ส.อ.ท.ผนึกกำลัง มธ. ปั้นบุคลากร-นวัตกรรม New S-curve ยกระดับอุตฯ ไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก


กรุงเทพฯ – 8 กันยายน 2568 : สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัย (MOU) เพื่อร่วมพัฒนากำลังคนและนวัตกรรม ต่อยอดศักยภาพอุตสาหกรรมไทยสู่ระดับสากล ผ่านกิจกรรมร่วมในหลายมิติ ตั้งแต่การพัฒนาหลักสูตร การวิจัยและพัฒนา การฝึกอบรม รวมถึงการให้บริการทางวิชาการ ณ โรงแรม อีสติน แกรนด์ สาทร กรุงเทพฯ

ภายใต้ความร่วมมือนี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จะดำเนินกิจกรรมสำคัญ ได้แก่

  • พัฒนาหลักสูตรด้านโภชนาการและนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ (Food for Longevity) โดยบูรณาการความรู้ร่วมกับคณาจารย์จากคณะสหเวชศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีศักยภาพสูง ตอบสนองต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพ พร้อมทั้งสนับสนุนการยกระดับคุณภาพชีวิตและการมีอายุยืนอย่างมีสุขภาวะที่ดี
  • ฝึกงานและสหกิจศึกษาในรูปแบบ Problem-based Learning (PBL) เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ลงมือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสถานประกอบการ เรียนรู้การวิเคราะห์เชิงระบบ การวางแผนกลยุทธ์และแนวทางแก้ไข ภายใต้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในภาคอุตสาหกรรมและคณาจารย์ เพื่อเสริมสร้างทักษะวิชาชีพที่ทันสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน
  • วิจัยและพัฒนา (R&D) มุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ตลอดจนนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และบริการที่สอดรับกับแนวโน้มของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยคำนึงถึงความปลอดภัย คุณภาพ และความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสู่มาตรฐานสากล
  • จัดฝึกอบรมและเสริมศักยภาพบุคลากรในภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ครอบคลุมหัวข้อที่หลากหลายตั้งแต่การบริหารจัดการ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการประยุกต์ใช้นวัตกรรม เพื่อยกระดับมาตรฐาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
  • ให้บริการวิชาการแก่สังคม ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ การจัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม เพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ต่อยอดสู่การพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญความท้าทายทั้งด้านขีดความสามารถทางการแข่งขัน เทคโนโลยี Geo Politics สงครามทางการค้า นโยบายทางการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์ ตั้งแต่สมัยแรกและสมัยที่ 2นี้ ซึ่งมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ภาวะโลกร้อนและการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ โดยภาคอุตสาหกรรมมีบทบาท 1 ใน3 ของ GDP ส.อ.ท.มีทั้งหมด 47 กลุ่มและ 11 Cluster ใน 47 กลุ่มแบ่งเป็น New s-curve 1 กลุ่ม ที่เหลือ 46 กลุ่มแรกเป็น First Industry มีขึ้นตั้งแต่ Transform ประเทศจากเกษตรกรรมมาอุตสาหกรรม ซึ่งมีจุดแข็งคือ ที่่ตั้งทางสภาพทางภูมิศาสตร์ มีแรงงานภาคเกษตรที่ในวัยหนุ่มสาวราคาถูก รวมทั้งที่ดินราคาถูก ผ่านไป 50 ปีภายใต้ความท้าทาย ขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยลดลงทุกจุด เหลือเพียงสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ยังได้เปรียบ เราเป็นประเทศผลิตสินค้า OEM (Original Equipment Manufacturer) ที่รับจ้างผลิต ไม่มีเทคโนโลยีของตนเอง อีกทั้งยังได้รับประโยชน์จากการเป็น Detroit of Asia น้อยมาก

“ตลอดระยะเวลา 10-20 ปีที่ผ่านมา ขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยลดน้อยลง ทั้งๆที่ ขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยสำคัญมาก เพราะสะท้อนการเติบโตของเศรษฐกิจและตัวเลข GDP ในปี 2568 อันดับความสามารถทางการแข่งขันของไทยลดลง 5 อันดับจากอันดับ 25 ในปี 2567 มาอยู่ที่อันดับที่ 30 จาก 69 เขตเศรษฐกิจ ขณะที่มาเลเซีย เพิ่มขึ้น 11 อันดับ ขณะนี้ GDP ไทยอยู่ที่ 2.8% ย้อนกลับไป10 ปีที่ผ่านมา GDP ไทยอยู่ที่ 5% และ 8% ปัจจุบันเหลือปีละ 2% โจทย์ใหญ่ที่ต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำ ไตรมาส1 ปี 2568 ที่ 3.1% ทั้งนี้กกร.คาดการณ์ GDP ไทยใน2568 นี้อยู่ที่ 1.8-2.2% คาดว่าทั้งปีน่าอยู่ที่ราว 2% หวังว่าในครึ่งปีหลัง คงไม่มีเหตุการณ์ Surprise” ” ประธานส.อ.ท. กล่าว

ดังนั้นภาคอุตสาหกรรมไทยจึงจำเป็นต้องปรับตัวสู่เทคโนโลยีใหม่ เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และสร้างบุคลากรที่มีทักษะรอบด้าน วันนี้ขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยจะปรับตัวดีขึ้น ต้องเน้นการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม (R&D) คือ หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ช่วยขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ รวมทั้งต้องการแรงงานทักษะสูงจึงเพิ่มขึ้น เช่น การคิดเชิงวิเคราะห์การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data)

“เราอยู่ใน Labour Intensive ใช้แรงงานเข้มข้น แต่ปรับค่าจ้างแรงงานวันละ 10 บาท อุตสาหกรรมก็อยู่ไม่ได้ วันนี้โจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจ เราต้องแก้ให้ถูกจุด ขณะนี้ไทยมีแต่ผู้สูงวัย แรงงานเราหาย ไทยต้องเข้าสู่ Industry -Driven Economy เพิ่มรายได้ต่อหัว จิ๋วแต่แจ๋ว ดังนั้นการพัฒนาทุนมนุษย์ คือ หัวใจ จากโจทย์ของผู้ประกอบการ สู่ความร่วมมือกับสถาบันทางการศึกษา เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์และสร้างนวัตกรรมตอบโจทย์ผู้ประกอบการ” เกรียงไกร กล่าว

ขณะเดียวกัน ไทยยังมีศักยภาพด้านเทคโนโลยีและความหลากหลายทางชีวภาพที่ต่อยอดได้ในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น พลาสติกชีวภาพ เชื้อเพลิงชีวภาพ เคมีชีวภาพ ชีวเภสัชกรรม อาหารแห่งอนาคตและเครื่องสำอาง โดยคาดว่าตลาดของเทคโนโลยีเหล่านี้จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดภายในปี 2573

เกรียงไกร กล่าวว่า ส.อ.ท. การขับเคลื่อนประเทศให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง นอกจากเทคโนโลยีที่ทันสมัยแล้ว จะต้องมีบุคลากรที่มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้ สอดคล้องกับนโยบาย 4GO ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่มุ่งยกระดับผู้ประกอบการ SME ให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก ซึ่งประกอบด้วย GO Digital and AI ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการ GO Innovation สนับสนุนการสร้างสรรค์นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน GO Global สนับสนุนให้ธุรกิจสามารถขยายตลาดสู่ต่างประเทศ และ GO Green ส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น ความร่วมมือระหว่าง ส.อ.ท. และมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะช่วยพัฒนาหลักสูตรและการฝึกอบรมที่ตรงกับความต้องการอุตสาหกรรมจริง สร้างบุคลากรคุณภาพและนวัตกรรมที่ต่อยอดได้ทั้งเชิงธุรกิจและสังคม

“ความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นก้าวใหม่ที่สำคัญในการยกระดับบุคลากรให้สามารถเข้าถึงการเรียนรู้และฝึกฝนทักษะที่จำเป็นผ่านหลักสูตร Reskill, Upskill และ New Skill เพื่อสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ สามารถพัฒนานวัตกรรม สอดรับกับความต้องการของโลกในปัจจุบันและอนาคต” เกรียงไกร กล่าว

หลังจากนี้มีการตั้งคณะกรรมการทำงานร่วมกันทุกฝ่าย ให้มหาวิทยาลัยมีสายตรงเชื่อมต่อกัน เพื่อทำงานในระยะเร่งด่วน ระยะกลางและระยะยาว

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับการปฏิบัติจริง ผ่านการออกแบบหลักสูตรที่ตอบสนองต่อความต้องการของภาคส่วนต่างๆ ลดจำนวนหน่วยกิตตามแนวทางของกระทรวงการอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยหลักสูตรเหล่านี้จะถูกถ่ายทอดผ่านการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ โดยเฉพาะการฝึกงานและสหกิจศึกษาในรูปแบบ Problem-based Learning ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เผชิญปัญหาจริง คิด วิเคราะห์ และลงมือแก้ไขอย่างเป็นระบบ

ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการสร้างหลักสูตรหรือโครงการวิจัยร่วม แต่คือการเปิดพื้นที่ให้ความรู้และนวัตกรรมจากโจทย์จริงของสังคมและอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ หรือการจัดการอย่างยั่งยืน ที่จะช่วยเสริมสร้างทั้งทักษะดิจิทัล ทักษะด้านสิ่งแวดล้อม และวิสัยทัศน์ผู้ประกอบการให้กับนักศึกษา และเชื่อว่าการเรียนรู้เชิงปฏิบัติและการสร้างสรรค์งานวิจัยที่ใช้ได้จริง จะทำให้นักศึกษา คณาจารย์ และภาคธุรกิจเติบโตไปพร้อมกัน ไม่เพียงยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่สากล แต่ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม คุณภาพชีวิต และความยั่งยืนในอนาคต

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มองว่าทักษะที่นักศึกษารุ่นใหม่ควรมี คือ 1.ทักษะการคิดนอกกรอบ เพื่อวิเคราะห์และแก้โจทย์ต่างๆ 2. ทักษะการใช้ข้อมูลที่ถูกต้อง สามารถแยกแยะข้อมูลได้อย่างแม่นยำ สามารถนำไปใช้ได้ 3. การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของนักศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยเป็นห่วง โดยต้องการใช้อย่างเหมาะสม ถูกต้องและมีจริยธรรม

“เรามาพบสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อรับฟังความต้องการ และความคาดหวังของผู้ใช้บัณฑิต เพื่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะได้นำมาพัฒนาหลักสูตรให้ตอบโจทย์กับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมต่อไป” ศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวทิ้งท้าย