
ผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุดได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสมดุลอำนาจการเมืองไทย หลัง พรรคภูมิใจไทย กวาดที่นั่งทะลุ 190 เสียง ทิ้งระยะห่างจากคู่แข่งหลักอย่างชัดเจน จนถูกนิยามว่าเป็น “การพลิกล็อกเชิงระยะห่าง” มากกว่าการชนะเหนือความคาดหมาย โดย พลวุฒิ สงสกุล บรรณาธิการคอนเทนต์พิเศษจาก THE STANDARD วิเคราะห์ผ่านรายการ Executive Espresso ว่า ชัยชนะครั้งนี้สะท้อนทั้งพลังของกระแสอนุรักษนิยม การผนึกเครือข่ายการเมืองระดับพื้นที่ และการใช้ทรัพยากรเชิงโครงสร้าง ขณะเดียวกันยังส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังพรรคคู่แข่งสำคัญอย่างพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย พร้อมเปิดฉากสมการจัดตั้งรัฐบาลและทิศทางเศรษฐกิจรอบใหม่ภายใต้บทบาทนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล
วิเคราะห์เกมเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทย พลิกดุลอำนาจการเมืองไทย
พลวุฒิ สงสกุล บรรณาธิการคอนเทนต์พิเศษ THE STANDARD วิเคราะห์ว่า ผลเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยคว้า 193 ที่นั่งไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย แต่ประเด็นสำคัญคือการนำห่างพรรคประชาชนถึงราว 60–70 เสียง ซึ่งถือเป็น “พลิกล็อกเชิงระยะห่าง” และสะท้อนการเปลี่ยนสมดุลอำนาจทางการเมืองอย่างชัดเจน โดยมองว่ามีอย่างน้อย 3 ปัจจัยหนุนชัยชนะ หนึ่งในนั้นคือการตัดสินใจของพรรคประชาชนที่ยกมือสนับสนุนให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีโดยไม่รับตำแหน่งบริหาร ทำให้ฝ่ายอนุรักษนิยมสามารถรวมพลัง ขยายฐาน และสะสมความได้เปรียบเชิงโครงสร้างในสภา ส่งผลให้การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกตีความว่าเป็นการกลับมามีอิทธิพลสูงสุดของขั้วอนุรักษนิยมในรอบหลายปี แม้คำจำกัดความทางการเมืองจะยังเป็นที่ถกเถียงก็ตาม
พลวุฒิ กล่าวว่า กระแสการเมืองโลกกำลังเอนขวา (right wing) ทำให้การเติบโตของพรรคแนวอนุรักษนิยมไม่ใช่เรื่องผิดปกติ โดยกระแสลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์ เช่น ยุคผู้นำสายอนุรักษนิยมในสหรัฐและสหราชอาณาจักรที่ใช้แนวทางปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ลดบทบาทรัฐสวัสดิการ และจำกัดอิทธิพลสหภาพแรงงาน สะท้อนว่าแนวคิดอนุรักษนิยมก็สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน สำหรับบริบทไทย ปัจจัยสำคัญที่หนุนพรรคภูมิใจไทยคือโอกาสในการบริหารช่วงสั้นก่อนเลือกตั้งที่สร้างผลงานเชิงประจักษ์ ทำให้คะแนนบัญชีรายชื่อเพิ่มจากราว 3% ในครั้งก่อนเป็นเกือบ 20% หรือเกือบ 6 ล้านเสียง ขณะที่พรรคประชาชนมีคะแนนบัญชีรายชื่อลดลง
กระแสชาตินิยมบูสต์คะแนน ผสานเครือข่ายท้องถิ่น ปิดเกมหลายเขตเลือกตั้ง
