
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เปิดมิติใหม่การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนฐานรากด้วยนวัตกรรม ผ่านโครงการหมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคม นำร่องที่ชุมชนสาเกตนคร จังหวัดร้อยเอ็ด เผยผลสำเร็จในการผสานนวัตกรรมเข้ากับวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างลงตัว ส่งผลกระทบเชิงบวกครอบคลุมพื้นที่ถึง 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเกษตรวิสัย อำเภอปทุมรัตน์ และอำเภอโพนทราย ประชากรกว่า 21,992 คน ผ่านการนำนวัตกรรม 20 โครงการ ช่วยแก้ปัญหาตอบโจทย์ประเด็นหลักความต้องการของชุมชน ตั้งแต่การพัฒนาเกษตรสมัยใหม่ การแปรรูปผลิตภัณฑ์พื้นบ้านสู่สินค้ามูลค่าสูง ไปจนถึงการสร้างแบรนด์ท้องถิ่นระดับพรีเมียม นำร่องด้วย “V-PROMPT” ระบบฟาร์มอัจฉริยะ IoT เพิ่มผลผลิตมะเขือเทศกว่า 40% และ “KULA BEEF” ที่ใช้กระบวนการบ่มเนื้อ 28 วัน สร้างอัตลักษณ์ท้องถิ่น และ มุ่งยกระดับรายได้ คุณภาพชีวิตให้เศรษฐกิจฐานราก
ลงพื้นที่ชุมชนสาเกตนคร ร้อยเอ็ด นำนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ได้ครอบคลุมถึง 3 อำเภอ

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA กล่าวว่า โครงการหมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคม เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ NIA ใช้ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการนำนวัตกรรมไปแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์ ซึ่งผสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนท้องถิ่น และนักวิจัย เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ตรงจุด และสามารถตอบสนองความต้องการของชุมชนได้ โดยโครงการนี้มีหนึ่งตัวอย่างความสำเร็จที่น่าสนใจคือชุมชนสาเกตนคร จังหวัดร้อยเอ็ด ที่สามารถนำนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ได้ครอบคลุมถึง 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเกษตรวิสัย อำเภอปทุมรัตน์ และอำเภอโพนทราย มีประชาชนผู้ได้รับประโยชน์ในพื้นที่กว่า 21,992 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ชุมชนแห่งนี้ตั้งอยู่ในทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ แต่ยังขาดการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยยกระดับมูลค่าผลผลิตและคุณภาพชีวิตของเกษตรกร
ตัวอย่างโครงการชุมชนสาเกตนครที่เห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรม ได้แก่ “โครงการ V-PROMPT” ของวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรบ้านสวนอินนา ร่วมกับ บริษัท เอสโลจิสต์ จำกัด ที่นำเทคโนโลยี IoT Smart Farm มาประยุกต์ใช้ในการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นในโรงเรือนปลูกผักเศรษฐกิจ ช่วยให้เกษตรกรสามารถปรับปรุงและควบคุมคุณภาพผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลงและเกษตรกรมีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
