Smart Agri Day 2025 เปิดวิสัยทัศน์ Plant Factory ดันสมุนไพร – พืชเศรษฐกิจไทยสู่ตลาดโลก


ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการเกษตร ที่ไม่ใช่เพียงการเพาะปลูกเพื่อบริโภคแบบเดิม แต่เป็นการผสาน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพืชเศรษฐกิจและสมุนไพรไทย สอดคล้องกับเทรนด์การบริโภคเพื่อสุขภาพและความยั่งยืนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก โดยข้อมูลจากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ประเทศไทยมีการส่งออก “เครื่องเทศและสมุนไพร” ในปี 2566 มูลค่ากว่า 6,985.12 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยให้มีความแข็งแกร่งและสามารถแข่งขันได้นีระดับสากล

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) จึงจัดงาน “Smart Agri Days 2025 นวัตกรรมการเกษตรอัจฉริยะเพื่ออนาคต” เพื่อส่งเสริมและเชื่อมโยงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยและพืชศักยภาพสูง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) เปิดเผยว่า งาน Smart Agri Days 2025 นวัตกรรมการเกษตรอัจฉริยะเพื่ออนาคต จัดขึ้นมาเพื่อเป็นเวทีสำคัญที่จะแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมให้ก้าวทันยุคสมัย โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีคือหัวใจสำคัญของการเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือยุทธศาสตร์ที่จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน  การนำเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างโรงงานผลิตพืช (Plant Factory)  ปัญญาประดิษฐ์ (AI)  และหุ่นยนต์การเกษตรมาใช้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยง รวมถึงช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตจากฝีมือคนไทย

ภายในงานเสวนาเชิงวิชาการหัวข้อ “เปิดโมเดลธุรกิจโรงงานพืชสู่อนาคต (Plant Factory Blueprint)” ผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขาได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางและความเป็นไปได้ของธุรกิจโรงงานพืชในอนาคต โดย มัฆวาล หอสุวรรณ์ ผู้อำนวยการบริษัท ศูนย์เกษตรกรรมบางไทร จำกัด กล่าวว่า Plant Factory ในประเทศจีนมีการแข่งขันในธุรกิจนี้สูงมาก โดยเฉพาะการลดต้นทุนด้านพลังงาน เดิมทีการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ราว 120 วัตต์ต่อตารางเมตร แต่ปัจจุบันจีนได้พัฒนาชิปและเทคโนโลยี LED จนสามารถลดการใช้พลังงานลงเหลือเพียง 70–80 วัตต์ต่อตารางเมตร ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจคุ้มค่ามากขึ้น อีกทั้งต้นทุนวัสดุและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องยังถูกลงกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบกับอดีต ขณะที่การจัดการภายในฟาร์มก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น การเพิ่มรอบการปลูกได้มากกว่า 30 รอบต่อปี ผ่านการแบ่งระยะปลูกที่กระชับและใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญของ Plant Factory คือเงินลงทุนเริ่มต้นที่ค่อนข้างสูง แม้ในจีนจะมีการตั้งโรงงานใหม่กว่า 1,200 แห่ง แต่มีเพียงประมาณ 50 แห่งที่ผลิตพืชเพื่อการค้า ส่วนที่เหลือมุ่งเน้นการปลูกเห็ดและไมโครกรีนซึ่งใช้ต้นทุนน้อยกว่า

“ประเทศไทยเองมีศักยภาพ โดยเฉพาะการออกแบบห้องเย็นที่มีคุณภาพและราคาประหยัด ซึ่งสามารถแข่งขันได้ไม่แพ้ต่างชาติ หากสามารถขยายขนาดการผลิตให้ใหญ่พอ ต้นทุนก็จะลดลงตาม และนอกจากการผลิตเพื่อบริโภคในประเทศแล้ว ไทยยังมีโอกาสส่งออกทั้งผลผลิตและเทคโนโลยีที่พัฒนาเองได้ในอนาคต”  มัฆวาล กล่าว

ดร.เกรียงไกร โมสาลียานนท์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการจัดการแบบบูรณาการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีแห่งชาติ (ไบโอเทค) กล่าวว่า การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการผลิตพืชใน Plant Factory ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เริ่มต้นจากการผลิตพืชที่มีมูลค่าสูง แต่ติดข้อจำกัดด้านต้นทุนการผลิตและการสร้างเครื่องมือ ปัจจุบันจึงมุ่งพัฒนาพลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงพลังงานทางเลือกเพื่อลดภาระต้นทุน โดยเฉพาะ เทคโนโลยีไฟ LED ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมการใช้พลังงานและการออกแบบระบบแสงสว่างที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน การพัฒนาสายพันธุ์พืชก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพื่อให้เหมาะสมกับการปลูกในโรงงานพืช เช่น การทำให้พืชเติบโตเร็วขึ้น ใช้แสงน้อยลง แต่ให้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพ อีกทั้งยังต้องบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิต ลดของเสีย และสนับสนุนแนวทาง “Plant Green” ในอนาคต อันจะต่อยอดไปสู่การสร้างโมเดลธุรกิจที่แข่งขันได้ในตลาดโลก

