
“ยูกันดา” นับเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ไข่มุกแห่งแอฟริกา” ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร ธรรมชาติอันหลากหลาย และศักยภาพทางเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันรัฐบาลยังเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ ทั้งระบบโลจิสติกส์ การคมนาคม และพลังงาน เพื่อรองรับนักลงทุนจากทั่วโลก ท่ามกลางศูนย์กลางการค้าและการขนส่งในภูมิภาค เชื่อมต่อสู่ตลาดผู้บริโภคกว่า 500 ล้านคน ผ่านกรอบความร่วมมือ East African Community (EAC) และ Common Market for Eastern and Southern Africa (COMESA)
ส่งผลให้ยูกันดากลายเป็นแต้มต่อสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการใช้ยูกันดาเป็นฐานกระโดดสู่ตลาดแอฟริกาตะวันออกและแอฟริกาตอนใต้ นอกจากนี้ ประชากรส่วนใหญ่ที่อายุต่ำกว่า 35 ปี ยังสร้างแรงงานคุณภาพจำนวนมาก ช่วยหนุนการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมดิจิทัล การแปรรูปสินค้าเกษตร บริการโลจิสติกส์ และโครงการพลังงานในอนาคต
งาน “The Pearl of Africa – Uganda Business Forum & Expo 2025 – Thailand Chapter” จึงจัดขึ้นโดยสถานเอกอัครราชทูตยูกันดาประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งมีเขตอาณาครอบคลุมราชอาณาจักรไทย เพื่อแนะนำยูกันดาในฐานะจุดหมายการลงทุนแห่งใหม่ ที่มีศักยภาพสูงในทวีปแอฟริกาสำหรับนักลงทุนไทย โดยมุ่งส่งเสริมความร่วมมือใน 4 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ การท่องเที่ยวและบริการ, เกษตรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง, เทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม และอุตสาหกรรมแร่ธาตุ พลังงาน น้ำมันและก๊าซ

เฟรดริค งอบิ กูเม (Hon. Fredrick Ngobi Gume) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อุตสาหกรรมและสหกรณ์ประเทศยูกันดา เปิดเผยว่า การจัดงาน “The Pearl of Africa – Uganda Business Forum & Expo” มีเป้าหมายเพื่อยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างยูกันดากับประเทศในเอเชีย โดยใช้เวทีนี้เป็นช่องทางแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายธุรกิจระหว่างภาครัฐ เอกชน และนักลงทุนต่างประเทศที่ผ่านมา โครงการได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักลงทุนในอินโดนีเซียและมาเลเซีย สะท้อนถึงศักยภาพของยูกันดาในฐานะ “ประตูสู่แอฟริกา” ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจสูงที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก
ในปี 2024 มูลค่าการค้าระหว่างยูกันดา–ไทยพุ่งสูงกว่า 59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แสดงถึงแนวโน้มการขยายตัวที่สดใส ขณะที่ข้อมูลจาก IMF และธนาคารโลกคาดการณ์ว่า GDP ของยูกันดาในปี 2024–2025 จะเติบโต 6.2–6.4% และอาจเร่งขึ้นแตะระดับสองหลักเมื่อการผลิตน้ำมันเข้าสู่กำลังผลิตเต็มศักยภาพ ยูกันดามีประชากรราว 51 ล้านคน ทำให้เป็นตลาดภายในที่ใหญ่และมีแรงงานศักยภาพสูง ภายใต้ความมั่นคงทางการเมืองและสังคมที่โดดเด่นที่สุดประเทศหนึ่งในภูมิภาค
ด้านการเกษตร ซึ่งเป็นแกนหลักของเศรษฐกิจ ยูกันดามีสัดส่วนคิดเป็น 26% ของ GDP และเกี่ยวข้องกับแรงงานกว่า 72,000 คน กิจกรรมภาคเกษตรคิดเป็นถึง 60% ของเศรษฐกิจประเทศ โดยการส่งออกสินค้าเกษตรเติบโตต่อเนื่องจาก 9.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2012 เป็น 2.16 พันล้านดอลลาร์ในปี 2021 และคาดว่าจะขยับถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์ ขยายตัวเฉลี่ยเกือบ 90% ต่อปี
“รัฐบาลยูกันดาพร้อมผลักดันการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและเปิดรับความร่วมมือจากนักลงทุนไทยในสาขากาแฟ ผลิตภัณฑ์นม ชา โกโก้ ธัญพืช ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ และเมล็ดพันธุ์ พร้อมหนุนการสร้างโรงงานแปรรูป ห้องเย็น และระบบส่งออกสมัยใหม่ โดยคาดว่าภาคเกษตรจะเติบโต 8–10% ในปีหน้า”
สำหรับภาคพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ ยูกันดามีแร่ธาตุมากกว่า 27 ชนิดที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ โดยมีทองคำเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ ขณะที่แร่หายากและโคบอลต์มีบทบาทเพิ่มขึ้นตามความต้องการของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสีเขียวทั่วโลก นอกจากนี้ ความต้องการปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นและโอกาสในเหมืองแร่สีเขียว ตลอดจนการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องด้านโลหะและพลังงานเปิดกว้างอย่างมาก ยูกันดายังมีพื้นที่ศักยภาพทางธรณีวิทยาจำนวนมากที่ยังไม่ถูกสำรวจเต็มรูปแบบ ภายใต้ระบบกฎระเบียบที่สนับสนุนการลงทุนและเน้นการทำเหมืองอย่างรับผิดชอบ การพัฒนาท้องถิ่น และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม
“ยูกันดาสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น โดยไม่สูญเสียความเขียวและความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า เพราะเรามีนโยบายควบคุมการใช้ที่ดินอย่างเข้มงวด รัฐบาลไม่อนุญาตให้มีการก่อสร้างหรือทำธุรกิจที่ทำลายระบบนิเวศ จึงมั่นใจได้ว่าทุกการพัฒนาต้องไม่กระทบสมดุลของธรรมชาติ” เฟรดริค กล่าว

อย่างไรก็ตาม การจัดงานครั้งนี้เป็นเสมือนสะพานเชื่อมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและนวัตกรรม เพื่อนำไปสู่การเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน โดยยูกันดาพร้อมเปิดรับความร่วมมือใน 4 สาขาอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่
1.การท่องเที่ยวและการบริการ เปิดโอกาสพัฒนาอีโคลอดจ์ รีสอร์ต ธีมพาร์ค เส้นทางบินระหว่างประเทศ และการสร้างแบรนด์แหล่งท่องเที่ยว รวมถึงความร่วมมือด้านบริการและการอบรมบุคลากร Hospitality
2.อุตสาหกรรมเกษตรและการแปรรูปอาหาร ซึ่งเป็นฐานจ้างงานกว่า 70% ของประเทศ เปิดรับการลงทุนด้านโรงงานแปรรูป การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ระบบชลประทาน เครื่องจักรกล ปุ๋ยชีวภาพ และการสร้าง Value Chain เชื่อมสู่ตลาดโลก
3.เทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม หนุนการร่วมพัฒนาฟินเทค ดาต้าเซ็นเตอร์ โครงข่ายสื่อสาร ซอฟต์แวร์ Smart City–AI–IoT ตลอดจนการตั้งศูนย์ฝึกอบรมบุคลากร ICT
4.เหมืองแร่ น้ำมัน และก๊าซ เปิดกว้างสำหรับการสำรวจและพัฒนาเหมือง การเพิ่มมูลค่าแร่ การลงทุนพลังงานสะอาด–พลังงานทดแทน และการสร้างเครือข่ายการลงทุนด้านพลังงานเชื่อมไทย–แอฟริกา

นอกจากนี้ ยูกันดายังมอบ สิทธิประโยชน์การลงทุนครบวงจร สำหรับนักลงทุนไทย อาทิ เขตเศรษฐกิจเสรี, หนังสือรับรองการลงทุน, การยกเว้นภาษี, การยกเว้นอากรนำเข้า, การรับประกันการโอนผลกำไรกลับประเทศ และศูนย์บริการนักลงทุนแบบครบวงจร เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยตอกย้ำศักยภาพของยูกันดาในฐานะ ประตูสู่ตลาดผู้บริโภคกว่า 500 ล้านคน ในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกและกลุ่มประเทศ COMESA ภายใต้วิสัยทัศน์ “ความมั่งคั่งร่วมกันอย่างยั่งยืน”