อีกโครงการที่มีความโดดเด่นด้านการเชื่อมโยง Soft Power หรืออัตลักษณ์ท้องถิ่นเข้ากับนวัตกรรมอย่างลงตัว เช่น “โครงการโคเนื้อทุ่งกุลา” ของห้างหุ้นส่วน ทุ่งกุลาอินเตอร์เทรด จำกัด ร่วมกับ บริษัท นครพนม บีฟ (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนของการผสานนวัตกรรมกับทรัพยากรท้องถิ่น นำมายกระดับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้ก้าวสู่ตลาดพรีเมียมที่ช่วยสร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้กับเกษตรกร และยังช่วยยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงโคในพื้นที่ทั้งหมด ทำให้เกษตรกรได้เห็นว่าการเลี้ยงโคแบบมีมาตรฐานสามารถสร้างมูลค่าที่สูงขึ้นได้จริง ก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงและดูแลโคให้ดีขึ้น รวมถึงการสร้างเครือข่ายผู้เลี้ยงโคที่มีคุณภาพในพื้นที่ ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนในวงกว้าง
NIA เป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างผลงานนวัตกรรมที่มีคุณภาพ กับความต้องการของชุมชน

การดำเนินงานในครั้งนี้เริ่มต้นจากการลงพื้นที่และประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้แทนชุมชน เพื่อรับฟังปัญหาและความต้องการที่แท้จริง จนทราบโจทย์ปัญหาในประเด็นที่ชุมชนต้องการแก้ไข ครอบคลุมตั้งแต่นวัตกรรมการเกษตร การแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชนพื้นบ้าน การบริหารจัดการน้ำ ปศุสัตว์และแมลงเศรษฐกิจ เครื่องจักรสำหรับหัตถกรรมพื้นถิ่น การตลาดดิจิทัล และการจัดการสิ่งแวดล้อม หลังจากนั้น จึงเปิดรับผลงานนวัตกรรมที่พร้อมขยายผลเข้ามาตอบโจทย์เหล่านี้ จากการคัดเลือกอย่างเข้มข้น ปัจจุบันมีผลงานนวัตกรรม 20 โครงการ ที่นำเข้ามาขยายผลในพื้นที่ชุมชนสาเกตนคร ซึ่งตอบโจทย์ตามประเด็นปัญหาที่ชุมชนเผชิญ แต่ละโครงการล้วนมีเอกลักษณ์และจุดแข็งที่แตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตของชุมชนอย่างยั่งยืน
“บทบาทของ NIA นอกเหนือจากการสนับสนุนงบประมาณและเทคโนโลยีแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างผลงานนวัตกรรมที่มีคุณภาพกับความต้องการของชุมชน โดย NIA ได้ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรหลัก อาทิ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ สกสว. ได้งบสนับสนุน 900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10-15% หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ หรือ บพท. สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ในรูปแบบหุ้นส่วนทางกลยุทธ์ เพื่อขับเคลื่อนตามทิศทางของกองทุน ววน. แผนงาน P11 (S2) ที่เน้นการผลักดันนวัตกรรมไปแก้ไขปัญหาความยากจนด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม” ดร.กริชผกา กล่าว
นำเสนอข้าวหอมมะลิคู่กับ สาเกต Beef ชูเป็นแบรนด์ระดับประเทศ

ชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่าการเข้ามาสนับสนุนของ NIA ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ โดยเฉพาะจังหวัดร้อยเอ็ด ในส่วนขององค์ความรู้ เทคโนโลยี และโมเดลการพัฒนา ช่วยยกระดับศักยภาพของชุมชนเป็นอย่างมาก ทั้งในด้านการพัฒนาโคเนื้อ เกษตรมูลค่าสูง การแปรรูปสินค้า และระบบน้ำอัจฉริยะ ถือเป็นการสร้างฐานรากที่สำคัญให้เกษตรกรสามารถก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมได้จริง โดยจังหวัดได้วางเป้าหมายชัดเจนในการผลักดันร้อยเอ็ดให้เป็น ‘ศูนย์กลางโคเนื้อคุณภาพ’ ของภาคอีสาน มีแผนสนับสนุนโรงงานแปรรูปเนื้อครบวงจร โดยใช้งบพัฒนาจังหวัดและความร่วมมือกับภาคเอกชนควบคู่กันไป รวมถึงการส่งเสริมเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อให้เข้มแข็งขึ้น ทั้งด้านการผลิต มาตรฐานฟาร์ม และการบริหารจัดการ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดระดับสูง และการผลักดันผลผลิตการเกษตรกรที่มีมูลค่าสูง เช่น มะเขือเทศเชอรี่
“ถ้ามีโอกาสเป็นส่วนในการผลักดัน มีหน่วยงาน NIA ให้ทุน ถ้ารวมตัวกันครบวงจรพัฒนานอกจากข้าวหอม มีสาเกต Beef เป็นแบรนด์ระดับประเทศ กินคู่กับข้าวหอมมะลิ สามารถขาย2in 1 หรือทำแพกเกจให้คู่กัน เป็นความฝัน ข้าวเม่ารักษ์โลก สีสันใช้ได้ให้คนในจังหวัดและระดับประเทศ” ชัชวาลย์ กล่าว
นำนวัตกรรมระบบ IoT Smart Farm ลดข้อจำกัดการปลูกมะเขือเทศ คาดปีนี้สร้างรายได้ให้เครือข่ายเกษตรกรราว 2 ล้านบาท

อดิศักดิ์ พานา ประธานวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรบ้านสวนอินนา ผู้เสนอโครงการ V-PROMPT ซึ่งเป็นระบบควบคุมอุณหภูมิและความชื้นในโรงเรือนด้วยระบบ IoT Smart Farm สำหรับผักเศรษฐกิจ กล่าวว่า เกษตรกรในพื้นที่จะใช้หลักการตลาดนำการผลิตเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาด จึงเน้นปลูกพืชที่มีตลาดรองรับแน่นอน โดยปัจจุบันเน้นการปลูกมะเขือเทศสายพันธุ์ต่าง ๆ เป็นหลัก อย่างไรก็ตามเกษตรกรก็ประสบปัญหาจากการปลูกมะเขือเทศเช่นกัน โดยมีปัญหาหลัก 3 ประการ ได้แก่ สภาพอากาศและอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม โรคและแมลงศัตรูพืช และปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการดูแล แม้ว่ามะเขือเทศจะปลูกได้ในพื้นที่ร้อยเอ็ด แต่ต้องปลูกตามฤดูกาล โดยเฉพาะช่วงอุณหภูมิเย็นหรือฤดูหนาวจึงจะให้ผลผลิตที่ดี ซึ่งโครงการ V-PROMPT ที่ได้รับการสนับสนุนจาก NIA โดยการนำนวัตกรรมระบบ IoT Smart Farm เข้ามาช่วยลดข้อจำกัดด้านการปลูกพืชได้หลายด้าน ทั้งการควบคุมสภาพแวดล้อม ซึ่งระบบสามารถปรับอุณหภูมิในโรงเรือนให้เหมาะสมกับพืช ช่วยให้สามารถปลูกได้นอกฤดูกาล การป้องกันศัตรูพืช โดยโรงเรือนช่วยควบคุมแมลงได้ในระดับหนึ่ง ทำให้ลดการใช้สารเคมี ส่งผลดีต่อทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิต การประหยัดแรงงาน เนื่องจากระบบให้น้ำและปุ๋ยอัตโนมัติ ช่วยลดภาระงานจากการรดน้ำด้วยมือถึงวันละ 4 รอบ ทำให้เกษตรกรมีเวลาไปทำกิจกรรมอื่นได้มากขึ้น และการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบบควบคุมการให้น้ำตรงเวลาและปริมาณที่แม่นยำ ทำให้ประหยัดน้ำและพืชเจริญเติบโตได้ดี
ในปี 2566 มีโรงเรือนระบบ IoT Smart Farm 3โรง และ3 ระบบน้ำ ในปีที่ 2 (2567) มีโรงเรือน 2โรง และ2 ระบบน้ำ รวมในอำเภอปทุมรัตต์มีโรงเรือนระบบ IoT Smart Farm ทั้งหมด 5 โรง

“เมื่อเทียบพื้นที่ขนาดเท่ากันกับการปลูกแบบดั้งเดิม ผลผลิตจากโรงเรือนที่ใช้นวัตกรรมระบบ IoT จะเพิ่มขึ้น 30-40% นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์เพิ่มเติม คือช่วยลดภาระงานของเกษตรกร ทำให้มีเวลาไปทำกิจกรรมอื่น ๆ มากขึ้น อีกทั้งยังช่วยประหยัดน้ำและสามารถลดการใช้สารเคมีด้วยการควบคุมที่แม่นยำ ปัจจุบันชุมชนจะปลูกมะเขือเทศหลายสายพันธุ์ โดยมะเขือเทศจะมีรอบการปลูกใช้เวลา 6 เดือนต่อรอบ ในรอบการปลูกล่าสุดได้ลงปลูกต้นกล้า 20,000 ต้น คาดว่าจะได้ผลผลิตประมาณ 40 ตันต่อรอบ สามารถสร้างรายได้ให้เครือข่ายเกษตรกรรวมประมาณ 2 ล้านบาท โครงการ V-PROMPT ก็เป็นแบบอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหา และการสร้างเครือข่ายกลุ่มเกษตรกร เทคโนโลยีการผลิต การตลาดในพื้นที่ใกล้เคียง50 ครัวเรือน สร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับคนในชุมชน 200 คน” อดิศักดิ์ กล่าว
สำหรับผู้ที่ต้องการสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมในระดับชุมชน ควรเริ่มจากการทำความเข้าใจปัญหาอย่างแท้จริงของชุมชน ทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสร้างการมีส่วนร่วมและการยอมรับในการใช้นวัตกรรม แต่ก็ต้องควรคำนึงถึงความเหมาะสมของผู้ใช้ด้วย เนื่องจากเกษตรกรบางรายโดยเฉพาะผู้สูงอายุอาจมีปัญหาในการใช้งานระบบ IoT ซึ่งต้องมีการถ่ายทอดความรู้และให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลสำเร็จสูงสุด”
ปัจจุบันความต้องการมะเขือเทศพันธุ์มันเดย์ และโกเมนเดือนละ 10ตัน แต่ตอนนี้กลุ่มเกษตรกรผลิตได้เพียง 6ตัน เนื่องจากพื้นที่จำกัด อีกทั้งโรงเรือนมีราคาสูง กลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่ไม่มีเงินลงทุน จึงต้องออกมาปลูกนอกโรงเรือนแทน แต่หากได้รับการสนับสนุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) น่าจะมีพื้นที่ปลูกมากขึ้น รองรับความต้องการได้ ซึ่งในอนาคตพัฒนามีแนวคิดที่จะแปรรูปมะเขือเทศ พร้อมกับเชื่อมโยงเครือข่ายชุมชนและสังคม
ยกระดับคุณภาพ -เพิ่มมูลค่าเนื้อโค ด้วยเทคนิคบ่มเนื้อแบบวิทยาศาสตร์

ด้านสว่าง สุขแสง จากห้างหุ้นส่วน ทุ่งกุลาอินเตอร์เทรด จำกัด ผู้เสนอโครงการ “โคเนื้อทุ่งกุลา เนื้อโคคุณภาพพรีเมียมและผลิตภัณฑ์เนื้อโคแปรรูปมูลค่าสูง” ภายใต้แบรนด์ “KULA BEEF” กล่าวถึงจุดเริ่มต้นที่เกิดจากความต้องการแก้ปัญหาให้เกษตรกรทุ่งกุลาที่เลี้ยงโคมานานแต่ขายได้ราคาต่ำ เนื่องจากเกษตรกรขาดความรู้ด้านการตัดแต่งซากและการพัฒนามาตรฐาน ทำให้คุณภาพเนื้อไม่สม่ำเสมอ จึงขายได้ราคาเพียง 170-200 บาทต่อกิโลกรัม แต่หลังจากนำ “กระบวนการบ่มเนื้อแบบวิทยาศาสตร์” เริ่มจากการเตรียมเนื้อด้วยการแช่ในเอนไซม์ Papain 0.5% ซึ่งเป็นเอนไซม์ธรรมชาติจากมะละกอดิบ เพื่อช่วยให้เส้นใยโปรตีนแตกตัว จากนั้นจะนำไปบ่มต่อในห้องควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ที่ 4 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 28 วัน ช่วงเวลาและอุณหภูมิดังกล่าวเป็นค่าที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้เอนไซม์ทำงานเต็มที่ ทำให้เนื้อมีความนุ่ม มีกลิ่นหอมธรรมชาติ และเกิด ‘รสนวล’ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ KULA BEEF เกษตรกรสามารถขายเนื้อโคได้ราคาสูงขึ้นจากตามท้องตลาดทั่วไป โดยมีราคาอยู่ที่ 450-1,200 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ราคาขึ้นลงอยู่ที่ Bucher ทางกลุ่มจึงรวมตัวเป็น Community Butcher ซึ่งทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างเครือข่ายความร่วมมือ ตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ การจัดการสุขภาพ ไปจนถึงเทคนิคการแปรรูปหลังฆ่า
“ตลาดเนื้อโคพรีเมียมทั้งระดับโลกและในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับเนื้อคุณภาพสูงและรสชาติที่โดดเด่น KULA BEEF ได้พิสูจน์แล้วว่า เนื้อโคพื้นบ้านไทยสามารถยกระดับขึ้นสู่ตลาดพรีเมียมได้เช่นกันในราคาที่ทุกคนจับต้องได้ หากได้รับการจัดการคุณภาพด้วยนวัตกรรมที่เหมาะสม ซึ่งที่ผ่านมาจังหวัดร้อยเอ็ดเป็นที่รู้จักจากข้าวหอมมะลิทุ่งกุลา แต่วันนี้ KULA BEEF ได้กลายเป็นเอกลักษณ์ใหม่ที่ผู้คนจดจำ” สว่าง กล่าว
ในปี 2570 มีโครงการสร้างโรงงานแปรรูประบบWater Retort ที่สามารถเก็บเนื้อโคได้นานถึง 2 ปี ทางกลุ่มฯ ต้องการสูตรอาหารพร้อมทานจาก NIA โดยคาดว่าน่าจะเพิ่มมูลค่าจากการแปรรูป 200%
ปีงบประมาณ 2568 NIAสนับสนุนโครงการนวัตกรรมเพื่อสังคมมากกว่า 171 โครงการ สร้างเม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 135.8 ล้านบาท

ดร.กริชผกา กล่าวถึงทิศทางการพัฒนาและการลงทุนด้านนวัตกรรมเพื่อสังคมของประเทศไทย มีโครงการและแพลตฟอร์มนวัตกรรมเพื่อสังคมแล้วกว่า 563 โครงการ สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 434 ล้านบาท พร้อมสร้างผลกระทบเชิงสังคมที่ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) แล้วจำนวน 12 เป้าหมาย จากทั้งหมด 17 เป้าหมาย ได้แก่ การขจัดความยากจน ความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี น้ำสะอาดและสุขาภิบาล พลังงานสะอาด การจ้างงานและเศรษฐกิจ เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน การบริโภคที่ยั่งยืน การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระบบนิเวศทางน้ำ ระบบนิเวศบนบก และความร่วมมือเพื่อการพัฒนา
ในปีงบประมาณ 2568 มีโครงการนวัตกรรมเพื่อสังคมที่ได้รับการสนับสนุน มากกว่า 171 โครงการ สร้างเม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 135.8 ล้านบาท ทั้งจากการสนับสนุนของ NIA และการระดมทุนจากภาคเอกชน ส่งผลให้มีประชาชนได้รับผลประโยชน์จากนวัตกรรมกว่า 136,132 คน ทั่วทุกภูมิภาค และที่สำคัญคือสามารถตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)
“NIA ได้ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคมในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต หรือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในสังคม ผ่านกลไกการให้ทุนสนับสนุนโครงการนวัตกรรมเพื่อสังคมแบบให้เปล่า ในการพัฒนาต้นแบบธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคมหรือนำร่องขยายผลนวัตกรรมเพื่อสังคมในพื้นที่ที่ช่วยแก้ไขปัญหาสังคมไทยในมิติต่างๆ จะนำไปสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมอย่างยั่งยืน โดยแบ่งออกเป็น 4 กลไกหลัก ประกอบด้วย
โครงการนวัตกรรมเพื่อสังคมรายสาขา ที่มุ่งสนับสนุนความหลากหลายของแนวคิดนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมไทยในมิติสำคัญต่างๆ อาทิ ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้านการศึกษา ด้านการจ้างงานและสวัสดิการสังคม ด้านเกษตรกรรมยั่งยืน ด้านสุขภาพ และด้านการจัดการภัยพิบัติ
โครงการนวัตกรรมสำหรับเมืองและชุมชน ที่มุ่งสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมสำหรับพัฒนาเมืองและชุมชน ผ่านการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาในประเด็นที่ท้าทายของชุมชนและเมือง
โครงการหมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคม ซึ่งมุ่งเน้นสนับสนุนการนำผลงานนวัตกรรมเพื่อสังคมพร้อมใช้ไปขยายผลสู่พื้นที่เป้าหมายและก่อให้เกิดระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อสังคมที่สามารถแก้ไขปัญหา ส่งเสริม และสนับสนุนยกระดับคุณภาพชีวิตในพื้นที่เป้าหมายได้อย่างเหมาะสม และหน่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคม ซึ่งเป็นการบ่มเพาะเพื่อยกระดับและพัฒนาขีดความสามารถให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคม ผู้ประกอบการเพื่อสังคม วิสาหกิจชุมชน หรือชุมชน เพื่อสร้างนวัตกรเพื่อสังคมที่สามารถพัฒนาแนวคิดนวัตกรรมไปสู่การสร้างผลงานนวัตกรรมเพื่อสังคมในการแก้ปัญหาสังคมต่างๆ ได้

หนุน‘หมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคม’ แก้ไขปัญหาสังคมในพื้นที่รวมแล้ว 15 หมู่บ้าน
หนึ่งในกลไกสำคัญที่ NIA ใช้ผลักดันเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมในพื้นที่ คือ ‘หมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคม’ ซึ่งเป็นการสนับสนุนการนำนวัตกรรมพร้อมใช้มาแก้ไขปัญหาสังคมและพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน สร้างพื้นที่ต้นแบบที่นำไปขยายผลได้ โดยเน้นแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ การเกษตร การจัดการน้ำ ทรัพยากร และอื่นๆ เพื่อยกระดับสู่การใช้งานจริง ทำให้ชุมชนเป็นศูนย์กลางของนวัตกรรมที่เข้ม
แข็งและยั่งยืน โดย NIA สามารถสร้างหมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคมที่ประสบผลสำเร็จไปแล้วรวมจำนวน 15 หมู่บ้าน พบว่าสามารถเพิ่มรายได้ชุมชนเฉลี่ย 20 % ภายใน 3 ปี ตามศักยภาพของพื้นที่ โดยโมเดลนี้ทำงานคล้าย “หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ยุคใหม่” ที่เสริมด้วยเทคโนโลยีและองค์ความรู้ เช่น ระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำอัจฉริยะ นวัตกรรมเกษตรแม่นยำสูง แพลตฟอร์มดูแลผู้สูงอายุที่เชื่อมข้อมูลกับ
โรงพยาบาล รวมถึงนวัตกรรมแปรรูปสินค้าชุมชนที่เพิ่มมูลค่าได้หลายเท่าตัว เนื่องจากโมเดลหมู่บ้านนวัตกรรมออกแบบให้ชุมชนเป็นเจ้าของนวัตกรรมอย่างแท้จริง ไม่ใช่รับเทคโนโลยีจากภายนอก แต่ร่วมคิด ร่วมออกแบบ ร่วมพัฒนา ทำให้เกิดความเข้มแข็งในระยะยาว
NIA คาดปี 2569 มีโครงการนวัตกรรมเพื่อสังคมรูปแบบใหม่ ไม่น้อยกว่า 50 โครงการ
ในปี 2569 NIA ในฐานะหน่วยงานขับเคลื่อนนวัตกรรมของประเทศ ยังคงเดินหน้าร่วมกับภาคีเครือข่ายนวัตกรรมในพื้นที่ภูมิภาค ขยายผลการดำเนินงานหมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคมไปในอีกหลายพื้นที่ พร้อมกำหนดโจทย์การพัฒนาที่สอดคล้องกับศักยภาพแต่ละพื้นที่ เช่น เกษตรมูลค่าสูง สิ่งแวดล้อมสีเขียว สุขภาพชุมชน และการดูแลผู้สูงอายุ โดยจังหวัดร้อยเอ็ดจะเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ใช้กลไกความร่วมมือระหว่างรัฐ มหาวิทยาลัย ผู้นำท้องถิ่น และผู้ประกอบการ เพื่อสร้างโมเดลที่นำไปใช้ได้ทั่วประเทศ
ทั้งนี้ NIA คาดว่าในปี 2569 จะเกิดโครงการนวัตกรรมเพื่อสังคมรูปแบบใหม่ไม่น้อยกว่า 50 โครงการ เช่น น้ำแล้ง ไฟป่า ฝุ่น PM2.5 พร้อมสร้างเม็ดเงินลงทุนเพิ่มอย่างน้อย 100 ล้านบาท