
คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก้าวสู่การขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านบริษัท Spin-off ที่ต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้งานจริง ทั้ง Meticuly นวัตกรรมกระดูกเทียมไทเทเนียมเฉพาะบุคคล และ MUTHA เท้าเทียมไดนามิกเพื่อผู้พิการ ซึ่งไม่เพียงช่วยยกระดับมาตรฐานทางการแพทย์ของไทยให้ทัดเทียมระดับสากล แต่ยังสร้างโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่แม่นยำ พร้อมคืนคุณภาพชีวิตและความหวังให้แก่ผู้พิการทั่วประเทศ

ศุภชัย ชุติกุศล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CU Engineering Enterprise เปิดเผยว่า กว่า 112 ปีที่ผ่านมา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ผ่านการบ่มเพาะบุคลากรที่มีคุณภาพ โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2556 เมื่อสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มีพระราชดำริให้นำ “งานวิจัยจากหิ้งไปสู่ห้าง” จุฬาฯ จึงก่อตั้ง CU Enterprise เพื่อพัฒนางานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ และต่อมาได้จัดตั้ง CU Engineering Enterprise เพื่อผลักดันนวัตกรรมที่แก้ปัญหาสังคม พร้อมบ่มเพาะ “นวัตกร” ที่มีคุณค่าต่อประเทศ
“หากประเทศไทยต้องการก้าวข้ามผ่านกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลางได้จริง ต้องอาศัยไทยแลนด์ 4.0 และนวัตกรรมเป็นกลไกหลัก แม้จะเป็นสิ่งที่ทำได้ยากที่สุดก็ตาม โดยในปี 2561 ได้มีการจดทะเบียนบริษัท CU Enterprise อย่างเป็นทางการภายใต้กระทรวงพาณิชย์ ถือเป็นต้นแบบ university holding company แห่งแรกในไทย ใช้รูปแบบการแลกหุ้นเพื่อสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน หากบริษัทเติบโต มหาวิทยาลัยก็จะได้ผลตอบแทนในรูปแบบหุ้นตามสัดส่วน นับเป็นโมเดลที่ประเทศพัฒนาแล้วใช้กัน” ศุภชัย กล่าว
ในปี 2563 ได้สานต่อด้วย CU Engineering Enterprise ที่สร้างนวัตกรรมสำคัญช่วงโควิด-19 เช่น หุ่นยนต์โรโควิดและรถตรวจเชื้อเคลื่อนที่ อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้บุคลากรเข้าร่วมบริษัทร่วมทุนโดยไม่ขาดจากสภาพราชการ พร้อมจดทะเบียนวิสาหกิจเพื่อสังคมและชุมชน เพื่อเป็น Sandbox ให้คณาจารย์และนิสิตต่อยอดนวัตกรรมสู่การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

จากงานวิจัยสู่ธุรกิจ Spin-off ด้วยกระดูกเทียมเฉพาะบุคคล
ผศ. ดร.เชษฐา พันธ์เครือบุตร อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากภาควิชาวิศวกรรมโลหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า Meticuly ได้ก่อตั้งขึ้นในปี 2560 เพื่อต่อยอดผลงานวิจัยด้านวิศวกรรมสู่การแพทย์ โดยพัฒนากระดูกเทียมไทเทเนียมที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์โลหะ 3 มิติ (Metal 3D Printing) ซึ่งสามารถออกแบบให้เฉพาะบุคคล (Patient-specific implant) ตามข้อมูลจากการสแกน CT Scan ของผู้ป่วย แต่ละเคสจึงได้กระดูกเทียมที่เข้ากับสรีระอย่างสมบูรณ์ แทนวิธีการแบบเดิมที่แพทย์ต้องพยายามปรับผู้ป่วยให้เข้ากับกระดูกมาตรฐาน ซึ่งไม่เหมาะสมกับคนไทยเสมอไปและอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อ Meticuly จึงถือเป็นการพลิกโฉมการรักษา โดยใช้เวลาวิจัยและพัฒนา 4.5 ปีจนได้รับมาตรฐานจาก อย. และปัจจุบันถูกนำไปใช้แล้วกว่า 2,400 เคส ทั้งในไทยและต่างประเทศ
จุดแข็งของ Meticuly คือการผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาในทุกขั้นตอนของการออกแบบและการผลิต ทำให้การวิเคราะห์ภาพ CT Scan รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น เช่น ในกรณีผู้ป่วยที่ต้องเปิดกะโหลก AI สามารถสร้างแบบจำลองส่วนที่หายไปได้อย่างสมจริง เพื่อนำไปผลิตเป็นกระดูกเทียมที่เข้ากับร่างกายมากที่สุด ผลลัพธ์คือช่วยลดโอกาสติดเชื้อกว่า 10% และฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น โดยมีแผนที่จะขยายการประยุกต์เทคโนโลยีไปยังสาขาอื่น เช่น ทันตกรรม ศัลยกรรมช่องปาก และศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายทางการแพทย์ในอนาคต
สร้างโอกาสผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาแม่นยำ
ผศ. ดร.เชษฐา กล่าวว่า Meticuly ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในการลงทุนวิจัยเพื่อให้ได้มาตรฐานระดับสากล ทั้งนี้ บริษัทได้เริ่มส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยังสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรแล้วในปีนี้ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากภาษีการค้าของทรัมป์บางส่วน แต่กระดูกเทียมไทยก็ได้รับการรับรองมาตรฐานในยุโรปและสหรัฐฯ และมีศักยภาพที่จะขยายสู่ตลาดใหญ่ในอนาคต โดยรายได้จากการส่งออกจะถูกนำกลับมาช่วยให้คนไทยสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดในราคาที่เหมาะสม
นอกจากนี้ Meticuly ยังร่วมมือกับโรงพยาบาลศิริราชติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์ผลิตกระดูกเทียมภายในโรงพยาบาล เพื่อให้สามารถนำไปใช้จริงในห้องผ่าตัดได้อย่างทันท่วงที อีกทั้ง สปสช. ยังให้การสนับสนุนด้วยการจัดสรรงบประมาณสำหรับแผ่นปิดกะโหลกเทียมศีรษะไทเทเนียมแก่ผู้ป่วยผ่าตัดสมอง ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกของโลกที่มีมาตรการนี้ในระบบสาธารณสุข
ความสำเร็จเหล่านี้เกิดจากการทำงานร่วมกันของมหาวิทยาลัยและบริษัท Spin-off ที่จดสิทธิบัตรในนามจุฬาฯ ซึ่งนอกจากจะสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมแล้ว ยังสะท้อนถึงการผลักดันงานวิจัยให้เกิดประโยชน์จริงต่อสังคมไทยและเวทีโลก

เท้าเทียมชีวิตใหม่ของผู้พิการ
รศ.ดร.ไพรัช ตั้งพรประเสริฐ อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า MUTHA ได้ก่อตั้งขึ้นในปี 2563 โดยต่อยอดองค์ความรู้ที่สั่งสมจากการศึกษาและทำวิจัยด้านวิศวกรรมการแพทย์ในประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ผ่าตัดหรือการผลิตหัวสะโพกเทียม เมื่อกลับมาไทยจึงเห็นถึงความต้องการอวัยวะเทียมที่มีคุณภาพและราคาเข้าถึงได้สำหรับผู้พิการ โดยเฉพาะ “ขาเทียม” ที่จะช่วยให้ผู้พิการสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด จึงเป็นที่มาของนวัตกรรม เท้าเทียม Dynamic sPace ที่ไม่เพียงตอบโจทย์ด้านการใช้งาน แต่ยังช่วยฟื้นฟูจิตใจและมอบความหวังให้ผู้พิการได้เดินต่อไปอย่างมั่นคง
MUTHA เริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อได้รับรางวัลจากการประกวดผลงานประดิษฐ์คิดค้น ปี 2566 ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และได้รับงบประมาณสนับสนุนเพื่อพัฒนาและส่งมอบเท้าเทียมแก่ผู้พิการกว่า 40 โรงพยาบาลทั่วประเทศ ด้วยผลตอบรับที่ดี จึงได้รับการสนับสนุนต่อเนื่องในปี 2567 รวมกว่า 600 ขา อีกทั้งยังได้เข้าร่วมโครงการเฉลิมพระเกียรติ “ก้าวใหม่ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก มอบเท้าเทียมแก่โรงพยาบาล 9 แห่ง จำนวน 67 ขา รวมทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือทหารผ่านศึกและประชาชนผู้พิการ ปัจจุบัน MUTHA ได้ส่งมอบเท้าเทียมไปแล้วกว่า 700 ขา
ตอบโจทย์ทุกก้าวเดินในชีวิตประจำวัน
ด้านมาตรฐาน MUTHA ได้รับการรับรองคุณภาพการผลิตเครื่องมือแพทย์ตามมาตรฐาน ISO10328 และพัฒนาเทคโนโลยีให้ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย ตั้งแต่การเดินบนพื้นขรุขระ ทางลาด หรือการกระดกปลายเท้าไปจนถึงการวิ่งของนักกีฬาพาราลิมปิก เท้าเทียมไดนามิกของ MUTHA ใช้หลัก Energy Storage ช่วยส่งแรง ทำให้ผู้ใช้งานเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นคงและใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด พร้อมทั้งขยายการออกแบบไปสู่ขาเทียมและข้อเข่าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

สปสช.บรรจุเท้าเทียม เตรียมใช้ในอนาคต
นอกจากการผลิตเชิงพาณิชย์ MUTHA ยังมีโครงการ CSR เพื่อช่วยเหลือผู้พิการและทหารในหลายพื้นที่ เช่น ช่องบกและสุรินทร์ รวมถึงทหารที่สูญเสียขาในการปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้บรรจุเท้าเทียมไดนามิกเข้าสู่สิทธิการรักษา ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้งานในระบบงบประมาณในอนาคต แม้สิทธิประกันสังคมและสิทธิข้าราชการยังไม่ครอบคลุม แต่ถือเป็นก้าวสำคัญในการทำให้ผู้พิการไทยเข้าถึงอุปกรณ์คุณภาพสูงได้มากขึ้น อีกทั้งยังมีแผนขยายไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านและอินเดียในอนาคต
“เท้าเทียมของ MUTHA สามารถใช้งานได้ประมาณ 2 ปี ก่อนจะเปลี่ยนใหม่ได้ โดยมีราคาอยู่ที่ 37,000 บาท และมีการออกบูทแสดงผลงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมมีแนวคิดที่จะพัฒนาอุปกรณ์ “เท้ากระโดด” ที่สามารถลดความเสียหายจากการเหยียบระเบิด เพื่อช่วยปกป้องทหารในสนามรบ” รศ.ดร.ไพรัช กล่าว