ขณะที่ “กระแสชาตินิยมจากสถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา” กลายเป็นอีกแรงหนุนหลักที่ปลุกฐานเสียงในพื้นที่แนวปะทะ ภายใต้แนวทางของพรรคภูมิใจไทยที่ยืนจุดยืนแข็งกร้าว สนับสนุนบทบาทกองทัพ และเน้นอธิปไตยเหนือดินแดน สอดรับกับความรู้สึกของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหลายจังหวัดชายแดนภาคตะวันออกและอีสานตอนล่าง ส่งผลให้กวาดที่นั่งได้จำนวนมาก นอกจากนี้ กลยุทธ์ทางการเมืองแบบ “ผนึกกำลัง” ของเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่นและบ้านใหญ่จากหลายพรรค ทำให้คะแนนฝั่งอนุรักษนิยมไม่แตกเหมือนการเลือกตั้งก่อนหน้า แต่ถูกรวมศูนย์อยู่กับพรรคเดียว จึงสามารถพลิกหลายเขตที่เคยเป็นฐานของพรรคคู่แข่งกลับมาได้สำเร็จ
นอกจากนี้ ปัจจัยด้าน “ทรัพยากรทางการเมือง” ที่ไม่ได้หมายถึงเงินเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงกลไกรัฐ เครือข่ายราชการ ฐานอำนาจในพื้นที่ และระบบอุปถัมภ์ทั้งที่มองเห็นและไม่เห็น โดยหน่วยงานและผู้ปฏิบัติในพื้นที่มักประเมินทิศทางล่วงหน้าว่าพรรคใดมีแนวโน้มเป็นรัฐบาล ทำให้รูปแบบความร่วมมือและแรงสนับสนุนเปลี่ยนตามสถานการณ์
อย่างไรก็ตาม เงินไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาด หากกระแสการเมืองแรงพอ “กระสุนก็เบี้ยว” คือใช้งบมากก็ไม่ชนะได้ เหมือนการเลือกตั้งรอบก่อนที่กระแสพรรคก้าวหน้าพัดแรงจนต้านไม่อยู่ เมื่อรวม 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ โอกาสในการแสดงผลงานรัฐบาล กระแสอนุรักษนิยม–ชาตินิยม กลยุทธ์ผนึกกำลังเครือข่ายการเมือง และทรัพยากรทางการเมือง จึงทำให้ภูมิใจไทยทะยานขึ้นเกิน 190 ที่นั่ง ซึ่งแม้แต่แกนนำพรรคก็ยอมรับว่าเกินคาด
คะแนนอุดมการณ์ยังอยู่ แต่เกมเขตเลือกตั้งเปลี่ยน
ขณะเดียวกัน ในมุมของพรรคประชาชน คะแนนรวมลดลงแต่ไม่ถึงขั้นทรุดหนัก โดยเฉพาะคะแนนบัญชีรายชื่อยังคงฐานไว้ได้ส่วนหนึ่ง การสูญเสียหลักเกิดในระบบเขตเลือกตั้งที่ถูกเจาะจากการรวมตัวของคู่แข่งและการย้ายขั้วของเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น ทำให้หลายพื้นที่ที่เคยชนะถูกพลิกกลับ
ภาพข้อมูลเลือกตั้งที่ถูกหยิบมาวิเคราะห์ สะท้อนว่า คะแนนของพรรคประชาชนไม่ได้หายไปทั้งระบบ แต่เปลี่ยนโครงสร้างเชิงพื้นที่ โดยภาคใต้ซึ่งเคยเทคะแนนบัญชีรายชื่อให้พรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งก่อนหน้า รอบนี้ไหลกลับไปที่พรรคประชาธิปัตย์อย่างชัดเจน หลังการกลับมาของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำให้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ในพื้นที่ด้ามขวานกลายเป็นสีฟ้าเกือบทั้งหมด ขณะที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคกลาง และภาคเหนือหลายจังหวัด พรรคประชาชนยังนำในคะแนนบัญชีรายชื่อ สะท้อนว่าฐานเสียงเชิงอุดมการณ์ในเขตเมืองและกลุ่มต้องการความเปลี่ยนแปลงยังคงอยู่
จุดอ่อนสำคัญอยู่ที่ ส.ส.เขต ซึ่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งในต่างจังหวัดจำนวนมากตัดสินใจเลือกผู้สมัครที่มีเครือข่ายท้องถิ่น ระบบอุปถัมภ์ และความใกล้ชิดเชิงบริการมากกว่า ในภาวะเศรษฐกิจตึงตัวและสถานการณ์ชายแดน ผู้แทนที่ให้ความช่วยเหลือเฉพาะหน้าและมีสายสัมพันธ์กับชุมชนจึงได้เปรียบ ประกอบกับกลยุทธ์ผนึกกำลังของพรรคคู่แข่งและการดึงนักการเมืองเกรดเอในพื้นที่เข้าสังกัด ทำให้หลายเขตที่พรรคประชาชนเคยชนะถูกพลิก ผลลัพธ์จึงชี้เชิงประจักษ์ว่าพรรคยังไม่ใช่ตัวเลือกอันดับหนึ่งของฐานรากระดับล่างทั่วประเทศ และต้องตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ว่าจะยึดแนวทางการเมืองเชิงหลักการต่อไป หรือปรับเครื่องมือการทำงานระดับพื้นที่เพื่อขยายฐานเสียง
ปาร์ตี้ลิสต์เหลือ 5 ล้านเสียง สัญญาณเตือนพลังเดิมเพื่อไทย
อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทย เผชิญความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งพรรค โดยจำนวนที่นั่งลดลงเหลือราว 74 ที่นั่ง จากแรงกดดันรอบด้าน ทั้งการเสียฐานเสียงในอีสานและภาคเหนือให้กับ พรรคภูมิใจไทย และ พรรคกล้าธรรม รวมถึงการไหลของคะแนนเชิงอุดมการณ์ไปยังพรรคสายก้าวหน้า ขณะที่คะแนนบัญชีรายชื่อเหลือราว 5 ล้านเสียง สะท้อนว่าพลังแบรนด์ทางการเมืองเดิมอ่อนตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยลบสำคัญมาจากความไม่ชัดเจนเชิงอุดมการณ์หลังการข้ามขั้วจัดตั้งรัฐบาล และการถูกเจาะฐาน ส.ส.เขตโดยผู้สมัครเครือข่ายท้องถิ่นจากพรรคคู่แข่ง
ภูมิใจไทยนำทีม ผนึก กล้าธรรม–เพื่อไทย จัดตั้งรัฐบาล
สมการจัดตั้งรัฐบาลล่าสุดชี้ว่า พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล อยู่ในตำแหน่งได้เปรียบทางการเมืองสูง หลังจำนวนที่นั่งนำโด่ง เปิดทางตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากที่มีเสถียรภาพ โดยสูตรที่ถูกจับตามากที่สุดคือการผนึกกำลังกับ พรรคกล้าธรรม และ พรรคเพื่อไทย เพื่อดันเสียง สส. ทะลุ 300 ที่นั่ง ลดความเสี่ยงรัฐบาลปริ่มน้ำและเพิ่มอำนาจต่อรองเชิงนโยบายเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันยังมีฉากทัศน์ทางเลือกในการรวมกลุ่มพรรคสายอนุรักษนิยม เช่น พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคขนาดกลาง–เล็ก หากดีลหลักไม่เกิดขึ้น โดยฝ่ายค้านคาดว่า พรรคประชาชน จะทำหน้าที่แกนนำตรวจสอบในสภา
เศรษฐกิจหลังเลือกตั้งรับแรงหนุน เสถียรภาพรัฐบาลใหม่ดันความเชื่อมั่นตลาด
อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์ถึงภาพรวมเศรษฐกิจหลังเลือกตั้ง พลวุฒิ ประเมินว่า เศรษฐกิจจะได้แรงหนุนจากความคาดหวังต่อรัฐบาลผสมที่มีเสถียรภาพ โดยตลาดทุนตอบรับเชิงบวก หุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน ก่อสร้าง ค้าปลีก การเงิน และสาธารณสุขปรับตัวขึ้น จากมุมมองว่านโยบายจะเน้น “รักษาเสถียรภาพระยะสั้น–ต่อยอดการเติบโตระยะยาว” ผ่านการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อแบบร่วมจ่าย การช่วยเหลือกลุ่มรายได้น้อย และแผนแก้หนี้ครัวเรือน ควบคู่กับการดึงลงทุนต่างชาติและปรับกฎเอื้อต่อธุรกิจ อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ยังมองว่าอัตราขยายตัวปีนี้อยู่ในระดับต่ำ การฟื้นกำลังซื้อจริงต้องใช้เวลา และผลลัพธ์จะขึ้นกับความสามารถในการผลักดันนโยบายพลังงาน ค่าไฟ และโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของรัฐบาลที่นำโดย “พรรคภูมิใจไทย” เป็นหลัก