
พลันที่รองศาสตราจารย์เอนก ศิริพานิชกร ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงด้านวิศวกรรมโยธาที่มากด้วยฝีมือและประสบการณ์ และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) มาอย่างยาวนาน ได้เข้ารับตำแหน่งนายกวสท. คนที่ 32 วาระดำรงตำแหน่งพ.ศ. 2569 – 2571 เมื่อต้นปี 2569 ที่ผ่านมา ทำให้สปอตไลท์ฉายไปที่องค์กรวิชาชีพทางวิศวกรรมที่เก่าแก่อย่างวสท. ถึงบทบาทสำคัญในการยกระดับและส่งเสริมวิชาชีพทางวิศวกรรม งานวิศวกรรมโครงสร้าง (Structural Engineering) วิเคราะห์โครงสร้างอาคาร รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัย และวิศวกรรมความปลอดภัยของอาคาร ซึ่งรศ.ดร.เอนกมีประสบการณ์และองค์ความรู้ด้านนี้เป็นอย่างดี
ยกระดับวสท.สู่การเป็น “สถาบันมาตรฐาน” คุณภาพ ISO 9001 เป็นครั้งแรก

รองศาสตราจารย์เอนก ศิริพานิชกร นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) กล่าวถึงภารกิจเร่งด่วนที่ต้องเร่งทำในปี 2569 นี้ ว่าขณะนี้วสท.อยู่ระหว่างการยกระดับองค์กรสู่การเป็น “สถาบันมาตรฐาน” อย่างเป็นระบบ โดยเริ่มกระบวนการตามมาตรฐานคุณภาพ ISO 9001 เป็นครั้งแรก พร้อมกำหนดยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างชัดเจน หนึ่งในกลไกสำคัญคือการจัดตั้ง “คณะกรรมการยุทธกรรมความปลอดภัยและการป้องกันราชอาณาจักร” เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมกับผู้เชี่ยวชาญภาคความมั่นคง โดยเฉพาะเทคโนโลยีโดรน ระบบ LiDAR และการบริหารจัดการข้อมูลสมัยใหม่ เพื่อให้การทำงานด้านความปลอดภัยมีฐานข้อมูลและเครื่องมือที่แม่นยำมากขึ้น
บทบาทดังกล่าวสะท้อนชัดในเหตุการณ์โครงสร้างลอนเชอร์พังบนถนนพระราม 2 เมื่อปี 2567 ซึ่ง วสท.เข้าไปสนับสนุนด้านวิศวกรรมและประยุกต์ใช้กระบวนการ Structural Health Monitoring (SHM) ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดระหว่างที่ลอนเชอร์เคลื่อนตัวและรับน้ำหนักจริง ช่วยให้สามารถติดตามพฤติกรรมโครงสร้างแบบเรียลไทม์ โครงการในสัญญาที่ 1 บริเวณก่อนถึงมหาชัย กม.22 แล้วเสร็จและสามารถเร่งรัดงานได้เร็วกว่ากำหนด แม้ช่วงต้นจะเกิดความล่าช้า นอกจากนี้ ในกรณีสะพานถล่มที่สีคิ้ว และโครงการทางหลวงสัญญาที่ 7 รวมถึงสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน วสท.ได้เข้าไปสนับสนุนในช่วง Rescue Period ปิดการจราจรเพื่อเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ ลดความเสี่ยง และจัดการจุดวิกฤต ก่อนเตรียมเปิดใช้งานบางช่วง ขณะที่ตำแหน่งที่ 7 ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึก
สำหรับตำแหน่งที่ 7 ได้เสนอให้ใช้แนวทาง Structural Monitoring ตรวจวัดค่าการสั่นสะเทือน ความถี่ธรรมชาติ และอัตราการหน่วง (Damping Ratio) ของโครงสร้างก่อนพิจารณาอนุญาตให้กลับมาก่อสร้าง เพื่อสร้างความมั่นใจบนฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เพียงคำยืนยันทางวาจา โดยกระทรวงคมนาคมได้กำหนดให้มีผู้เชี่ยวชาญอิสระร่วมตรวจสอบเพิ่มเติม และ วสท.จะส่งผู้แทนเข้าไปสนับสนุนกระบวนการดังกล่าว

เสนอให้ติดตั้งระบบตรวจวัดการสั่นสะเทือนในอาคารสูงตั้งแต่ 10 ชั้นขึ้นไป เพื่อบริหารจัดการอาคารในระยะยาว
รองศาสตราจารย์เอนก กล่าวว่า จากประสบการณ์ภาคสนาม วสท.ขยายแนวคิดดังกล่าวสู่ระดับอาคารในกรุงเทพฯ โดยเสนอให้ติดตั้งระบบตรวจวัดการสั่นสะเทือนในอาคาร โดยเฉพาะอาคารตั้งแต่ 10 ชั้นขึ้นไป เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการสั่นไหว ค่าความถี่ และ Mode Shape ควบคู่การพัฒนาแบบจำลองคอมพิวเตอร์สู่ Digital Twin สำหรับบริหารจัดการอาคารในระยะยาว
ทั้งนี้กฎหมายปี 2552 เคยกำหนดค่าอัตราหน่วงไว้ที่ 5% ก่อนปรับเหลือ 2.5% ในปี 2561 แต่เหตุการณ์เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2568 พบว่าคาบการสั่นของอาคารบางแห่งยาวถึง 5–7 วินาที มากกว่าที่สมมติฐานกฎหมายกำหนด จึงเห็นว่าการมีข้อมูลจริงจากเซนเซอร์จะช่วยให้การออกแบบและคำนวณมีความแม่นยำยิ่งขึ้น ปัจจุบันจึงติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดแล้ว 2 อาคาร และเตรียมเพิ่มอีกอย่างน้อย 1 อาคารในอนาคต
หนึ่งในนั้นเป็นอาคารขนาดใหญ่ที่เตรียมปรับปรุงและรื้อวัสดุหุ้มอาคารเดิมที่มีน้ำหนักมาก ซึ่งเดิมช่วยถ่วงแรงสั่น การเปลี่ยนเป็นวัสดุเบาอาจทำให้อาคารสั่นมากขึ้น วสท.จึงแนะนำให้ติดตั้งระบบตรวจวัดตั้งแต่ก่อนเริ่มรีโนเวต เพื่อเก็บข้อมูลเปรียบเทียบก่อนและหลังปรับปรุง พร้อมเสนอให้กรมโยธาธิการและผังเมืองพิจารณาจัดตั้งระบบบริหารจัดการข้อมูลกลาง เพื่อใช้เป็นฐานวิทยาศาสตร์สำหรับออกแบบอาคารในอนาคต
ผลักดัน BIM พร้อมต่อยอดสู่ Digital Twin และ AI ยกระดับการออกแบบ การก่อสร้าง และการบริหารจัดการอาคาร
ในงานวิศวกรรมแห่งชาติปี 2569 นี้ ประเด็น Structural Health Monitoring จะถูกยกเป็นวาระสำคัญ พร้อมตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะด้านเพื่อผลักดันโดยตรง ขณะเดียวกัน วสท.ยังเดินหน้าผลักดัน BIM (Building Information Modeling) ซึ่งเคยจัดทำมาตรฐานเผยแพร่โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และต่อยอดสู่ Digital Twin และ AI เพื่อยกระดับการออกแบบ การก่อสร้าง และการบริหารจัดการอาคาร โดยประเมินว่าการติดตั้งระบบครบวงจรในอาคารสูงกว่า 30 ชั้น ใช้งบประมาณไม่เกิน 3 ล้านบาท และใช้เวลาติดตั้งไม่นาน
ชู BIM และ Digital Twin เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero และ ESG ในมิติความยั่งยืน
รองศาสตราจารย์เอนก กล่าวว่า วสท.ได้ผลักดันการใช้ BIM และ Digital Twin เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero และ ESG พร้อมเปิด “Cluster” ครั้งแรกในงานวิศวกรรมแห่งชาติ เพื่อเชื่อมโยงธุรกิจแบบ B2B และสนับสนุนระบบก่อสร้าง Precast ซึ่งผลิตจากโรงงาน ที่สามารถควบคุมการปล่อยคาร์บอนและลดฝุ่นในไซต์งาน โดยยกตัวอย่างสิงคโปร์ที่กำหนดสัดส่วน Precast ขั้นต่ำ 70% สำหรับอาคารขนาดใหญ่ แม้ไทยยังมีข้อจำกัดหลายด้าน แต่ถือเป็นทิศทางสำคัญในอนาคต
ด้านพลังงาน วสท.ลงนามความร่วมมือกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หลังพบว่าปัจจุบันโซลาร์รูฟภาคประชาชนมีกำลังผลิตรวมกว่า 3,750 เมกะวัตต์ และยังมีศักยภาพเพิ่มขึ้นอีกมาก จึงเตรียมจัดอบรมและรับรองผู้ติดตั้งเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ควบคู่การยกระดับวิศวกรไทยสู่มาตรฐานสากลภายใต้กรอบ International Engineering Alliance ผ่านระบบประเมินและรับรองคุณวุฒิ พร้อมปรับแนวทางความร่วมมือจาก MOU สู่ MOA ที่เน้นการปฏิบัติจริง เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีและมาตรฐานเกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมต่ออุตสาหกรรมวิศวกรรมไทยในระยะยาว