
ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่หลายด้าน ตั้งแต่การยกระดับเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม คุณภาพชีวิต สุขภาพ สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงความมั่นคงของประเทศ กองทุนวิจัย วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม (ววน.) จึงถูกวางบทบาทให้เป็นกลไกหลักในการเปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็นการแก้ปัญหาจริง ผ่านการลงทุนที่มีเป้าหมายชัด การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ และการขับเคลื่อนนโยบายบนฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์ ซึ่งนำมาสู่การผลักดันแผน “ววน. ที่จะพาประเทศไทยชนะ” และการยกระดับบทบาทหน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU) เพื่อเร่งผลลัพธ์เชิงรูปธรรมในเวทีวันนี้

ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เปิดเผยว่า ผลงานของกองทุน ววน. ไม่ใช่เพียงการรายงานตัวเลข แต่พิสูจน์ให้เห็นว่า “การลงทุนในความรู้” สามารถเปลี่ยนโฉมหน้าของประเทศได้อย่างไร ตั้งแต่ปี 2563-2568 กองทุน ววน. ได้รับการจัดสรรงบประมาณรวมทั้งสิ้น 101,285.97 ล้านบาท โดยมุ่งผลลัพธ์เป็นหลักเพื่อเปลี่ยนทุกภาษีของประชาชนให้กลายเป็นคุณค่าที่เป็นรูปธรรม สร้างมูลค่าการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริง เกิดผลกระทบทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมเฉลี่ยสูงถึง 3.57 เท่า ยกตัวอย่างจากงบประมาณแผนงานขนาดใหญ่ 7 พันล้านบาท สามารถสร้างผลตอบแทนได้มากกว่า 25,000 ล้านบาท ส่วนในมุมของสังคมและสิ่งแวดล้อมมีทั้งการรับมือภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาสังคม สังคมสูงวัย การแก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่
“ความสำเร็จของแผน “ววน. ที่จะพาประเทศไทยชนะ” เกิดจากการบูรณาการการทำงานของหน่วยบริหารและจัดการทุน 8 หน่วย ภายใต้ 13 แผนงานหลัก โดยขับเคลื่อนผ่าน 4 เสาหลัก ครอบคลุมเศรษฐกิจ สุขภาพ สังคม และกำลังคน เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยและนวัตกรรมให้เป็นกลไกพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม” ศ.ดร.สมปอง กล่าว
เสาที่ 1 ความสามารถในการแข่งขัน มุ่งสร้างอุตสาหกรรมอนาคต ทั้งอาหารแห่งอนาคต พลังงานสะอาด และธุรกิจนวัตกรรมด้าน AI–EV–ชีวภาพ ส่งผลให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1,000 ล้านบาท เกิดตลาดใหม่ ผลิตภัณฑ์สีเขียว เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ลดการนำเข้า และยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่ “ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต” พร้อมการเติบโตของสตาร์ทอัปกว่า 2,100 ราย

เสาที่ 2 การแพทย์และระบบสุขภาพ ขับเคลื่อนการแพทย์แม่นยำ วัคซีน เครื่องมือแพทย์ และข้อมูลจีโนมิกส์ ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า สร้างรายได้และประหยัดงบประมาณหลายร้อยล้านบาท เพิ่มการเข้าถึงบริการตรวจคัดกรองที่รวดเร็วและแม่นยำ และวางรากฐานความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศในระยะยาว
เสาที่ 3 การลดความยากจนและความเสมอภาค ใช้วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และพลังพื้นที่ ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากในหลายภูมิภาค ส่งผลให้รายได้ครัวเรือนยากจนเพิ่มขึ้นราว 15–20% เกิดอาชีพใหม่ ลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ และเชื่อมการแก้จนกับการจัดการสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ
เสาที่ 4 ศักยภาพกำลังคนและสถาบันความรู้ มุ่งพัฒนางานวิจัยขั้นแนวหน้าและกำลังคนทักษะสูง สร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ใช้วิทยาศาสตร์สนับสนุนนโยบายสาธารณะ การจัดการสิ่งแวดล้อม พลังงานสะอาด และการรับมือภัยพิบัติ ทำให้ประเทศไทยขยับจากผู้ใช้เทคโนโลยีสู่ “ผู้คิดค้นและออกแบบ” และทำให้งานวิจัยถูกนำไปใช้แก้ปัญหาจริงของประเทศอย่างเป็นระบบ
ความสำเร็จของแผน ววน. ดังกล่าว นำมาสู่คำตอบของการ “เปลี่ยนอนาคตประเทศ” ซึ่งคือการลงทุนเชิงโครงสร้างด้านบุคลากรวิจัยและนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การพัฒนาเส้นทางอาชีพกำลังคนทักษะสูง โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์กลางความรู้กว่า 300 คน เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญไทยและนานาชาติกว่า 600 คน และบุคลากรที่เชื่อมโยงกับภาคีเครือข่ายระดับโลก 51 คน ควบคู่กับการเตรียมกำลังคนรองรับอุตสาหกรรมอนาคตและการรับมือภัยพิบัติ ผ่านการใช้ฐานข้อมูลภูมิสารสนเทศและปัญญาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือเรียนรู้และปฏิบัติจริง เปลี่ยนพื้นที่ประสบภัยให้เป็นห้องเรียนเสมือนจริง ใช้เทคโนโลยีเก็บข้อมูลเชิงลึกเพื่อตรวจสอบสภาพเมืองหลังน้ำลด ประเมินความเสียหายเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ และต่อยอดศูนย์ข้อมูลกลางภูมิสารสนเทศเพื่อบริหารจัดการน้ำท่วมในพื้นที่สำคัญ เช่น หาดใหญ่

ศ.ดร.สมปอง กล่าวถึงภาพรวมการขับเคลื่อนของกองทุน ววน. ในปัจจุบัน มุ่งชัดไปที่ 2 วาระสำคัญของประเทศ ได้แก่ การพัฒนากำลังคนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะ AI ควบคู่กับ EV และเซมิคอนดักเตอร์ และการนำวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม มาใช้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ โดยเฉพาะปัญหา PM 2.5 ซึ่งสะท้อนชัดทั้งในมิติการลงทุนและการขับเคลื่อนนโยบาย ผ่าน “แผนงานการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์” หรือแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. ที่ดำเนินการต่อเนื่องมาแล้วกว่า 2 ปี
ในมิตินโยบายและกรอบงบประมาณ ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 จำนวน 19,828,2930 ล้านบาท กองทุนววน.ได้เสนอของบประมาณจำแนกตามลักษณะรายจ่ายลงทุนและงบเงินอุดหนุน เพิ่มขึ้นจากปีพ.ศ.2568 ประมาณ 577.52 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3% โดยกองทุน ววน. วางเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่จำนวนกำลังคนที่จะพัฒนา งบลงทุนที่ใช้ ไปจนถึงการนำผลลัพธ์ไปต่อยอดเชิงนโยบายและการใช้งานจริง โดยเฉพาะแผนพัฒนากำลังคนด้าน AI ที่อิงจากความต้องการของตลาดแรงงานและการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม มุ่งทั้งการสร้างอาชีพใหม่ การ Upskill–Reskillแรงงานในภาคอุตสาหกรรม พร้อมกำหนดเป้าหมายชัดว่าผู้ที่ผ่านการพัฒนาทักษะร่วมกับกองทุน ววน. และ PMU โดยเฉพาะหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาการวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) จะสามารถต่อยอดไปสู่รายได้ใหม่ งานใหม่ และโอกาสทางอาชีพที่เกิดขึ้นจริง
ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาการวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) กล่าวว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีบทบาทสำคัญในทุกวันนี้ ตั้งเป้าสร้างบุคลากรด้าน AI 50,000 คน ภายใน 5 ปี โดยบพค.สามารถผลิต AI Adopter จำนวน 2,289 คน สามารถ Optimize ด้านระบบโลจิสติกส์และวางแผนผังเมือง