ในมิติของตลาดและธุรกิจ Plant Factory ไม่ได้จำกัดแค่การผลิตผักใบ แต่ยังสามารถพัฒนาสู่ การปลูกไม้ผล ราก หรือสมุนไพร เช่น ขิง เพื่อขยายความหลากหลายของผลผลิต โดยแนวโน้มที่สำคัญคือการผลิตอาหารเชิงหน้าที่ (Functional Food) เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคเฉพาะ เช่น อาหารไฟเบอร์ต่ำที่ช่วยให้ผู้สูงอายุเคี้ยวง่าย หรืออาหารไฟเบอร์สูงเพื่อช่วยระบบการขับถ่าย ทั้งหมดนี้เป็นโอกาสที่ Plant Factory สามารถควบคุมคุณภาพและกระบวนการผลิตให้ได้ตามความต้องการของตลาด

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือทรัพยากรที่เริ่มลดลง ไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ย น้ำ โดยเฉพาะแรงงานคนที่หันหลังให้กับภาคเกษตรมากขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาด้านความมั่นคงทางอาหารของโลกในอนาคต ปัจจุบันจึงต้องต่อสู้กับสองโจทย์หลักคือ การลดต้นทุน (Low Cost) และ การผลิตพืชที่มีมูลค่าสูงหรือพืชเฉพาะทาง (Specialty Crops) ซึ่งทั้งสองแนวทางนี้มีแนวโน้มจะเชื่อมเข้าหากันในอนาคต เมื่อเทคโนโลยีสามารถทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลงจนเข้าถึงได้ และขยายผลสู่การผลิตอาหารที่บริโภคในชีวิตประจำวัน

“ในช่วง 5 ปีแรก การทำ Plant Factory ต้องเน้นลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด จากนั้นเมื่อมีข้อมูลสะสมมากพอ การผลิตจะเข้าสู่จุดที่สามารถลดราคาลงได้อย่างยั่งยืน โดยมีเทคโนโลยีด้านพันธุกรรม (Genetic Resources) และเมล็ดพันธุ์คุณภาพเป็นต้นทางที่สำคัญ สุดท้ายแล้ว หากเทคโนโลยีพร้อมและได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค เชื่อว่าประเทศไทยมีศักยภาพโดดเด่นที่จะก้าวขึ้นสู่ตลาดโลกได้ไม่ยากนัก” ดร.เกรียงไกร กล่าว

รศ.ดร.ธรสิทธิ์ เกษตรเกษม จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า เทคโนโลยี AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนา Plant Factory ตั้งแต่การวางแผนการผลิต การคิดเชิงกลยุทธ์ ไปจนถึงการตรวจวัดและตรวจจับโรคในพืช โดยทำงานร่วมกับ IoT (Internet of Things) ที่เปรียบเสมือนเซนเซอร์คอยตรวจสอบสภาพแวดล้อมในแปลงปลูก หากสามารถบูรณาการข้อมูลเหล่านี้เข้าด้วยกัน จะนำไปสู่การสร้าง “Digital Twin” ของโรงงานพืช เพื่อทดลองคำนวณวิธีการปลูก ปริมาณการใช้น้ำ และผลผลิตที่คาดหวังก่อนลงมือปลูกจริง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

“แม้การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเกษตรกรไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อมีคนรุ่นใหม่เข้าสู่ภาคเกษตรมากขึ้น Plant Factory จะเป็นคำตอบที่ช่วยยกระดับคุณภาพการผลิตและสอดรับกับการเกษตรยุคใหม่” รศ.ดร.ธรสิทธิ์ กล่าว

ดร.วิลาส ฉ่ำเลิศวัฒน์ ผู้อำนวยการ บริษัท โนบิทเทอร์ จำกัด กล่าวว่า “Game Changer” ของอุตสาหกรรม Plant Factory ในอนาคตคือการบูรณาการเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะ AI และหุ่นยนต์อัตโนมัติ (Advanced Robotics & Automation) ซึ่ง AI จะเปรียบเสมือนสมอง คอยวิเคราะห์ คำนวณ และกำหนดวิธีการปลูกที่เหมาะสมที่สุด ขณะที่หุ่นยนต์ทำหน้าที่เป็นแขนขา คอยทำงานแทนแรงงานมนุษย์ ตั้งแต่ขั้นตอนการเพาะเมล็ด การดูแลระหว่างการเจริญเติบโต จนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิต การผสานกันของสองเทคโนโลยีนี้จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพ ลดระยะเวลาในการเพาะปลูก และเพิ่มคุณภาพของพืชผลได้อย่างชัดเจน

“Plant Factory ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อแข่งขันกับเกษตรกรดั้งเดิม แต่เป็นการเสริมสร้างห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ทางการเกษตรให้ครอบคลุมและมีความแข็งแกร่งมากขึ้น จุดแข็งของ Plant Factory อยู่ที่การผลิตพืชที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ ปลอดภัย และเชื่อถือได้ หากสามารถสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค พร้อมกับขยายการผลิตในระดับสเกลใหญ่ ก็จะทำให้ประเทศไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนในเวทีโลก โดยนำเสนอพืชผลที่ผ่านการเพาะปลูกใน Plant Factory ภายใต้แบรนด์ความเป็น “สินค้าเกษตรไทยคุณภาพ” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางรอดและโอกาสใหม่ของเกษตรกรไทยในอนาคต” ดร.วิลาส กล่าว