ส.อ.ท.-มหิดล เปิดตัว SAI เร่งปั้นอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ สู่เศรษฐกิจฐานชีวภาพเต็มรูปแบบ


“อุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ” หรือ Smart Agriculture Industry (SAI) ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความพยายามของไทยในการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG จาก “แนวคิด” สู่การปฏิบัติจริง ผ่านความร่วมมือของภาคอุตสาหกรรม ภาควิชาการ และภาครัฐ โดยการผนึกกำลังระหว่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และมหาวิทยาลัยมหิดล สะท้อนทิศทางใหม่ของการยกระดับภาคเกษตรจากฐานการผลิตวัตถุดิบ ไปสู่ “ฐานชีวภาพ” ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและแข่งขันได้ในระยะยาว

โครงการ SAI ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าพื้นที่ทดลองเทคโนโลยี แต่เป็น “ต้นแบบเชิงระบบ” ของการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ ผ่านแนวคิดนวัตกรรมเปิด (Open Innovation) ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำของห่วงโซ่อุปทาน ในทางปฏิบัติ หมายถึงการนำองค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยี มาผสานกับภาคการผลิตจริง เพื่อเร่งให้เกิดการต่อยอดเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า โครงการนี้มุ่งยกระดับมูลค่าผลผลิตเกษตรด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ โดยใช้ความหลากหลายทางชีวภาพของไทยเป็นฐาน ลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและอาหารเสริม พร้อมตั้งเป้าดำเนินงานระยะ 10 ปี บนพื้นที่นำร่องกว่า 12 ไร่ ณ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ซึ่งจะพัฒนาให้เป็นทั้งศูนย์บ่มเพาะนวัตกรรมและพื้นที่ Sandbox สำหรับทดสอบเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ผ่านการออกแบบโรงเรือนแบบ Modular ที่ยืดหยุ่นและขยายผลได้ โดยใช้เทคโนโลยีฝีมือคนไทย (MiT) เป็นแกนหลักในการยกระดับผู้ประกอบการ

ในเชิงอุตสาหกรรม SAI ได้วางกรอบการพัฒนาไว้ครอบคลุม 8 กลุ่มชีวอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตั้งแต่พลาสติกชีวภาพ เชื้อเพลิงชีวภาพ เคมีชีวภาพ ชีวเภสัชกรรม ไปจนถึงอาหารแห่งอนาคต เส้นใยชีวภาพ เครื่องสำอาง และปุ๋ยชีวภาพ หนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญของโครงการคือการเลือก “เห็ด” เป็นพืชนำร่อง ซึ่งไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะวัตถุดิบอาหาร แต่ถูกยกระดับให้เป็น “แพลตฟอร์มชีวภาพ” ที่สามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง ตั้งแต่อาหารเพื่อสุขภาพ ชีวเภสัชภัณฑ์ ไปจนถึงเวชสำอาง ด้วยจุดเด่นของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์สูง

ภายใต้แนวคิดนี้ มหาวิทยาลัยมหิดลเตรียมพัฒนา “พื้นที่เห็ดครบวงจร” ให้เป็นต้นแบบของระบบนิเวศเศรษฐกิจชีวภาพแบบมีชีวิต (Living Bio-Circular Economy) ที่เชื่อมโยงตั้งแต่การวิจัยในห้องปฏิบัติการ การเพาะเลี้ยงในระบบควบคุม ไปจนถึงการแปรรูปและต่อยอดผลิตภัณฑ์ โดยมีการบูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างแบบจำลองการเพาะปลูก (Crop Model) ควบคุมสภาพแวดล้อมการผลิตแบบเรียลไทม์ ช่วยเพิ่มความแม่นยำ ลดความสูญเสีย และทำให้การผลิตสอดรับกับความต้องการของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในอีกมิติหนึ่ง การพัฒนา “เห็ด” ยังสอดคล้องกับแนวทางอุตสาหกรรมสีเขียว ผ่านการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน เช่น การนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาเป็นวัสดุเพาะเลี้ยง และการจัดการของเสียให้กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ รวมถึงการประยุกต์เทคโนโลยีดักจับและใช้ประโยชน์จากคาร์บอน ซึ่งไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังปูทางสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และ Net Zero ของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในฐานะ “ตัวกลางเชิงนวัตกรรม” ที่พร้อมสนับสนุนโครงการผ่านโครงสร้างพื้นฐานด้านวิจัยและระบบนิเวศนวัตกรรม โดยเฉพาะความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพและเทคโนโลยีการสกัดสารสำคัญ เพื่อพัฒนามาตรฐานการวิเคราะห์ฤทธิ์ทางชีวภาพของพืชและเห็ดสมุนไพร ตลอดจนการให้คำปรึกษาด้านการรับรอง Health Claims เพื่อยกระดับวัตถุดิบสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง การเปิดพื้นที่ในรูปแบบ Open Innovation ไม่เพียงช่วยลดการนำเข้า แต่ยังเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ และผลักดันมหาวิทยาลัยสู่การเป็นศูนย์กลางการทดสอบและบ่มเพาะนวัตกรรมด้านเศรษฐกิจชีวภาพอย่างเป็นรูปธรรม

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า “คอขวด” สำคัญของการขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยอยู่ที่ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ ซึ่งจำเป็นต้องเร่งปลดล็อกผ่านกลไก Regulatory Sandbox ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการผลักดันกฎหมายใหม่ เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่คล่องตัว นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลิตภาพด้วย Smart Agriculture และ AI เพื่อตอบโจทย์สังคมสูงวัย พร้อมเสนอการจัดสรรงบวิจัยแบบครบวงจร ตั้งแต่งานวิจัยระดับลึกจนถึงการสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์และสิทธิบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อยกระดับสมุนไพรไทยในเวทีโลก

โครงการ SAI จึงไม่ใช่เพียงความร่วมมือเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการวางโครงสร้าง “เศรษฐกิจฐานชีวภาพ” ที่เชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรม วิชาการ และนโยบายเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการสร้างวัตถุดิบชีวภาพมูลค่าสูง พัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และยกระดับความสามารถการแข่งขันของไทยในระยะยาว พร้อมปักหมุดเป็นต้นแบบของการปฏิรูปเกษตรอุตสาหกรรมสู่เศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน