
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดศูนย์ “กันก่อนท่วม” เชื่อมโยงภาควิชาการ ภาครัฐ และกรุงเทพมหานคร ยกระดับการบริหารจัดการความเสี่ยงน้ำ ในเวทีเสวนา “กันก่อนท่วม น้ำแปรปรวน เมืองต้องพร้อม” โดยทุกภาคส่วนเห็นตรงกันว่า “อนาคตจะอยู่หรือรอด” ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจในวันนี้ ทั้งการคิดใหม่เรื่องน้ำ การใช้ข้อมูลนำทางนโยบาย และการเรียนรู้จากนวัตกรรมระดับโลก เพื่อสร้างเมืองและประเทศที่สามารถอยู่ร่วมกับน้ำได้อย่างยั่งยืน
คิดใหม่เรื่องน้ำ ก่อนโลกจะเร็วกว่าเรา

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การจัดการน้ำในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยแนวคิดและวิธีการใหม่อย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถใช้แนวทางเดิมได้ เนื่องจากโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แม้มนุษย์จะมีอายุมากขึ้น แต่โลกกลับ “อ่อนวัยลง” จากการเกิดขึ้นของเทคโนโลยี นวัตกรรม และคนรุ่นใหม่ ทำให้ปัญหาเดิมควรถูกแก้ไขหรือหมดไป ขณะที่ปัญหาใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา หากองค์กรหรือหน่วยงานยังเติบโตด้วยองค์ความรู้เดิม การพัฒนาก็จะเป็นไปอย่างจำกัด
บทบาทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคือการเป็นศูนย์กลางด้านองค์ความรู้และนวัตกรรม โดยเฉพาะการจัดการน้ำท่วม ซึ่งต้องมองอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะปลายเหตุเมื่อเกิดน้ำท่วมแล้ว แต่ต้องย้อนกลับไปพิจารณาสาเหตุเชิงโครงสร้าง ทั้งการใช้ทรัพยากร การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมของมนุษย์ เพื่อให้การจัดการน้ำมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ศูนย์กันก่อนท่วม ปรับเกมบริหารน้ำไทย

รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า บทเรียนสำคัญสะท้อนจากมหาอุทกภัยปี 2554 ที่สร้างความเสียหายสูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 70 ของงบประมาณแผ่นดินในปีนั้น โดยกว่าร้อยละ 90 เป็นผลกระทบต่อภาคเอกชน ทั้งความเสียหายโดยตรงและการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ ทำให้การป้องกันความเสี่ยงน้ำล่วงหน้ากลายเป็นวาระสำคัญของประเทศ
ศูนย์ “กันก่อนท่วม” ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกประสานความร่วมมือด้านการป้องกันความเสี่ยงน้ำบนฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ โดยไม่ซ้ำซ้อนหรือทดแทนบทบาทภาครัฐ พร้อมขับเคลื่อนกรอบการพัฒนา “เมือง (ประเทศ) แห่งความเสถียรภาพ” ผ่านแนวทางบูรณาการ 5 มิติหลัก ที่เชื่อมโยงการเสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานเดิมเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งแบบจำลองพยากรณ์ AI ข้อมูลเรียลไทม์ และระบบดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคาดการณ์และรับมือฝนสุดขั้ว ควบคู่การบริหารจัดการน้ำในระดับลุ่มน้ำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ด้วยการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่และเทคโนโลยีดาวเทียม ลดความเสี่ยงทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งก่อนเข้าสู่เขตเมือง
จากสู้กับน้ำ สู่การอยู่กับน้ำ
แนวทางดังกล่าวยังเปิดรับนวัตกรรมและแนวปฏิบัติระดับโลก อาทิ ระบบป้องกันน้ำทะเล อุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินขนาดใหญ่ และแนวคิดเมืองฟองน้ำ มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทไทย พร้อมปรับกระบวนทัศน์จากการ “ต่อสู้กับน้ำ” สู่การ “อยู่ร่วมกับน้ำ” ผ่านการออกแบบเมืองที่ยืดหยุ่น การใช้โครงสร้างพื้นฐานสีฟ้า-เขียว และการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสภาพภูมิอากาศ โดยใช้งานวิจัยและข้อมูลเชิงพื้นที่เป็นฐานกำหนดนโยบาย สร้างนวัตกรรมและความร่วมมือรัฐ–เอกชน–ชุมชน เพื่อรับมือความเสี่ยงน้ำอย่างตรงจุดและยั่งยืน ควบคู่ความร่วมมือกับ MIT ใน 4 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ น่าน ชัยนาท นครปฐม และกรุงเทพมหานคร
จะอยู่หรือรอด? อยู่ที่การวางแผนและการพัฒนาเทคโนโลยี

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า โอกาสที่อีก 50 ปีข้างหน้า หลายพื้นที่ของประเทศไทยอาจไม่สามารถอยู่อาศัยได้จากปัญหาอุทกภัยนั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการลงมือทำในปัจจุบัน จากสภาพอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โอกาสเกิดฝนตกหนักมีสูงขึ้น แต่หากมีการวางแผนที่ดีและเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ก็เชื่อว่าจะสามารถบรรเทาความเสียหายและลดความรุนแรงของผลกระทบลงได้
ขณะที่เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยคำนวณและคาดการณ์สถานการณ์น้ำท่วมให้แม่นยำมากขึ้น โดย กทม. มีความร่วมมือกับนักวิชาการและมหาวิทยาลัยหลายแห่ง รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ เพื่อพัฒนาโมเดลที่นำข้อมูลหลากหลายด้านมาประมวลผล ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการระบายน้ำของท่อ ความสูงต่ำของพื้นที่ และปริมาณฝน เมื่อรันโมเดลแล้วจะสามารถระบุพื้นที่เสี่ยงและจำลองฉากทัศน์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถขยายผลไปใช้ในทุกเขตได้
นำองค์ความรู้จากต่างประเทศมาปรับใช้ สู้ภัยน้ำ
“ประเทศไทยสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของต่างประเทศที่เผชิญปัญหาน้ำท่วมรุนแรงเช่นกัน อย่างเนเธอร์แลนด์ และเมืองเวนิสของอิตาลี ที่มีการพัฒนาระบบป้องกันน้ำทะเลหนุน เช่น ระบบแผงกั้นน้ำขนาดใหญ่ แม้บริบทของกรุงเทพมหานครจะไม่เหมือนกับต่างประเทศทั้งหมด แต่การนำองค์ความรู้ที่มีอยู่แล้วมาปรับใช้ จะช่วยลดระยะเวลาในการลองผิดลองถูก และเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมืออุทกภัยในอนาคตได้อย่างเป็นรูปธรรม” ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ กล่าว