สำหรับวาระ PM 2.5 ยังถูกยกระดับเป็นเป้าหมายเชิงระบบ โดยตั้งเป้าภายใน 2 ปี ในพื้นที่วิกฤตทั้งภาคเหนือ กรุงเทพมหานคร และภูมิภาคอื่น ๆ ที่เชื่อมโยงปัญหาฝุ่นควัน ผ่านความร่วมมือของหลาย PMU และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อใช้ข้อมูล วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมเป็นฐานการตัดสินใจ จากเดิมที่สังคมไทยเผชิญ PM 2.5 ในระดับเกินมาตรฐานราว 60 วันต่อปี เป้าหมายใหม่คือการลดจำนวนวันเสี่ยงลงอย่างมีนัยสำคัญ เหลือราว 20 วันต่อปี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต สุขภาพประชาชน และสร้างผลลัพธ์เชิงนโยบายที่จับต้องได้ในระยะยาว
นอกจากนี้ สกสว. เดินหน้าขยายบทบาทกองทุน ววน. ด้วยการเปิดตัวหน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU) ด้านความมั่นคงประเทศ โดยที่ประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เห็นชอบให้กรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม (วท.กห.) สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานให้ทุนในระบบ ววน. ประเภทที่ (2) เพื่อยกระดับงานวิจัยด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริง ลดความซ้ำซ้อน และบริหารจัดการแบบครบวงจร พร้อมตั้งเป้าลดการพึ่งพาเทคโนโลยีและยุทโธปกรณ์นำเข้าจากต่างประเทศ โดยคณะ วท.กห. ได้เข้าหารือกับผู้บริหาร สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อเตรียมความพร้อมในฐานะ PMU ความมั่นคง และปรับกรอบการดำเนินงานให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ รวมถึงการปรับกฎระเบียบให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พล.ท.คม วิริยเวชกุล เจ้ากรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม (วท.กห.) กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพนักวิจัยและฐานการผลิตพร้อมอยู่แล้ว โดยต้นน้ำมีนักวิจัย วิทยาศาสตร์ หมอ ส่วนกลางน้ำมีหน่วยงานที่รับรองมาตรฐานนำไปสู่อุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งมีโรงงานผลิตที่เป็นพันธมิตร มีสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) ภายใต้สังกัดกระทรวงกลาโหม สามารถผลิตยุทโธปกรณ์ใช้ได้เอง ช่วยเศรษฐกิจของประเทศ
แต่ที่ผ่านมาเผชิญข้อจำกัดด้านทิศทางและการสนับสนุน เมื่อได้รับบทบาทเป็น PMU เปลี่ยนจากผู้ใช้เทคโนโลยีเป็นผู้สร้าง จะทำให้การให้ทุนมีความชัดเจนและเหมาะสมมากขึ้น งบวิจัยเพิ่มขึ้น และสามารถยกระดับผลงานสู่การรับรองมาตรฐาน การผลิตเชิงอุตสาหกรรม และการต่อยอดตามนโยบายรัฐ โดยทำงานร่วมภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างการจ้างงาน การลงทุน และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจควบคู่ความมั่นคง ทั้งยังเสริมความสามารถในการพึ่งพาตนเองต่อสถานการณ์ภัยคุกคาม
“สำหรับไทม์ไลน์การดำเนินงาน ปี 2569 จะเป็นช่วงเตรียมความพร้อม ศึกษาข้อมูล และปรับกฎระเบียบให้สอดคล้อง ก่อนเริ่มให้ทุนในปี 2570 โดยระยะแรกจะมุ่งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหม และขยายสู่สถาบันการศึกษา หน่วยวิจัย และภาคเอกชนเมื่อระบบพร้อม คาดว่าปี 2571 จะขับเคลื่อนได้เต็มรูปแบบ โดยงานวิจัยด้านความมั่นคงจะผสานกับภารกิจของกองทัพทั้งการป้องกันประเทศ การรักษาความมั่นคงภายใน และการช่วยเหลือพัฒนาประเทศ อาทิ การรับมือภัยพิบัติและปัญหาสิ่งแวดล้อม” พล.ท.คม กล่าว
ในเชิงระบบ วท.กห. จะบูรณาการเครือข่ายหน่วยวิจัยในกองทัพ โรงงานผลิต สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ และความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อพัฒนานวัตกรรมตั้งแต่การทดสอบภาคสนามจนถึงการผลิตจริง ขณะเดียวกัน ระบบ PMU จะบริหารงบประมาณโดยคำนึงถึงระดับความอ่อนไหวของข้อมูล แยกงานวิจัยที่เป็นความลับสูงออกจากงานที่เปิดเผยได้ เพื่อคุ้มครองความมั่นคงของประเทศ พร้อมผลักดันงานวิจัยที่พร้อมใช้เข้าสู่ระบบ ววน. อย่างเหมาะสมและปลอดภัย