
ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (NCSA) เผยว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี ตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2568 ประเทศไทยพบเหตุการณ์ด้านไซเบอร์มากถึง 1,050 ครั้ง โดยความเสียหายจากอาชญากรรมทางไซเบอร์ทั่วโลกสูงกว่า 7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอนาคต
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทายนี้ หน่วยงานความมั่นคงทางไซเบอร์ของไทยจึงจำเป็นต้องเร่งเสร้าง “กำลังไซเบอร์” ที่มีความสามารถในการป้องกัน ตรวจจับ และรับมือภัยคุกคามในโลกดิจิทัลอย่างเป็นระบบ โดยกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือ “ตำรวจไซเบอร์” สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดกิจกรรมปั้นนักรบไซเบอร์รุ่นใหม่ ในโครงการ Cyber Warrior Hackathon 2025 ระหว่างวันที่ 6 มิ.ย. – 21 ก.ค.68 ชิงรางวัลมูลค่ารวมกว่า 250,000 บาท

รศ. ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า มจธ. ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาและสร้างเครือข่ายกำลังคนที่มีความสามารถสูงด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ “Human Resource Community” รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ (Awareness) ให้กับสังคมและนักศึกษา โดยผู้เข้าร่วมทั้งหมด 540 คน จะถูกรวมอยู่ใน community หรือระบบเครือข่ายโปรแกรมเมอร์ ภายใต้ “Hub of Knowledge” ซึ่งเป็นศูนย์กลางความรู้ที่ บช.สอท. และ มจธ. ร่วมกันก่อตั้งขึ้น โดยจะเรียกกลุ่มนี้ว่า “Cyber Eyes” ทำหน้าที่เป็น “อาสาเตือนภัย ในโลกไซเบอร์” และภายหลังจากนี้เรายังมีการต่อยอดไปสู่โครงการอื่นๆ โดยมี มจธ. เป็นที่ปรึกษา
นอกเหนือจากการแข่งขันแล้ว ทีมที่ชนะยังได้รับโอกาสเข้าร่วมฝึกประสบการณ์ทำงานปราบโจรออนไลน์กับตำรวจไซเบอร์และได้รับประกาศนียบัตร Non-Degree ของหลักสูตร Cyber Warrior โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ผศ. ดร.สันติธรรม พรหมอ่อน หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการ Cyber Warrior Hackathon 2025 กล่าวว่า ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์มีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ร่วมออกแบบหลักสูตรและกิจกรรม และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการผู้กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาข้อเสนอโครงการ (proposal) รวมถึงให้ความรู้พื้นฐานตั้งแต่ Computer System Network Security ไปจนถึง Cyber Security และ Cryptocurrency หรือสกุลเงินดิจิทัล Blockchain และ AI พร้อมให้คำปรึกษาด้านเทคนิค

สำหรับโครงการ “Cyber Warrior Hackathon 2025” ภาควิชาฯ มุ่งหวังให้นักศึกษาได้พัฒนาแนวคิดและสร้างสรรค์โซลูชันที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง โดยเน้นการออกแบบโปรแกรมเบื้องต้นที่มีศักยภาพในการต่อยอดและตอบโจทย์สถานการณ์ที่ตำรวจไซเบอร์ต้องเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ผ่านการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวกับคดีอาชญากรรมไซเบอร์ เพื่อให้ตระหนักว่าความรู้ทางเทคนิคที่เรียนสามารถนำไปใช้ช่วยเหลือสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ รวมถึงปัญหาบัญชีม้าและการหลอกลวงทางการเงิน นั้น ไม่สามารถทำได้เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการที่คนใกล้ตัวมาบอกเองจะช่วยให้เกิดการระวังตัวได้ดีกว่าการรับฟังข่าวทั่วไปเพียงอย่างเดียว และการแข่งขัน Hackathon เป็นเพียงกลไกหนึ่งในการรวบรวมคน การแข่งขันนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจใหญ่ เพราะเป้าหมายที่แท้จริงคือ การ “สร้างกำลังคนและเครือข่าย Cyber Security ของประเทศ” ในด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยผสมผสานความรู้ทางวิชาการเข้ากับการแก้ไขปัญหาจริงในสังคม เพื่อให้นักศึกษาได้พัฒนาศักยภาพและมองเห็นโอกาสในการสร้างผลกระทบเชิงบวกในอนาคต

โดยทีมชนะเลิศ ได้แก่ ทีม fight for นาย ช. จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชื่อผลงาน Project Title: FakeSense เงินรางวัล 100,000 บาท ทีมรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม Brute Force จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ชื่อผลงาน Sidekick ผู้ช่วย AI สำหรับตำรวจไซเบอร์เพื่อวิเคราะห์หลักฐาน, เชื่อมโยงคดี, และจัดทำเอกสารราชการอัตโนมัติ เงินรางวัล 50,000 บาท และ ทีมรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม SoftShells จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ชื่อผลงาน TATHIP: ระบบช่วยวิเคราะห์ข้อมูลดิจิทัล เพื่อการสืบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแบบอัตโนมัติ เงินรางวัล 30,000 บาท
ตัวแทนทีมชนะเลิศ “fight for นาย ช.” จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยถึงผลงานที่นำเสนอในโครงการฯ ภายใต้ชื่อโปรเจกต์ว่า Project Title: FakeSense ซึ่งเป็นระบบที่พัฒนาโดยใช้เทคโนโลยี AI ผสานกับแชทบอทอัจฉริยะ โดยมีเป้าหมายเพื่อตรวจจับและตอบโต้เพจปลอมที่หลอกลวงประชาชนในสื่อสังคมออนไลน์ โดยทีมได้ออกแบบระบบให้แชทบอตสามารถเข้าไป “ล่อซื้อ” หรือสนทนากับเพจที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยในลักษณะใกล้เคียงกับการสืบสวนเชิงรุก ซึ่งช่วยลดภาระของตำรวจไซเบอร์ในการเฝ้าระวังและตรวจสอบเพจต้องสงสัยจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยแนวคิดที่แปลกใหม่และสามารถนำไปใช้งานได้จริง โดยเฉพาะในมิติของการลดความเสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งในแต่ละปีสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาล ทีม “fight for นาย ช.” จึงพัฒนาเดโม่ของระบบจริงขึ้นมาเพื่อให้ตำรวจไซเบอร์สามารถทดลองใช้งานเบื้องต้น ซึ่งนับเป็นตัวอย่างของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อรับมือกับอาชญากรรมไซเบอร์ได้อย่างเป็นรูปธรรม