
ท่ามกลางกระแสความต้องการไม้ไผ่ที่เพิ่มขึ้นในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานชีวมวล เยื่อกระดาษ เฟอร์นิเจอร์ และการผลิตคาร์บอนเครดิต ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญเรื่องการจัดการต้นพันธุ์ไม้ไผ่ที่มีคุณภาพและมีความแน่นอนด้านอายุ รวมถึงการผลิตในระดับปริมาณมากอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นจุดที่เทคโนโลยีชีวภาพเข้ามามีบทบาทสำคัญ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) จึงได้พัฒนา “เทคโนโลยีระบบโซมาติกเอมบริโอเจเนซิสในการพัฒนาต้นไผ่ตัดอายุ” (Somatic Embryogenesis) ซึ่งนับเป็นก้าวใหม่ของการยกระดับการปลูกไผ่ในไทย ด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชระดับเซลล์ที่สามารถผลิตต้นกล้าไผ่คุณภาพสูงจำนวนมากในระยะเวลาอันรวดเร็ว พร้อมควบคุมวงจรชีวิตของไผ่ให้เริ่มต้นใหม่อย่างเป็นระบบ ลดความเสี่ยงจากปัญหา “ไผ่ทยอยยืนต้นตาย” อันจากการออกดอกพร้อมกัน

ดร.ยี่โถ ทัพภะทัต นักวิจัย ทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการจัดการแบบบูรณาการ ไบโอเทค ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ กล่าวว่า ทีมวิจัยได้พัฒนาระบบโซมาติกเอมบริโอเจเนซิส (Somatic Embryogenesis) สำหรับสร้างต้นอ่อนไผ่ (embryo) จากเนื้อเยื่อเจริญ ซึ่งเป็นการสร้างต้นโคลน (clonal plant) จากต้นแม่ที่มีลักษณะดีเด่น โดยเริ่มศึกษาจากการนำส่วนเนื้อเยื่อเจริญในส่วนดอกและตาข้างของไผ่ฟ้าหม่นและไผ่ซางหม่นที่ผ่านการคัดเลือก มาเพาะเลี้ยงบนอาหารเพาะเลี้ยงสูตรเฉพาะในห้องปฏิบัติการ ชักนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เนื้อเยื่อเจริญให้เป็นเอมบริโอและพัฒนาเป็นต้นสมบูรณ์

ต้นไผ่ที่ได้จากระบบดังกล่าว จะมีพันธุกรรมเหมือนต้นแม่แต่เกิดการตัดอายุ เริ่มวงจรชีวิตใหม่ เพราะเป็นเอมบริโอที่พัฒนาจากเซลล์ร่างกาย (somatic cell) มีการเริ่มโปรแกรมการพัฒนาจุดเจริญใหม่ ส่งผลให้ต้นที่พัฒนาจาก somatic embryo นี้ เป็นพันธุ์ไผ่ใหม่ที่รู้อายุเริ่มต้น ไม่พบการออกดอกเหมือนต้นแม่ซึ่งทยอยตายทั้งกอ ช่วยให้ไผ่คงสภาพการเจริญเติบโตทางลำต้นได้นานขึ้น ส่งผลให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด
“ปัจจุบัน ทางทีมวิจัยประสบความสำเร็จแล้วในการพัฒนาพันธุ์ “ไผ่ฟ้าหม่นตัดอายุ” ที่มีลักษณะลำเปลาตรง เนื้อไม้หนาสม่ำเสมอ กิ่งแขนงน้อย ข้อเรียบ เหมาะสำหรับการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมไม้แปรรูป โครงสร้าง และอื่น ๆ ได้หลากหลาย ส่วน “ไผ่ซางหม่นตัดอายุ” กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาต้นเพื่อรอการประเมินผล”
นอกจากนี้ เทคโนโลยีนี้ยังช่วยให้สามารถอนุรักษ์พันธุ์ดีที่ใกล้ยืนต้นตาย และผลิตซ้ำได้ในระดับจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ การพัฒนาให้เกิด “แคลลัส” ซึ่งเป็นกลุ่มเซลล์ที่ยังไม่เจริญเติบโตเป็นเนื้อเยื่อเฉพาะ ยังเป็นจุดตั้งต้นสำหรับการปรับปรุงพันธุ์ไผ่ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ในอนาคต
ดร.ยี่โถ กล่าวอีกว่า แม้เกษตรกรอาจไม่ได้เข้าถึงกระบวนการนี้โดยตรง แต่จะได้รับประโยชน์จากต้นไผ่พันธุ์ดีที่รู้อายุ มีลักษณะเด่น และปลูกได้ยั่งยืน ซึ่งบริษัทเอกชนที่มีห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสามารถนำเทคโนโลยีนี้ไปต่อยอดได้ ซึ่งความสำเร็จขึ้นอยู่กับความชำนาญของแต่ละบริษัท เพราะไผ่ต้องใช้เวลาปลูกอย่างน้อย 3 ปี จึงจะสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมได้

การต่อยอดใช้ประโยชน์จาก “ไผ่ตัดอายุ” นี้จะช่วยเสริมศักยภาพอุ

พีรพล เพ็ชรอำไพ ผู้อำนวยการธุรกิจการแปรรูปไม้ไผ่ (Division Bamboo Conversion Business) และกรรมการบริหาร บริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เทคโนโลยี “โซมาติกเอมบริโอเจเนซิส” (Somatic Embryogenesis) ซึ่งเป็นกระบวนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อระดับเซลล์ที่สามารถพัฒนาต่อยอดเป็นต้นไผ่ที่มีความสมบูรณ์ทางพันธุกรรม จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงของเกษตรกรที่เพาะปลูกไม้ไผ่ในประเทศไทย โดยที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยประสบปัญหาไม้ไผ่ยืนต้นตายโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งภาคการผลิตและภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมไม้ไผ่โดยรวม ความเสี่ยงลักษณะนี้สร้างความกังวลให้กับเกษตรกร เนื่องจากเมื่อไผ่เข้าสู่ระยะตัดอายุหรือช่วงการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติ จะเกิดการยืนต้นตายเป็นวงกว้าง ทำให้สูญเสียผลผลิตและต้นทุนในการเพาะปลูก
“เทคโนโลยีโซมาติกเอมบริโอเจเนซิสจะสามารถ “รีเซ็ต” วัฏจักรชีวิตของไผ่ให้เริ่มต้นใหม่จากระดับเซลล์ ส่งผลให้ต้นไผ่รุ่นใหม่ที่ได้จากกระบวนการนี้มีอายุขัยยืนยาวต่อเนื่องอีก 70–80 ปี ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรที่รับต้นกล้าไปปลูกว่าต้นไผ่จะไม่เกิดปัญหายืนต้นตายก่อนเวลาอันควร ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจก็สามารถให้คำมั่นและสร้างความน่าเชื่อถือกับผู้ผลิตต้นน้ำได้ว่า ระบบการปลูกและแปรรูปไม้ไผ่ที่พัฒนาแล้วนี้ จะเป็นระบบที่ยั่งยืนและปลอดภัยในระยะยาว” พีรพล กล่าว