จับตาเวทีหารือ ส.อ.ท. – นายกฯ กางโรดแมพ Made in Thailand สู้ Tech War เสริมศักยภาพ SME


สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (...) เปิดเวทีหารือร่วมกับอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี  และคณะผู้บริหาร เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ทั้งปัญหาความขัดแย้งระหว่างชายแดน ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และ Tech War ที่กดดันภาคการผลิต การแข่งขันจากสินค้าราคาถูกที่ทะลักเข้าตลาด ตลอดจนปัญหาหนี้ครัวเรือนและต้นทุนพลังงานที่สูงกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค

ในเวทีหารือนี้ เกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า Local Content จำเป็นต้องเจรจากับสหรัฐอเมริกาต่อไปว่าจะใช้มาตรฐานใด และอุตสาหกรรมใดสามารถปฏิบัติได้หรือไม่ได้ รวมถึงมาตรการช่วยเหลือเพื่อให้ไทยดำเนินการได้อย่างเหมาะสม ซึ่งประเด็นนี้ต้องการความชัดเจนอย่างมาก ขณะเดียวกันปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และ Tech War ยังคงส่งผลกระทบต่อไทย โดยเฉพาะการหลั่งไหลเข้ามาของสินค้าราคาถูกที่เข้ามาทุบตลาด ทำให้ผู้ประกอบการ SMEs ได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากเดิม 10 กลุ่มอุตสาหกรรม เพิ่มเป็น 22 กลุ่ม และ 24 กลุ่มในปีที่ผ่านมา ทั้งนี้คาดว่าปี 2568 หากไม่มีมาตรการรองรับที่เหมาะสม จำนวนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอาจพุ่งสูงถึง 30 กลุ่ม ซึ่งมั่นใจว่านายกฯ จะเข้าใจดี

นอกจากนี้ SMEs ยังเปราะบางต่อปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง การเข้าถึงแหล่งเงินทุนและความช่วยเหลือจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน ภาครัฐควรเข้ามาแก้ไขให้ตรงจุด เช่น การทำ Hair Cut การขยายวงเงินกู้ โดยเฉพาะจากธนาคารของรัฐที่เป็นแบงก์เฉพาะกิจ เพื่อช่วยให้ SMEs มีสภาพคล่องมากขึ้น ทั้งนี้ การบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ SMEs เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนให้ตรงจุดถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันหนี้ครัวเรือนสูงถึง 90% ของ GDP และเมื่อรวมกับหนี้นอกระบบแล้วสูงถึง 104% ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่กดทับกำลังซื้อในประเทศและทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจลดลงอย่างมาก

ขณะที่โครงการ Digital Economy (DE) ถือเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ “โครงการเมดอินไทยแลนด์” ที่มีศักยภาพในการสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจและผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก เนื่องจากปัจจุบันหลายประเทศต่างใช้นโยบายกีดกันทางการค้าและให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ประกอบการภายในประเทศ บางประเทศยังมีงบประมาณจากภาครัฐช่วยเหลือการส่งออกและชดเชยค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนั้น สำหรับประเทศไทย การดำเนินโครงการเมดอินไทยแลนด์จึงไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่ถาโถมเข้ามากระทบ SMEs แต่ยังเป็นมาตรการเชิงรุกที่จะสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ทั้งนี้ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐภายใต้โครงการ Made in Thailand (MiT) ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2566–2567 ถือเป็นมาตรการสำคัญที่สภาอุตสาหกรรมอยากให้รัฐบาลผลักดันอย่างจริงจัง เนื่องจากที่ผ่านมา การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐมักใช้เกณฑ์ “ถูกที่สุด” เป็นหลัก ส่งผลให้สินค้าจากต่างประเทศที่มีราคาถูกแต่คุณภาพไม่ดีชนะการประมูล ทำให้เม็ดเงินงบประมาณจำนวนมหาศาลไหลออกนอกประเทศ ทั้งที่งบประมาณจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นงบปกติ ไม่จำเป็นต้องกู้ หากนำเงินเหล่านี้มาใช้กับผู้ประกอบการไทยก็จะช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs ในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมได้มากขึ้น ดังนั้นจึงควรมีการให้ “แต้มต่อ” แก่สินค้าไทยในการเข้าประมูล

เกรียงไกร กล่าวว่า หลังจากที่กระทรวงการคลังและกรมบัญชีกลางได้ปรับวิธีการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อสนับสนุน SMEsไทย โดยเฉพาะการใช้สัญลักษณ์ Made in Thailand ที่สภาฯ เป็นผู้กำหนดมาตรฐานขึ้นมา โดยเพิ่มแต้มต่อจากเดิม 5% เป็น 10–20% ในช่วงสั้น เพื่อช่วย SMEs ฝ่าวิกฤต โดยในปีแรกของการดำเนินการ จัดซื้อสินค้าไทยได้เพียง 15% ของการจัดซื้อทั้งหมด คิดเป็นมูลค่า 120,000 ล้านบาท แต่หากสามารถขยายสัดส่วนได้เป็น 30% ในปีถัดไป และเพิ่มขึ้นถึง 50–80% เม็ดเงินหลายแสนล้านบาทจะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยทันที เกิดการจ้างงานใหม่ และสร้างความแข็งแกร่งให้ SMEs ไม่ต้องปิดกิจการหรือหยุดการผลิตไปพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งอาจทำลายอุตสาหกรรมไทยทั้งระบบในระยะยาว

นอกจากนี้ โครงการ Made in Thailand ไม่ควรจำกัดเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเท่านั้น แต่ยังสามารถต่อยอดไปยังภาคเอกชน โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น การหักภาษีได้ 2 เท่าสำหรับบริษัทที่ซื้อสินค้าไทย อีกทั้งยังมีแนวคิด Made in Thailand for Exhibitor ที่ช่วยสนับสนุนการส่งออก โดยกระตุ้นให้ผู้ส่งออกใช้วัตถุดิบและสินค้าไทยมากขึ้น ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในประเด็น Local Content และ RBC (Responsible Business Conduct) ที่กำลังเป็นที่ถกเถียงในปัจจุบันได้อีกทางหนึ่ง

“สิ่งที่ดีอยู่แล้วควรทำต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการด้านมาตรฐานอุตสาหกรรมที่ต้องช่วยกันดูแลให้เข้มแข็ง เพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยในเบื้องต้นศุลกากรต้องมีมาตรการตรวจตราอย่างรัดกุม ไม่ให้เกิดการลักลอบนำเข้าสินค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพและความปลอดภัยในตลาดภายในประเทศ” เกรียงไกร กล่าว

เกรียงไกร กล่าวอีกว่า การลดต้นทุนพลังงานให้กับภาคผู้ประกอบการและประชาชนถือเป็นเรื่องเร่งด่วน เนื่องจากปัจจุบันราคาพลังงานของไทยยังคงสูงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค จึงจำเป็นต้องหาวิธีลดราคาพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

“สภาอุตสาหกรรมไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่จะแยกให้ภาคเอกชนและโรงงานอุตสาหกรรมไปใช้ก๊าซนำเข้า ซึ่งมีต้นทุนสูง แม้ว่าการใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยและที่นำเข้าจากเมียนมาร์ ซึ่งมีราคาถูก มาผลิตไฟฟ้าจะช่วยลดค่าไฟได้ประมาณ 2–3% แต่หากผลักดันให้ภาคผู้ผลิตและผู้ประกอบการใช้ก๊าซนำเข้าโดยตรง จะยิ่งทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นถึง 58% ส่งผลเสียมากกว่าผลดี และทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยอ่อนแอ ขาดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว” เกรียงไกร กล่าว

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการค้าชายแดนในปัจจุบันที่ได้รับผลกระทบจากความไม่ลงรอยและการปะทะตามแนวชายแดน ส่งผลโดยตรงต่อซัพพลายเชนในภาคอุตสาหกรรม แม้ผู้ประกอบการหลายรายจะพยายามแก้ไขปัญหากันเอง แต่สภาอุตสาหกรรมก็เข้าใจดีถึงประเด็นด้านอธิปไตย ความมั่นคง และการเจรจาที่ต้องดำเนินไปจนกว่าจะบรรลุข้อตกลง ดังนั้นจึงไม่ได้มีการกดดันรัฐบาล พร้อมกันนี้ขอให้รัฐบาลมีมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้สามารถยืนหยัดต่อไปได้ในช่วงที่การเจรจาระหว่างรัฐทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงดำเนินอยู่