบบมีผู้สอนเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในเทคโนโลยี นอกจากนี้ สโนว์เฟลกมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในไทยราว 1-2 แห่ง เพื่อเพิ่มหลักสูตรการเรียนการสอนด้าน AI Data ในมหาวิทยาลัย ซึ่งจะช่วยฝึกฝนนักศึกษาให้สู่อาชีพด้าน AI Data ขณะนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการก่อนจะประกาศอย่างเป็นทางการในภายหลัง
แองเจลา โกะ กล่าวถึงสำหรับตัวอย่างพาร์ทเนอร์ในไทย เช่น บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group ซึ่งดำเนินธุรกิจหลากหลายทั้งระบบสาธารณูปโภค การจัดการอสังหาริมทรัพย์ โลจิสติกส์และคลังสินค้า ซึ่งมีความท้าทายจากการมีข้อมูลกระจัดกระจายหลายแห่ง โดย WHA Group มีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับ ESG (Environmental, Social, and Governance) สโนว์เฟลกช่วย WHA ในการรวบรวมข้อมูล ผ่านโครงการภายในเรียกว่า Cen Base เพื่อรวมข้อมูลทั้งที่มีโครงสร้างและไม่มีโครงสร้างเข้าไว้ในจุดเดียวสำหรับการริเริ่ม AI ในอนาคต โครงการสำคัญของ WHA Group ได้แก่ AI-Driven Operations เช่น การใช้เซ็นเซอร์ที่หลังคาเพื่อตรวจสอบสภาพคลังสินค้า, AI for Sustainability ใช้ชุดข้อมูล ESG จาก Marketplace และ AI Literacy and Collaboration เพื่อให้พนักงานภายในสามารถ “พูดคุยกับข้อมูล” (Talk to your Data) แทนที่จะต้องอ่านรายงานจำนวนมาก เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่ากลยุทธ์ AI จะดีได้ก็ต่อเมื่อมีรากฐานข้อมูลที่มั่นคง