
Flottweg ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านเทคโนโลยีการแยกของแข็ง – ของเหลว (Mechanical Separation Technology) จากประเทศเยอรมนี ซึ่งมีประสบการณ์ยาวนานกว่า 60 ปี มีสำนักงานใหญ่ที่เมือง Vilsbiburg รัฐบาวาเรีย และ สำนักงานสาขาและเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายในกว่า 100 ประเทศ พร้อมศูนย์บริการทั่วโลก
ในปี 2023 Flottweg SE ได้จัดตั้งสำนักงานในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อรับผิดชอบด้านการขาย การบริการหลังการขาย อะไหล่ การทดสอบเครื่องจักร และการสนับสนุนทางเทคนิค เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ไทยที่กำลังเติบโต และเสริมสร้างความใกล้ชิดกับลูกค้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยสำนักงานในไทย

สเวน เบอดัว ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดระดับโลก Flottweg กล่าวว่า ในช่วงปี 2025-2026 ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งใน “แรงขับเคลื่อน” ของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก เนื่องจากเป็นศูนย์กลางการแปรรูปอาหารเพื่อการส่งออกที่มีขนาดใหญ่ โดยมีมูลค่าการส่งออกอาหารแปรรูปประมาณ 28 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 ทำให้ผู้ประกอบการไทยมีอำนาจการซื้อที่สูง มีช่องทางการกระจายสินค้าในระดับโลกที่มั่นคง รวมทั้งการรับมือกับความผันผวนของความต้องการและข้อกำหนดด้านกฎระเบียบในตลาดส่งออก
ข้อมูลจากหน่วยงานติดตามวิเคราะห์อุตสาหกรรมล่าสุดประเมินว่า ตลาดอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ของไทยมีมูลค่านับหลายแสนล้านบาท โดยมีการเติบโตอย่างโดดเด่นในกลุ่มพรีเมียม เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและฟังก์ชันนัล รวมถึงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มประเภทสะดวกซื้อ
ทั้งนี้ได้มีการคาดการณ์ว่าแนวโน้มภาคการผลิตเครื่องดื่มของไทยจะขยายตัวเฉลี่ยราว 3.5–4.5% ต่อปี ในช่วงปี 2025–2027 จากการฟื้นตัวของความต้องการภายในประเทศ การเกิดขึ้นของรูปแบบเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง และการกลับมาสร้างสต็อกสินค้าของผู้ประกอบการ
“อุตสาหกรรมเครื่องดื่มเป็นหนึ่งในผู้ใช้งานหลักของเทคโนโลยีด้านการแยก (Separation) การทำให้ใส (Clarification) และการทำให้แห้ง (Dehydration) ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และโครงการภาครัฐของไทยกำลังอัดฉีดสิทธิประโยชน์และเงินลงทุน ไปยังภาคการแปรรูปอาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ และโซลูชันเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งช่วยเร่งการนำเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงมาใช้มากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการเครื่องจักรและอุปกรณ์แปรรูปที่ช่วยลดการใช้พลังงานและน้ำ เพิ่มผลผลิต และลดของเสียเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง” สเวน กล่าว
ชูเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดต้นทุนการผลิตในอุตสาหกรรม F&B
ในช่วงปี 2025–2026 ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ข้อจำกัดด้านแรงงาน และข้อกำหนดด้านกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้น ภายใต้บริบทนี้ การยกระดับประสิทธิภาพจึงต้องเกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตหลัก (Core Processing) ไม่ใช่เพียงการเพิ่มระบบอัตโนมัติในส่วนปลายหรือกระบวนการสนับสนุนเท่านั้น

จากมุมมองระดับโลก เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงโดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ฝังอยู่โดยตรงในอุปกรณ์ของกระบวนการผลิตหลัก เช่น ระบบการแยก (Separation) การทำให้ใส (Clarification) และการลดความชื้น (Dewatering) กำลังกลายเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการยกระดับผลิตภาพ การควบคุมต้นทุน และเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจในระยะยาว โดยเซนเซอร์อัจฉริยะ (Smart Sensors) และ Industrial IoT ที่ฝังอยู่ในอุปกรณ์กระบวนการผลิตหลัก เช่น เครื่อง Decanter Centrifuge และ Separator ผู้ผลิตสามารถเปลี่ยนจากการบำรุงรักษาเชิงรับ ไปสู่การบำรุงรักษาตามสภาพจริง (Condition-based Maintenance) ลดการหยุดทำงานที่ไม่คาดคิด และรักษาเสถียรภาพของกำลังการผลิตในช่วงพีคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน AI และแมชชีนเลิร์นนิง (Machine Learning) ได้เข้ามาช่วยเพิ่มอัตราผลผลิตและเสถียรภาพของกระบวนการผลิต ในระดับโลก AI และแมชชีนเลิร์นนิงถูกนำมาใช้ในระดับกระบวนการผลิตโดยตรงมากขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการวางแผนการผลิตหรือการตรวจสอบคุณภาพเท่านั้น แนวทางนี้สอดคล้องกับสิ่งที่บริษัทอาหารข้ามชาติชั้นนำกำลังดำเนินการอยู่ โดยใช้การวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ (Predictive Analytics) เพื่อเพิ่มอัตราผลผลิต ลดของเสีย และตอกย้ำบทบาทของข้อมูลกระบวนการที่มีคุณภาพสูง ซึ่งได้จากอุปกรณ์หลักในการผลิตในฐานะรากฐานสำคัญของการเพิ่มประสิทธิภาพด้วย AI
“ในทุกภูมิภาค ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดไม่ได้ตั้งคำถามว่า “เทคโนโลยีใดใหม่ที่สุด” อีกต่อไป แต่หันมาให้ความสำคัญกับคำถามว่า “เทคโนโลยีใดช่วยเพิ่มอัตราผลผลิต เสถียรภาพของกระบวนการ และลดต้นทุนตลอดอายุการใช้งานในระดับกระบวนการผลิตได้จริง” มากกว่า” สเวน กล่าว
นวัตกรรมอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ในปี 2026
ปัจจุบันนวัตกรรมในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มกำลังถูกขับเคลื่อนด้วย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความต้องการของผู้บริโภค ต่อผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพและมีคุณค่าเชิงจุดมุ่งหมาย (Purpose-driven Products) แรงกดดันด้านความยั่งยืนและประสิทธิภาพ (Sustainability & Efficiency Imperatives) และการเปลี่ยนแปลงเชิงดิจิทัล ครอบคลุมทั้งกระบวนการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน (Digital Transformation) แนวโน้มเหล่านี้กำลังบรรจบกัน และสร้างยุคใหม่ของนวัตกรรมทั้งในระดับผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต
AI ไม่ได้เพียงแค่ช่วยปรับปรุงการดำเนินงานของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นกลไกหลักในการวิจัยและพัฒนา (R&D) และการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มบริษัทอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก AI ถูกนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภค จำลองสูตรผลิตภัณฑ์ และเร่งกระบวนการทดสอบสูตรให้รวดเร็วขึ้น
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าตลาด AI ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มทั่วโลกจะขยายตัวเกือบสองเท่าภายในปี 2026 แตะระดับประมาณ 12–13 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่า AI กำลังก้าวพ้นจากการใช้งานในระยะเริ่มต้น ไปสู่การสร้างคุณค่าทางธุรกิจในระดับองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม
“AI คือตัวขับเคลื่อนความอัจฉริยะของเครื่องจักรและความแม่นยำในการดำเนินงาน เมื่อระบบการแยก เช่น ดีแคนเตอร์ เซนทริฟิวจ์และเครื่องแยก สามารถส่งข้อมูลเชิงโครงสร้างเข้าสู่แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ผลิตจะสามารถปรับตั้งค่ากระบวนการผลิตแบบเรียลไทม์ ให้เหมาะสมกับความแปรผันของวัตถุดิบแต่ละล็อตได้อย่างมีประสิทธิภาพ” สเวน กล่าว