วศ.เผยไทยมี Lab เพียง1 พันแห่ง แนะเร่งผลักดันกฎหมายและกองทุนฯ เพื่อจัดตั้ง Lab ไม่น้อยกว่า 1 หมื่นแห่งภายใน10 ปี


กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) เดินหน้าส่งเสริมห้องปฏิบัติการคุณภาพ แนะไทยควรมีไม่น้อยกว่า 1 หมื่นแห่งภายใน10 ปี เพื่อรองรับความต้องการใช้งานทั้งตลาดส่งออกและตรวจสอบความปลอดภัยให้ผู้บริโภค เผยขณะนี้ไทยมีเพียง 1 พันแห่ง เพิ่ม 10- 20 แห่งต่อปี ย้ำกลไกที่มีอยู่ไม่เพียงพอ ด้วยข้อจำกัดงบประมาณภาครัฐ แนะผลักดันกฎหมายส่งเสริมคุณภาพห้องปฏิบัติการ และกองทุน หากต้องการเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันกรมวิทยาศาสตร์บริการ ได้ปรับบทบาทและภารกิจให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มุ่งเน้นสนับสนุนการพัฒนาเครือข่ายห้องปฏิบัติการให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับสากล เพื่อรองรับการเติบโตของการแข่งขันในภาคธุรกิจและคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค ซึ่งหากห้องปฏิบัติการขาดคุณภาพ ผลการวัดไม่ถูกต้องจะกระทบต่อคุณภาพของสินค้า

ทั้งนี้ วศ.ได้พยายามส่งเสริมให้เกิดห้องปฏิบัติการที่มีคุณภาพของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันควรจะต้องมีถึง10,000 แห่ง แต่ปัจจุบันประเทศไทยมีประมาณ 1,000 แห่งเท่านั้น โดยในแต่ละปีจะมีห้องปฏิบัติการก่อตั้งขึ้นใหม่ ประมาณ 10-20 แห่ง ซึ่งการเติบโตในลักษณะดังกล่าวโดยปล่อยให้ผู้ประกอบการทั้งภาครัฐและเอกชนเติบโตกันเอง อาจจะ ไม่ทันต่อสถานการณ์ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีหน่วยงานต่าง ๆ เข้าไปส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของห้องปฏิบัติการ เพื่อทำให้เกิดการเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ดร.พจมาน กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมวิทยาศาสตร์บริการ มีกลไกหลาย ๆ ด้านในการส่งเสริมศักยภาพห้องปฏิบัติการ ทั้งการจัดฝึกอบรม ให้ความรู้ บริการสอบเทียบเครื่องมือวัด เป็นที่ปรึกษา ตั้งเครือข่ายห้องปฏิบัติการในประเทศ บริการตรวจสอบความสามารถ หรือทดสอบความชำนาญห้องปฏิบัติการ และมีการรับรองคุณภาพของห้องปฏิบัติการ ทั้งมาตรฐานการยอมรับความสามารถห้องปฏิบัติการทดสอบของกรมวิทยาศาสตร์บริการ (DSS Recognized Laboratory) และการรับรองความสามารถของห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล การรับรองเหล่านี้สามารถนำไปใช้ยืนยันความสามารถของห้องปฏิบัติการกับหน่วยงานกำกับดูแลในด้านต่าง ๆ เช่น สำนักงานมาตรฐานอาหารและเกษตรแห่งชาติ (มกอช.) หรือสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)

“ หากประเทศไทยต้องการที่จะเพิ่มห้องปฏิบัติการคุณภาพอย่างก้าวกระโดด เพื่อให้มีถึง 10,000 แห่ง จะต้องใช้เวลาเกือบ 10 ปี ซึ่งการจะเพิ่มขึ้นถึงปีละ 1,000 แห่งนั้น กลไกการส่งเสริมปกติอาจจะไม่เพียงพอ กรมวิทยาศาสตร์บริการ จึงอยากจะผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมคุณภาพห้องปฏิบัติการ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง และการจัดตั้งกองทุนเพื่อขับเคลื่อนการส่งเสริมให้เกิดห้องปฏิบัติการมาตรฐานได้อย่างรวดเร็ว ตอบโจทย์ปัญหาข้อจำกัดของงบประมาณภาครัฐที่ขณะนี้สามารถสนับสนุนห้องปฏิบัติการได้เพียงปีละ10-20 แห่งเท่านั้น ” ดร.พจมาน กล่าว

ดร.พจมาน กล่าวอีกว่า ความท้าทายของห้องปฏิบัติการในประเทศไทยในขณะนี้ คือ ความต้องการด้านการตรวจสอบมาตรฐานคุณภาพสินค้าที่มีมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการส่งออก ซึ่งจำเป็นต้องติดอาวุธให้กับคุณภาพสินค้าของประเทศไทย หากไม่ได้คุณภาพ และเป็นมาตรฐานที่ต่างประเทศยอมรับ จะไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ขณะเดียวกันตลาดในประเทศจะเป็นเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภค มีการสุ่มตรวจมาตรฐานของสินค้าต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นต้องใช้กลไกของห้องปฏิบัติการ โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ กรมวิทย์ศาสตร์บริการ ได้ลงนามความร่วมมือกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เพื่อที่จะช่วยกันส่งเสริมและพัฒนาเครือข่ายหน่วยตรวจสอบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของประเทศให้มากขึ้น

อย่างไรก็ดี เพื่อให้ความรู้ทางวิชาการ กรมวิทยาศาสตร์บริการ โดยศูนย์ทดสอบความชำนาญห้องปฏิบัติการ สถาบันพัฒนามาตรฐานและตรวจสอบรับรอง ได้จัดสัมมนา เรื่อง “แนวทางการจัดทำความใช้ได้ของการวัดเพื่อส่งเสริมศักยภาพห้องปฏิบัติการ” ขึ้น เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ภายในงาน “อว.แฟร์ 2568” โดยมีเจ้าหน้าที่จากห้องปฏิบัติการทั่วประเทศ เข้าร่วมกว่า 200 คน งานสัมมนาฯ ดังกล่าวเป็นการให้ความรู้ทางวิชาการ อ้างอิงตามมาตรฐาน ISO/ IEC 17025 และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเอกสาร “ความใช้ได้ของการวัด” ที่วศ.จัดทำขึ้น โดยมีประเด็นสำคัญคือ “7 ขั้นตอนเพื่อนำไปสู่ความใช้ได้ของการวัด” พร้อมยกตัวอย่างการใช้งานให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าใจและเชื่อมั่นในระบบการวัด สามารถควบคุมกระบวนการวัดเพื่อให้นำไปสู่ความใช้ได้ของผลการวัด และทำให้ลูกค้ามั่นใจถึงความถูกต้องของผลการวัดที่ได้จากห้องปฏิบัติการ