ส.อ.ท.ชี้เศรษฐกิจไทยปี 69 เปราะบาง จี้รัฐบาลใหม่เร่งแก้โครงสร้าง รับมือภาษีสหรัฐ–หนี้ครัวเรือน


คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยังเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา การชะลอตัวของการส่งออก และความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ ขณะที่พื้นที่ทางการคลังมีข้อจำกัดมากขึ้นจากระดับหนี้สาธารณะที่ใกล้กรอบวินัยการคลัง โดยภาคเอกชนเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่เร่งจัดลำดับความสำคัญของนโยบายในช่วง 100 วันแรก เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและสร้างความเชื่อมั่นให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

เกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานการแถลงข่าวคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 ยังคงเผชิญความเสี่ยงสูงจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลให้ตลาดการเงินผันผวน โดยเฉพาะค่าเงินและราคาทองคำ ทั้งนี้ มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ในปีนี้ยังมีสินค้าไทยอย่างน้อย 9 รายการที่อยู่ในข่ายถูกจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม คิดเป็นมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ราว 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 63% ของมูลค่าการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ในปี 2568 โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ขยายตัวสูงถึง 53% ซึ่งอาจได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

เบิกจ่ายงบลงทุนต่ำกว่าเป้า กดดันการฟื้นตัวเศรษฐกิจ

ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 2% และยังเผชิญความเสี่ยงเพิ่มเติมจากความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดว่าการใช้จ่ายภาครัฐในปีนี้จะลดลงจากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐ ขณะที่ข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง ณ วันที่ 31 มกราคม 2569 ระบุว่า การเบิกจ่ายงบลงทุนทำได้เพียง 176,655 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 21.57 ต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ร้อยละ 26 เกือบ 5% สะท้อนถึงความล่าช้าในการดำเนินโครงการลงทุนภาครัฐ ซึ่งอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม

คาดการณ์ GDP ปี 2569 ที่ 1.6–2.0% ส่งออกชะลอ เงินเฟ้อยังต่ำ

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ยังคงกรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ไว้เช่นเดิม โดยคาดว่า GDP จะขยายตัวในช่วง 1.6–2.0% ส่วนการส่งออกซึ่งในเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมาเติบโตสูงถึง 12.9% มีแนวโน้มชะลอลงจากฐานที่สูงและอุปสรรคด้านการค้าโลก โดยในเดือนมกราคม 2569 อาจหดตัวในช่วง -1.5 ถึง -0.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ 0.2–0.7% สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่อยู่ในระดับจำกัด

ห่วงนโยบายประชานิยม ชี้พื้นที่การคลังจำกัด หนี้สาธารณะใกล้กรอบวินัย

อย่างไรก็ตาม กกร.ได้แสดงความกังวลต่อนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง ที่มักเน้นมาตรการประชานิยมและการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ซึ่งใช้งบประมาณจำนวนมาก ขณะที่การลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาวและการสร้างฐานรายได้ใหม่ให้ประเทศยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะในบริบทที่พื้นที่ทางการคลังมีข้อจำกัดมากขึ้น จากระดับหนี้สาธารณะคงค้าง ณ เดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ 12.45 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 66.09 ต่อ GDP ใกล้กรอบวินัยการคลังที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 70 ต่อ GDP

หวังรัฐบาลใหม่ 100 วันแรก แก้หนี้ครัวเรือน–สินค้านำเข้า–ค่าเงินบาท

สำหรับแนวทางการดำเนินนโยบายของพรรคการเมืองและรัฐบาลใหม่ในช่วง 100 วันแรก ภายหลังการเลือกตั้ง โดยภาคเอกชนต้องการเห็นการจัดลำดับความเร่งด่วนของการแก้ไขปัญหาอย่างชัดเจน ครอบคลุมปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง กระทบต่อกำลังซื้อภายในประเทศ ปัญหาสินค้านำเข้าที่ทะลักเข้ามาจนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ไม่สามารถแข่งขันได้ ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าผิดปกติ รวมถึงปัญหาทุนสีเทา เศรษฐกิจใต้ดิน และคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาคเอกชนสะท้อนมาอย่างต่อเนื่อง

เกรียงไกร กล่าวว่า กกร. มุ่งหวังให้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองหลังการเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งปรับลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขัน สนับสนุนการเข้าสู่ระบบของ SMEs ให้ความสำคัญกับสินค้า Made in Thailand และส่งเสริมการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพภาคธุรกิจ

“รัฐบาลใหม่ควรให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและโครงสร้างอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืน มากกว่าการพึ่งพานโยบายประชานิยม หรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่มุ่งหวังผลทางการเมือง แม้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในบางช่วงอาจมีความจำเป็น แต่ควรดำเนินควบคู่กับการวางรากฐานการเติบโตในระยะยาว เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทย สอดคล้องกับแนวคิด “Reinvent Thailand” เกรียงไกร กล่าวทิ้งท้าย