
“อมตะ” เดินหน้าปรับเกมธุรกิจครั้งสำคัญ ประกาศปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ ดึงผู้บริหารมืออาชีพเสริมทีม เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการตัดสินใจและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในระดับภูมิภาค พร้อมเปิดโรดแมปธุรกิจปี 2569 ตั้งเป้าขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ ครอบคลุมไทย เวียดนาม และลาว ควบคู่การผลักดันโมเดล “Industrial City” เมืองอุตสาหกรรมครบวงจร เพื่อรองรับกระแสการย้ายฐานการลงทุนที่กำลังไหลเข้าสู่อาเซียนอย่างต่อเนื่อง

วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 ยังคงต้องเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก ทั้งสงครามการค้าและความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลต่อโครงสร้างการผลิตโลกในหลายด้าน ทั้งระบบขนส่ง ราคาพลังงาน และการจัดหาวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งทำให้ภาคการผลิตและนักลงทุนทั่วโลกเริ่มมองหาฐานการผลิตใหม่ที่มีเสถียรภาพและศักยภาพเติบโตระยะยาว ส่งผลให้อาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย เวียดนาม และสปป.ลาว กลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่ได้รับความสนใจมากขึ้น โดยอาเซียนกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการลงทุนใหม่ของโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ต้องการโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศธุรกิจที่ครบวงจร
กลุ่มอมตะจึงเตรียมปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 8 ปี เพื่อยกระดับการบริหารให้สอดรับกับการขยายธุรกิจในภูมิภาค พร้อมดึงผู้บริหารมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศเข้ามาเสริมทีม เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระดับสากล โดยการปรับโครงสร้างจะขับเคลื่อนผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ Agility เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการตัดสินใจทางธุรกิจ Governance เพื่อเสริมสร้างระบบธรรมาภิบาลและความโปร่งใส และ Scale Up เพื่อรองรับการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรม New S-Curve และโครงการเมกะโปรเจ็กต์ที่กำลังไหลเข้าสู่ภูมิภาค
สำหรับแผนลงทุนปี 2569 บริษัทฯ เตรียมงบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาและขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมรองรับการลงทุนใหม่ โดยตั้งเป้าขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ในอาเซียน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย 1,650 ไร่ เน้นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เวียดนาม 550 ไร่ รองรับกระแสย้ายฐานการผลิตจากจีนและการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล และสปป.ลาว 600 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นประตูเชื่อมต่อโลจิสติกส์ทางบกของภูมิภาค

ขณะเดียวกัน อมตะกำลังปรับบทบาทจากผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมไปสู่การเป็นผู้พัฒนา “Industrial City” หรือเมืองอุตสาหกรรมครบวงจร ที่ผสานโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกัน ภายใต้ปรัชญา “All Win” เพื่อสร้างการเติบโตที่สมดุลระหว่างภาคธุรกิจ นักลงทุน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับระบบนิเวศทางเศรษฐกิจให้ครบวงจร ตั้งแต่ระบบสาธารณูปโภค พลังงาน เทคโนโลยี การศึกษา ที่อยู่อาศัย โรงแรม ไปจนถึงศูนย์บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จ เพื่อรองรับการดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว
“ปัจจุบันโครงการของอมตะเป็นที่ตั้งของโรงงานและธุรกิจเชิงพาณิชย์มากกว่า 1,600 แห่ง มีแรงงานรวมกว่า 350,000 คน จากนักลงทุนกว่า 30 สัญชาติ รวมถึงบริษัทชั้นนำระดับโลกในกลุ่ม Fortune Global 500 สะท้อนบทบาทของอมตะในฐานะผู้พัฒนาเมืองอุตสาหกรรมที่มีระบบนิเวศทางเศรษฐกิจครบวงจรของภูมิภาค” วิกรม กล่าว
ด้านสิ่งแวดล้อม บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยตั้งเป้ามุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2583 พร้อมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยพื้นที่ดำเนินงานลง 30% ผ่านการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและการนำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดมาใช้ในนิคมอุตสาหกรรม ควบคู่กับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ

ด้าน ชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ ยู จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ มีเป้าหมายสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอนและมุ่งสู่ความยั่งยืนภายในปี 2050 โดยได้จัดทำแผนปฏิบัติการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนทั้งในรูปแบบการผลิตพลังงานภายในนิคม (On-Premise) และการจัดหาพลังงานจากภายนอก (Out-of-Premise) สำหรับการผลิตพลังงานภายในพื้นที่ บริษัทตั้งเป้ากำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนระยะแรกไว้ที่ 100 เมกะวัตต์ ปัจจุบันได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ในพื้นที่ต่าง ๆ แล้วประมาณ 5 เมกะวัตต์ และมีแผนติดตั้งเพิ่มอีก 4 เมกะวัตต์ รวมถึงโครงการโซลาร์ลอยน้ำกำลังการผลิต 19 เมกะวัตต์ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและอยู่ระหว่างรออนุญาตเพื่อจำหน่ายไฟฟ้า
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังจัดตั้งบริษัทลูก “อมตะ บี กริม รีนิวเอเบิล เอนเนอร์ยี” เพื่อเป็นแขนลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน โดยอมตะถือหุ้น 75% และบริษัท บี กริม ถือหุ้น 25% ซึ่งโครงการแรกอยู่ระหว่างการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์กำลังการผลิต 42.5 เมกะวัตต์ในพื้นที่อมตะ ซิตี้ ชลบุรี พร้อมแผนพัฒนาโครงการเพิ่มเติมในจังหวัดระยองอีกประมาณ 15 เมกะวัตต์
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ กำลังติดตามความชัดเจนของนโยบายภาครัฐเกี่ยวกับการซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวแบบสัญญาตรง (Direct PPA) ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าในนิคม โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ สามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้มากขึ้น โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างหารือกับพันธมิตรหลายฝ่ายเพื่อเตรียมรองรับความต้องการพลังงานสีเขียวที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรม