
ส.อ.ท. เปิดเวทีหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ มุ่งขับเคลื่อนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม โดยมีนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. และคณะผู้บริหารให้การต้อนรับ เพื่อร่วมกันยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยสู่อนาคตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เราต้องให้ความสำคัญกับปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของผู้ประกอบการ หรือแม้แต่ปัญหาการค้าชายแดนไทย- กัมพูชา เราต้องใช้ทุกวิธีในการแก้ปัญหาทั้งทางด้านการทหาร ทางการทูต และการหารือกับฝ่ายกัมพูชาอย่างใกล้ชิด
ในเรื่องของผู้ประกอบการ จะสนับสนุนให้มีการลงทุน และผลิตสินค้าภายในประเทศมากขึ้น ประเทศไทยเราไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศอื่น ขณะเดียวกันเรามีประเทศคู่แข่งเยอะ ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องตื่นตัว เพื่อความอยู่รอดของประเทศ และต้องเร่งหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ด้วยในเรื่องส่งเสริมการลงทุน ถึงแม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่มั่นใจว่าเราจะใช้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตและทำให้ทุกฝ่ายเกิดความคล่องตัวมากขึ้น
“ดรีมทีม จะเป็น เรียลทีม ไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก เราจะใช้หลักการทำงานเป็นทีม เพื่อพัฒนาประเทศชาติ” นายอนุทิน กล่าว
ส.อ.ท. หนุนผู้ประกอบการรับมือภาษีสหรัฐฯ

นาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หลังจากไทยถูกสหรัฐฯ เก็บภาษี 19% ตั้งแต่ 7 สิงหาคม 2568 โดยยกเว้นสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรา 232 เช่น รถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เหล็ก อะลูมิเนียม และทองแดงกึ่งสำเร็จรูป ขณะที่อัตราภาษี 40% จะใช้กับสินค้าที่ถูกมองว่าเป็นการสวมสิทธิ์จากประเทศที่สามหรือมีกรณี transshipment ซึ่งต้องผ่านการตรวจสอบโดย U.S. Customs and Border Protection CBP ก่อน ทั้งนี้ยังไม่มีหลักเกณฑ์การคำนวณมูลค่าการผลิตในประเทศ (RVC) ที่ชัดเจน ทำให้ภาครัฐต้องติดตามใกล้ชิด
“ส.อ.ท. เสนอให้รัฐเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของสหรัฐฯ โดยจัดตั้งหน่วยงานให้คำปรึกษาเรื่อง RVC ส่งเสริมการปรับโครงสร้างซัพพลายเชนให้ยืดหยุ่นและทันสมัย รวมถึงกำกับดูแลการค้าระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด และผลักดันการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ (Made in Thailand: MiT)” นาวา กล่าว
มาตรการ Fast Track ช่วย SME ลดหนี้เสีย

อภิชิต ประสพรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เดือนมิถุนายน 2568 หนี้เสีย (NPL) ของ SME ไทยอยู่ที่ 243,026 ล้านบาท จากยอดหนี้คงค้างรวมกว่า 3.1 ล้านล้านบาท ส.อ.ท. จึงเสนอ “มาตรการ Fast Track เพื่อ SME” เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและเข้าถึงแหล่งทุน ประกอบด้วย การค้ำประกันสินเชื่อฉุกเฉินอนุมัติภายใน 3–7 วัน พร้อมอุดหนุนค่าธรรมเนียมและเพิ่มสัดส่วนค้ำประกัน, สินเชื่อด่วนพิเศษดอกเบี้ย 1% ผ่านกองทุนสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และช่องทาง Express Lane วงเงิน 5–10 ล้านบาท โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน รวมถึงมาตรการ Hair Cut สำหรับการปรับโครงสร้างหนี้ NPL เพื่อลดหนี้เสียในระบบ
แนะรัฐปรับโครงสร้างค่าไฟ ลดต้นทุน–หนุนพลังงานสะอาด

อิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เสนอแนวทางการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต โดยเน้นถึงความจำเป็นในการสร้างโครงสร้างค่าไฟที่เป็นธรรม สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง และเอื้อต่อการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการผลักดันมาตรการสนับสนุนพลังงานทางเลือกและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ ภาครัฐต้องเร่งจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายในปี 2568 เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประเทศในมิติด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยราคาที่เป็นธรรม และมีความมั่นคงด้านพลังงาน นอกจากนี้ ยังเสนอให้ปรับโครงสร้างการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนส่วนเกินที่ไม่จำเป็นและส่งเสริมการเปิดเสรีไฟฟ้า รวมทั้งปรับลดวงเงินประกันการใช้ไฟฟ้าเหลือ 0.5 เท่า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีประวัติการชำระตามกำหนดเพื่อบรรเทาภาระด้านการเงิน และเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ
3 ระยะ แก้ปัญหาการค้าชายแดนไทย–กัมพูชา

เวทิต โชควัฒนา รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัญหาการค้าชายแดนไทย–กัมพูชากระทบผู้ประกอบการจำนวนมาก จึงขอให้รัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลือทั้งระยะเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะยาว โดยระยะเร่งด่วนควรมุ่งเน้นการลดค่าใช้จ่ายด้านการโลจิสติกส์ให้แก่ผู้ประกอบการ ผ่านการเสริมช่องทางโลจิสติกส์เดิม การเพิ่มเรือชายฝั่งในการส่งสินค้า เข้าในช่องทางที่ไม่ใช่ชายแดนที่มีอาณาเขตติดกัน เช่น จันทบุรี และตราด และการพิจารณาอนุญาตให้ส่งออกและนำเข้าสินค้าที่เป็นวัตถุดิบหรือชิ้นส่วน ที่จะนำไปเข้าสู่กระบวนการผลิตใน Supply Chain ได้ในด่านที่ไม่มีความขัดแย้ง รวมทั้งการเยียวยาผู้ประกอบการที่ต้องขนส่งในช่วงที่ทั้งสองประเทศมีความขัดแย้ง โดยขอให้นำค่าขนส่งที่ชัดเจน มาใช้หักค่าใช้จ่ายเป็น 2 เท่าได้
สำหรับระยะสั้น เสนอให้มี Soft Loan เพื่อช่วย SME ที่ลงทุนหรือค้าขายกับกัมพูชา พร้อมให้ BOI พิจารณาสิทธิประโยชน์แก่ธุรกิจใน Supply Chain ที่ได้รับผลกระทบ ส่วนระยะยาวควรมุ่งสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างถูกกฎหมายและยั่งยืน เพื่อให้ทั้งสองประเทศกลับมาค้าขายและพัฒนาร่วมกันได้
หนุนรัฐ–เอกชนจับมือ เชื่อมความร่วมมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยั่งยืน

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า รัฐควรเร่งศึกษาและแยกแยะผลกระทบจากธุรกรรมทองคำ คริปโตเคอร์เรนซี และการโอนเงินแรงงานต่างด้าวที่ไม่ผ่านระบบ พร้อมส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ในการค้าระหว่างประเทศภายใต้กรอบอาเซียน+3 และสนับสนุนผู้ประกอบการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เช่น FX Options และ Forward Contract ด้วยมาตรการช่วยลดค่าธรรมเนียม
ทั้งนี้ ส.อ.ท. เห็นควรให้ขับเคลื่อนการหารือผ่าน กรอ. และจัดเวทีระดมความคิดเห็นในประเด็นสำคัญอย่างมาตรการภาษีสหรัฐฯ การค้าชายแดนไทย–กัมพูชา และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อหาทางออกที่เป็นรูปธรรม
“การพบปะในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างความร่วมมือเชิงรุกระหว่างภาครัฐและเอกชน โดย ส.อ.ท. พร้อมที่จะสนับสนุนและทำงานเคียงข้างรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อนำพาเศรษฐกิจไทยสู่ความเข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืนในอนาคต” เกรียงไกร กล่าว