EEC ลงนามสัญญาให้อีสท์ วอเตอร์เช่าที่ดิน  ผลิตน้ำประปา – บำบัดน้ำเสียในโครงการสนามบินอู่ตะเภา 20,000 คิวต่อวัน 


สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) โดยทัศนีย์ เกียรติภัทราภรณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ได้ลงนามในสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุ กับ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์ โดย จิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่  ในเขตส่งเสริมฯ พื้นที่ 35 ไร่ เพื่อประกอบกิจการด้านงานระบบประปา ระบบน้ำเสีย ระบบการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่หรือน้ำรีไซเคิล ตลอดระยะเวลาสัญญา 29 ปี 6 เดือน ในโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ซึ่งเป็นโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างครบวงจร สร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ ในพื้นที่สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ส่งเสริมให้ประเทศไทย มีขีดความสามารถในการแข่งขันในฐานะประตูเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชีย  โดยมีพยานจากทั้งสองฝ่าย คือ พลเรือเอก วศินสรรพ์ จันทวรินทร์ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพเรือ และชรินทร์ โซนี่ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ อีสท์ วอเตอร์ และผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องให้เกียรติเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ  เมื่อเร็วๆ นี้

 พัฒนาสนามบินอู่ตะเภา  

สู่การเป็นศูนย์กลาง “มหานครการบินภาคตะวันออก”

 

สุภาภรณ์  เสนาลักษณ์ ผู้อำนวยการสายงานโครงสร้างพื้นฐาน คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวว่า โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ตั้งอยู่ในเขตส่งเสริมเมืองการบินภาคตะวันออก เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในโครงการ EEC  เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นการพัฒนาเพื่อรองรับการขนส่งทางอากาศ การขนส่งผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า และกิจการเชิงพาณิชย์ ตลอดจนส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและ Logistic & Aviation Hub และการเป็นศูนย์กลาง “มหานครการบินภาคตะวันออก” ที่มีความสำคัญ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีการจัดการระบบสาธารณูปโภคที่มีมาตรฐานและมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีความทันสมัยระดับสากล ทั้งนี้ ระบบการบริหารจัดการน้ำสำหรับพื้นที่โครงการเป็นอีกหนึ่งในระบบสาธารณูปโภคที่ได้ดำเนินการ โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการพัฒนาสนามบินให้มีความสัมพันธ์เป็นมิตรกับชุมชน ส่งเสริมสุขภาวะของประชาชน สภาพแวดล้อม และระบบนิเวศ ตามหลักการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

โครงการพัฒนาสนามบินและเมืองการบินภาคตะวันออก เป็นโครงการเอกชนร่วมลงทุน หรือ PPP ที่ได้มี
การลงนามในสัญญาร่วมลงทุนกับบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา โดยสัญญาร่วมลงทุนได้กำหนดไว้ให้คู่สัญญาฝ่ายรัฐเป็นผู้จัดหาสาธารณูปโภคประปาและระบบบำบัดน้ำเสียที่ต้องใช้ในพื้นที่โครงการฯ ซึ่งจะต้องเป็นไปตามมาตรฐานระดับสากล เนื่องจากสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกจะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยและเป็นศูนย์กลางด้านการบินในอนาคต ทั้งนี้ กองทัพเรือและ สกพอ. เล็งเห็นความสำคัญของการใช้น้ำอย่างประหยัดภายในพื้นที่โครงการ จึงได้กำหนดให้มีขอบเขตของการนำน้ำกลับมาใหม่หรือน้ำรีไซเคิล ระบุในเอกสารการคัดเลือกผู้เช่าที่ดินราชพัสดุเพื่อประกอบกิจการสาธารณูปโภคนอกเหนือจากงานระบบประปาและบำบัดน้ำเสีย

 กองทัพเรือเลือก อีสท์ วอเตอร์ ดูงานระบบประปา- ระบบน้ำเสีย

ตลอดระยะเวลาสัญญา 29 ปี 6 เดือน

สกพอ. ได้มอบหมายให้กองทัพเรือในฐานะหน่วยงานร่วมเจ้าของโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกและหน่วยงานที่ใช้ประโยชน์พื้นที่อยู่เดิม ดำเนินการคัดเลือก โดยมี บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์ เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้เช่าที่ราชพัสดุในเขตส่งเสริมฯ พื้นที่ 35 ไร่ เพื่อประกอบกิจการด้านงานระบบประปา ระบบน้ำเสีย ระบบการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่หรือน้ำรีไซเคิล ตลอดระยะเวลาสัญญา 29 ปี 6 เดือน ซึ่งเป็นโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างครบวงจร สร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ ในพื้นที่สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งจะส่งเสริมให้ประเทศไทย มีขีดความสามารถในการแข่งขันในฐานะประตูเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชีย

เผย 4 โครงการสำคัญ

ดึงดูดนักลงทุนในพื้นที่ EEC

 

โชคชัย ปัญญายงค์  (ที่ 2 จากซ้าย) ที่ปรึกษาพิเศษโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก

โชคชัย ปัญญายงค์ ที่ปรึกษาพิเศษโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก กล่าวว่า โครงการสนามบินอู่ตะเภามีความสำคัญมาก โดยกองทัพเรือได้มอบพื้นที่ 6,500 ไร่  เพื่อให้รัฐบาลพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค    โดยนักลงทุนพร้อมเข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC   หากรถไฟความเร็วสูง  สนามบินอู่ตะเภา  ท่าเรือมาบตาพุดและท่าเรือแหลมฉบัง แล้วเสร็จ ซึ่งทั้ง 4 โครงการมีความสำคัญมาก

การที่สนามบินอู่ตะเภาจะสำเร็จได้ ขึ้นอยู่โครงสร้างพื้นฐานและความพร้อมได้มาตรฐานสากล    โดยโครงการนี้มีการจัดระบบน้ำประปา  และบำบัดน้ำเสียในเขตภาคตะวันออก  ในส่วนน้ำประปาผลิตได้เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา การที่อีสท์ วอเตอร์ ได้รับการคัดเลือกจากกองทัพเรือ เนื่องจากแม้จะเป็นบริษัทเอกชนแต่มีภาครัฐถือหุ้นถึง 40%  และเป็นบริษัทเอกชนที่ร่วมมือกับทางภาครัฐมาโดยตลอด     โดยอีสท์ วอเตอร์ จะมีกำลังการผลิตน้ำประปา 2 หมื่นลบ.ม.ต่อวัน คิดเป็น  7 ล้านลบ.ม.ต่อปี  สามารถบำบัดน้ำเสียได้ 80%  ของน้ำดี    กว่าครึ่งของน้ำเสียใช้ผลิตน้ำรีไซเคิลได้  มูลค่าการลงทุน 1,060 ล้านบาท   โดยรัฐได้ผลตอบแทนจากค่าเช่าที่ดิน  ค่าจัดการประโยชน์ 1%  ของมูลค่า  รวมทั้งส่วนแบ่งรายได้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าที่แบ่งให้รัฐ 7%

COVID-19 ไม่กระทบต่อสนามบินอู่ตะเภา

พร้อมเปิดให้บริการภายในปี ’68

สำหรับสถานการณ์ COVID-19 ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของสนามบินอู่ตะเภาแต่อย่างใด    โดย สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ  (The International Air Transport Association : IATA ได้คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมการบินจะฟื้นตัวในปี 2024  หรือปีพ.ศ.2567   ซึ่งสอดคล้องกับแผนสร้างสนามบินอู่ตะเภา ที่จะแล้วเสร็จภายในปีพ.ศ.2567  เพื่อเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในปีพ.ศ.2568  โดยธุรกิจการบิน จะ Rebound   ในส่วนของ Domestic  ที่จะฟื้นตัวเร็วภายในปีหน้า    อีกทั้งมีข่าวดีที่จะได้ใช้วัคซีนป้องกัน COVID-19   ในปลายปีนี้และปีหน้า  โครงการสร้างสนามบินอู่ตะเภาจึงเป็นไปตามแผนที่วางไว้

อีสท์ วอเตอร์พร้อมก้าวสู่การเป็น Total Water Solutions

สร้างเสถียรภาพความมั่นคงด้านน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก

จิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์ กล่าวว่า ถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญได้รับความไว้วางใจ มีการลงนามเช่าที่ดินราชพัสดุร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เพื่อเดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำครบวงจรทั้งระบบ ซึ่งจะรองรับการใช้น้ำที่เกิดจากการพัฒนาเมืองการบินภาคตะวันออกได้เป็นอย่างดี ด้วยศักยภาพและความเชี่ยวชาญของอีสท์ วอเตอร์ พร้อมก้าวสู่การเป็น Total Water Solutions จะช่วยสร้างเสถียรภาพความมั่นคงด้านน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อรองรับการเติบโตของทุกภาคส่วนตามนโยบายโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ  EEC ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย

อีสท์ วอเตอร์ มีแนวคิดในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา โดยมีระบบท่อส่งน้ำดิบหนองปลาไหล – ดอกกราย – มาบตาพุด – สัตหีบ สามารถส่งจ่ายน้ำดิบได้มากถึง 318 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี หรือประมาณ 0.87 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน อีกทั้ง ได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมการวางท่อส่งน้ำมาบตาพุด –สัตหีบ เส้นที่ 2 เพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต เพิ่มศักยภาพการส่งจ่ายน้ำดิบในอีก 10 ปีถัดไป ได้อย่างเพียงพอยิ่งขึ้น

เผยนำเทคโนโลยีน้ำที่ทันสมัยที่สุดในไทย

มาบำบัดน้ำเสียให้สนามบินอู่ตะเภา

นอกจากนี้ อีสท์ วอเตอร์ มีการออกแบบระบบผลิตน้ำประปา ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยขนาดกำลังการผลิต 20,000 ลบ.ม. ต่อวัน ซึ่งเป็นการผลิตน้ำประปาที่สะอาดมีคุณภาพระดับสากล ลดการใช้พื้นที่ติดตั้ง มีกำลังการผลิตได้ตามความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น ออกแบบระบบบำบัดน้ำเสียให้เหมาะกับโครงการที่เป็นการพัฒนาพื้นที่ในระยะยาว รองรับน้ำเสีย 16,000 ลบ.ม. ต่อวัน เป็นการบริหารจัดการน้ำเสียที่ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบสนามบิน โดยทางอีสท์ วอเตอร์ สกพอ. และกองทัพเรือ ให้ความสำคัญกับเรื่องของการบริหารจัดการน้ำเสียในพื้นที่สนามบินฯ เป็นอย่างมาก เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ประชาชนและชุมชนโดยรอบสนามบิน ควบคู่กับการสร้างความยั่งยืนในระบบนิเวศ สร้างระบบน้ำรีไซเคิลกำลังการผลิต 5,000 ลบ.ม. ต่อวัน โดยนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ในระบบทำความเย็นกลาง เน้นย้ำให้เห็นถึงการเป็นผู้นำในด้านการบริหารจัดการน้ำครบวงจร และใส่ใจในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง ซึ่งอีสท์ วอเตอร์ จะใช้ความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำแบบครบวงจร สร้างความมั่นคงและเสถียรภาพด้านน้ำ รองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนของโครงการ EEC ในอนาคต

“อีสท์ วอเตอร์ได้นำเทคโนโลยีน้ำที่ทันสมัยที่สุดในไทยมาบำบัดน้ำเสีย หวังว่าโครงการนี้จะสร้างประโยชน์สำคัญ ไม่ใช่แค่เพียงโครงการนี้ แต่ทั่วประเทศ ทั้ง EEC และกองทัพเรือ  เนื่องจากน้ำมีความสำคัญ การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด  โดยเชื่อว่าความร่วมมือของทุกภาคส่วน ช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ” จิรายุทธ กล่าว

แหล่งน้ำนำมาใช้ประโยชน์มีเสถียรภาพและเพียงพอ

รองรับผู้ใช้ในพื้นที่ EEC

จิรายุทธ  กล่าวว่า อีสท์ วอเตอร์ได้ร่วมมือกับกองทัพเรือมา 2 ปีแล้ว  โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี  การมี EEC  มาช่วยพัฒนาโครงการน้ำให้เป็น Environmental Friendly  นำระบบมาใช้เพื่อประหยัดพลังงาน  นำน้ำเสียมาบำบัดใช้ประโยชน์ในพื้นที่  ให้คุณภาพน้ำมีมาตรฐานสูง

“สิ่งที่สำคัญ คือ   แหล่งน้ำนำมาใช้ประโยชน์มีเสถียรภาพและ เรามีระบบโครงข่ายท่อส่งน้ำดิบความยาวกว่า 500 กิโลเมตร   และพัฒนาแหล่งน้ำเสร็จไตรมาสแรกในปีหน้า   มีอ่างเก็บน้ำคลองหลวง นอกจากนี้ยังร่วมมือใกล้ชิดกับกรมชลประทานในการพัฒนาแหล่งน้ำหลัก โดยกรมชลประทานมีแม่น้ำบางปะกง ซึ่งอีสท์ วอเตอร์  มีความร่วมมือ 20-30 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับผู้ใช้น้ำในพื้นที่ EEC” จิรายุทธ  กล่าวทิ้งท้าย